ปรับปรุงแก้ไขล่าสุด: 10/11/52

 

จริยศาสตร์เชิงหน้าที่
Deontological Ethics

 

1. ความหมายของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่
2. จริยศาสตร์เชิงหน้าที่ของ อิมมานูเอล คานต์ (Immanuel Kant)
3. การอธิบายทฤษฎีจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ของนักจริยศาสตร์ร่วมสมัย
4. ปัญหาและข้อโต้แย้งที่สำคัญ
เรียบเรียงจาก
เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม
แหล่งข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต
คำที่เกี่ยวข้อง

จริยศาสตร์เชิงหน้าที่ (Deontological Ethics) คือ ทฤษฎีจริยศาสตร์ที่อธิบายว่าการตัดสินความถูกต้องของการกระทำไม่ขึ้นอยู่กับผลของการกระทำ แต่ขึ้นอยู่กับการกระทำนั้นเอง  หรืออธิบายว่า การกระทำที่มีคุณค่าทางจริยธรรมคือการกระทำที่มีลักษณะทำตามหน้าที่ (duty)  นักจริยศาสตร์ที่เสนอทฤษฎีจริยศาสตร์ในลักษณะนี้คือ อิมมานูเอล คานต์ (Immanuel Kant)  ดับบลิว ดี รอสส์ (W. D. Ross) และโธมัส อี ฮิลล์ จูเนียร์ (Thomas E. Hill Jr.) เป็นต้น  ในที่นี้จะนำเสนอคำอธิบายจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ดังที่ปรากฏอยู่ในทฤษฎีจริยศาสตร์ของอิมมานูเอล คานต์ และการอธิบายจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ในทัศนะของนักจริยศาสตร์ร่วมสมัย รวมทั้งจะนำเสนอปัญหาและข้อโต้แย้งที่สำคัญของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ในตอนท้าย

 

1.ความหมายของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่

คำว่า deontology เป็นคำที่ปรากฏในงานเขียนของ เจเรมี เบนธัม (Jeremy Bentham) ซึ่งใช้กล่าวในความหมายกว้างๆ เกี่ยวกับการศึกษาเรื่องหน้าที่  คำว่า “deontology” มีที่มาจากคำในภาษากรีก 2 คำคือ คำว่า deon (หรือ dei) ที่หมายถึงหน้าที่ (duty) หรือสิ่งที่ต้องกระทำ  และคำว่า logos หมายถึง วาทะ ปัญญา หรือความรู้  ดังนั้นคำว่า “deontology” จึงหมายถึง ความรู้หรือปัญญาเกี่ยวกับเรื่องหน้าที่  ภายหลังคำๆ นี้ใช้ในความหมายเฉพาะเพื่อบ่งถึงทฤษฎีจริยศาสตร์หรือกฎศีลธรรมที่มีรากฐานอยู่บนมโนทัศน์เรื่อง “หน้าที่” (Richardson,  2006: 713)  ซึ่งความหมายของคำว่าหน้าที่ในทฤษฎีจริยศาสตร์เชิงหน้าที่จะหมายถึง การกระทำที่ควรกระทำ มีลักษณะจำเป็น หรือกระทำโดยปราศจากเงื่อนไข (Richardson, 2006: 713)  เช่น การอธิบายถึงการกระทำที่ถูกหรือผิดว่ามีลักษณะเป็นกฎคำสั่งแบบเด็ดขาด (Categorical Imperative) ในทฤษฎีจริยศาสตร์ของคานต์ เป็นต้น

การอธิบายความหมายของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่อีกวิธีหนึ่งคือ การอธิบายโดยเปรียบเทียบกับทัศนะแบบผลลัพธ์นิยม (Consequentialism) หรือประโยชน์นิยม (Utilitarianism) เนื่องจากจริยศาสตร์เชิงหน้าที่เป็นแนวคิดที่ปฎิเสธทัศนะแบบผลลัพธ์นิยม  ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างทั้ง 2 ทฤษฎีคือ จริยศาสตร์เชิงหน้าที่ปฏิเสธการตัดสินความถูกต้องของการกระทำโดยพิจารณาที่ผลของการกระทำ  การกระทำที่ถูกต้องตามทฤษฎีจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ จะต้องพิจารณาจากเจตนาของการกระทำ  นั่นคือ คุณค่าของการกระทำจะไม่ขึ้นกับสิ่งอื่น หรือไม่มีเจตนาจะกระทำเพื่อผลลัพธ์ใดๆ  คุณค่าทางจริยธรรมของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่จึงไม่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ บุคคล สถานการณ์ หรือไม่สามารถนำเอาเงื่อนไขของแต่ละบุคคลมาใช้ในการตัดสินคุณค่าทางจริยธรรมได้  จึงกล่าวได้ว่าจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ต้องการให้หลักการตัดสินคุณค่าทางจริยธรรมมีลักษณะเป็นภววิสัย (objective) หรือมีการตัดสินคุณค่าทางจริยธรรมแยกออกจากผู้กระทำ โดยการตัดสินคุณค่าของการกระทำจะอาศัยกฎศีลธรรมที่เป็นกฎสากล ซึ่งหมายถึงกฎศีลธรรมเป็นกฎที่สามารถใช้ได้กับมนุษย์ทุกคนในทุกสถานการณ์ โดยไม่ต้องคำนึงถึงลักษณะเฉพาะตัวของบุคคลหรือสถานการณ์นั้นๆ แต่อย่างใด  ตัวอย่างเช่น หากการกล่าวเท็จเป็นสิ่งที่ผิดกฎศีลธรรมในรูปแบบนี้  การกล่าวเท็จก็จะเป็นการกระทำที่ผิดเสมอไม่ว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำหรือกระทำในสถานการณ์ใด


2. ทฤษฎีจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ของ อิมมานูเอล คานต์ (Immanuel Kant)

คานต์อธิบายกฎศีลธรรมในทฤษฎีจริยศาสตร์ของเขาโดยใช้มโนทัศน์ “หน้าที่” เป็นแกนหลัก เห็นได้จากการที่เขามักจะกล่าวถึงกฎศีลธรรมโดยใช้คำว่า หน้าที่” (duty) แทนเสมอ  คานต์กล่าวว่า ฉะนั้นหลักข้อแรกของศีลธรรมก็คือการกระทำที่จะมีค่าทางศีลธรรมจะต้องเกิดจากหน้าที่ หลักข้อสองก็คือค่าทางศีลธรรมของการกระทำที่เกิดจากหน้าที่นั้นมิได้อยู่ที่จุดหมายที่ต้องการจะบรรลุ แต่อยู่ในคติ (maxim) ที่ก่อให้เกิดการกระทำนั้น (อ้างถึงใน เนื่องน้อย บุณยเนตร, 2539: 19-20)  แนวคิดทางจริยศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของคานต์ปรากฏใน Groundwork of the Metaphysic of Morals (1785) Critique of Practical Reason (1788) และ Metaphysics of Morals (1797)  ในส่วนนี้จะกล่าวถึงลักษณะของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ที่ปรากฏอยู่ในทฤษฎีจริยศาสตร์ของคานต์ และลักษณะที่สำคัญอื่นๆ ของกฎศีลธรรมของคานต์ที่สำคัญต่อการอธิบายความหมายของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่

คานต์อธิบายว่า การกระทำที่มีคุณค่าทางจริยธรรมหรือการกระทำที่ถูกต้องเป็นการกระทำที่ทำด้วย เจตนาดี (good will)  เขากล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ที่เราจะเข้าใจทุกอย่างในโลกนี้ และแม้กระทั่งนอกโลก เป็นความดีโดยปราศจากคุณสมบัติอื่นใดนอกจากเจตนาดี (อ้างถึงใน เนื่องน้อย บุณยเนตร, 2539: 19-20)  คุณธรรมใดๆ ก็ตาม เช่น สติปัญญา ไหวพริบ ความกล้าหาญ และความเด็ดเดี่ยว อาจกลายเป็นสิ่งที่ไม่ดีได้หากไม่ได้มีเจตนาดีประกอบ  (Kant, 1964: 59-68) ตัวอย่างเช่น การตัดสินใจช่วยคนที่กำลังจะจมน้ำ หากเป็นการตัดสินใจเลือกกระทำเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และผู้กระทำต้องการทำสิ่งนั้นเพราะมีเจตนาที่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง ถึงแม้การกระทำนั้นจะล้มเหลว (เช่น ผู้ที่ลงมือกระทำว่ายน้ำได้ไม่ดีพอจึงทำให้ช่วยคนๆ นั้นไม่ได้) ความล้มเหลวดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้คุณค่าของการกระทำลดลงแต่อย่างใด  ในทางตรงข้ามหากเขากระโดดน้ำลงไปช่วยคนที่กำลังจะจมน้ำโดยมีเจตนาที่จะได้รับผลตอบแทนจากการช่วยคนผู้นั้น เช่น เงินรางวัล หรือแม้แต่คำชมเชย การกระทำนั้นก็จะไม่มีคุณค่าทางจริยธรรม  เจตนาดีจึงเป็นเงื่อนไขจำเป็นของการกระทำตามหน้าที่ในทฤษฎีจริยศาสตร์ของคานต์

คานต์อธิบายว่า เจตนาดีหมายถึงการกระทำที่ตัดสินใจเลือกกระทำตามแรงโน้มแห่งเหตุผล (inclination) หรือมาจากเหตุผลบริสุทธิ์ (pure reason ในที่นี้หมายถึง เหตุผลที่ไม่ขึ้นกับประสบการณ์ แต่ถ้าเป็นการเลือกกระทำตามแรงโน้มแห่งความปรารถนาให้ได้มาซึ่งความสุข หรือเป็นแรงโน้มทางด้านอารมณ์และความรู้สึก เช่น ความรู้สึกพึงพอใจหรือผลประโยชน์ส่วนตัว การกระทำนั้นจะไม่มีคุณค่าทางจริยธรรม  คานต์จำแนกกฎศีลธรรมเป็น 2 ชนิด คือ (1) กฎคำสั่งแบบเด็ดขาด (Categorical Imperative) คือ กฎศีลธรรมที่สั่งให้กระทำสิ่งที่มีค่าในตัวเองโดยปราศจากเงื่อนไข และไม่ขึ้นกับสิ่งอื่น อาทิ ผลลัพธ์ของการกระทำ  ตัวอย่างเช่นการกล่าวเท็จเป็นสิ่งที่ไม่ดีในตัวเอง ไม่ว่าผู้ใดเป็นผู้กล่าว หรือกล่าวในสถานการณ์ใด  (2) กฎคำสั่งแบบเงื่อนไข (Hypothetical Imperative) คือกฎศีลธรรมทีสั่งให้กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพราะการกระทำนั้นก่อให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่ง  คานต์เห็นว่าการกระทำที่มีคุณค่าทางจริยธรรมคือ การกระทำตามกฎคำสั่งแบบเด็ดขาดซึ่งมีลักษณะเป็นกฎสัมบูรณ์ (Absolute Law)  ตัวอย่างเช่น อย่าฆ่าผู้บริสุทธิ์ อย่ากล่าวเท็จ คานต์กำหนดหลักการทางศีลธรรมในรูปแบบของกฎคำสั่งเด็ดขาดไว้ 2 ข้อหลัก คือ

() จงกระทำในสิ่งที่สามารถทำให้เป็นกฎสากลได้  เขาอธิบายว่าการกระทำที่ถูกต้องคือการกระทำตามคติ (maxim) ที่ผู้กระทำสามารถทำให้เป็นกฎสากลได้ (universalizable) นั่นคือเป็นการกระทำที่ทุกคนสามารถปรารถนาอย่างมีเหตุผลให้ผู้อื่นเลือกกระทำได้ ตัวอย่างเช่น การขอยืมเงินผู้อื่นโดยให้สัญญาว่าเราจะคืนเงินที่ยืมให้เขา โดยผู้ที่ยืมรู้ดีว่าไม่สามารถคืนเงินนั้นได้  หากพิจารณาการกระทำดังกล่าวตามหลักการของคานต์ การผิดสัญญาเป็นการกระทำที่ไม่สามารถทำให้เป็นกฎสากลได้ เนื่องจากเป็นการกระทำที่ทุกคนไม่สามารถจงใจอย่างมีเหตุผลให้ผู้อื่นเลือกกระทำได้ หากการกระทำนี้เป็นกฎสากล คือทุกคนเลือกที่จะผิดสัญญา การทำสัญญาก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เนื่องจากจะไม่มีใครยอมทำสัญญากับใคร เพราะทุกคนจะตระหนักถึงความเป็นไปได้ที่ว่าหากทำสัญญาก็จะถูกละเมิดสัญญา เหมือนกับที่ตนเองตั้งใจจะผิดสัญญา  การกระทำดังกล่าวจึงเกิดปัญหาความขัดแย้งในตัวเองขึ้น  ดังนั้นการผิดสัญญาจึงเป็นการกระทำที่ผู้กระทำต้องการให้ตนเองทำได้เพียงคนเดียว หรือต้องการให้ตนเป็นผู้ได้รับการยกเว้นจากการทำตามคำสั่งทางศีลธรรม  เป้าหมายของคานต์ในการยืนยันหลักการข้อนี้คือเพื่อหลีกเลี่ยงอคติในการตัดสินเลือกกระทำ และเพื่อที่กฎศีลธรรมจะมีลักษณะเป็นกฎสากล

() จงปฏิบัติต่อผู้อื่นในฐานะที่เขาเป็นจุดหมายในตัวเอง และไม่ใช่เป็นวิถีไปสู่เป้าหมายใดๆ  กฎคำสั่งในข้อแรกกำหนดหลักการพื้นฐานของจริยศาสตร์ของคานต์ ส่วนกฎข้อที่สองนี้เป็นหลักการในเชิงปฏิบัติที่กำหนดให้ปฏิบัติต่อมนุษย์ผู้อื่นในฐานะมนุษย์ที่มีเกียรติศักดิ์ศรี และมีคุณค่าในตัวเอง ต่างจากวัตถุสิ่งของต่างๆ และไม่ปฏิบัติต่อมนุษย์ในฐานะเป็นเครื่องมือไปสู่เป้าหมายใดๆ  การปฏิบัติต่อมนุษย์ในฐานะผู้ที่มีคุณค่าในตัวเองในที่นี้รวมถึงการที่ตัวผู้กระทำเองมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติต่อตัวเองในฐานะจุดหมายด้วย  คานต์อธิบายว่ามนุษย์ทุกคนมีคุณค่าในตัวเองเนื่องจากมนุษย์มีเหตุผลในการตัดสินเลือกกระทำและมีเป้าหมายเป็นของตนเอง   อลัน โดเนแกน (Alan Donagan) อธิบายถึงลักษณะของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่โดยเปรียบเทียบกับผลลัพธ์นิยมว่า จริยศาสตร์เชิงหน้าที่ทำให้เรื่องจริยธรรมเป็นสิ่งที่เลวร้ายน้อยกว่าผลลัพธ์นิยม ที่จะไม่ทำให้การลงมือฆ่าคนบริสุทธิ์ 1 คนเพื่อความอยู่รอดของคนอีก 100 คนเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ (Davis, 1971: 17) หรือหลีกเลี่ยงการใช้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ของคนส่วนใหญ่มาเป็นเงื่อนไขในการทำร้ายและรังแกคนส่วนน้อย

จากลักษณะต่างๆ ของกฎศีลธรรมของคานต์ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น ทำให้มีการอธิบายว่ากฎศีลธรรมของคานต์มีลักษณะเป็นกฎสัมบูรณ์ (Absolute Law - กฎที่เป็นจริงโดยตัวเองหรือไม่ขึ้นกับสิ่งอื่น เช่นการตัดสินว่าการกล่าวเท็จเป็นสิ่งที่ไม่ดีในทุกสถานการณ์ เป็นต้น)  และอาจมีปัญหาด้านการประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง ตัวอย่างเช่น ปัญหาเรื่องการทำแท้ง ซึ่งทฤษฎีจริยศาสตร์ของคานต์มักเห็นว่าเป็นการฆ่าคนบริสุทธิ์และเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากเป็นการกระทำที่ขัดกับกฎ (ก) นั่นคือไม่สามารถทำให้คติที่ว่า จงฆ่าผู้บริสุทธิ์ เป็นกฎสากลได้ หรือไม่สามารถยอมรับให้ผู้ที่อยู่ภายใต้สถานการณ์เดียวกันกระทำได้เหมือนกันอย่างเป็นสากล  และเป็นการกระทำที่ขัดกับกฎ (ข) นั่นคือผู้เป็นแม่ใช้ชีวิตของทารกในครรภ์เป็นเครื่องมือไปสู่เป้าหมายในการรักษาชีวิตของตนเอง หรือเพื่อผลประโยชน์ด้านอื่นๆ ของตัวเอง  แต่สาเหตุของการทำแท้งก็อาจเกิดได้จากสถานการณ์ที่หลากหลาย อาทิเช่น การทำแท้งเนื่องจากถูกข่มขืน หรือการทำแท้งเนื่องจากปัญหาสุขภาพ  หากตัดสินการทำแท้งว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องในทุกกรณีก็อาจทำให้ทฤษฎี ตลอดจนคุณค่าด้านจริยศาสตร์แบบของคานต์ก็ไม่สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทำแท้งได้

ในกรณีตัวอย่างอื่นๆ เช่น การฆ่าผู้บริสุทธิ์หนึ่งคนเพื่อช่วยชีวิตของคนทั้งโลก ทฤษฎีจริยศาสตร์ของคานต์ก็ไม่สามารถยอมให้ฆ่าผู้บริสุทธิ์โดยพิจารณาจากผลของการกระทำได้  หรือในกรณีที่มีความขัดแย้งระหว่างหน้าที่สองหน้าที่ เช่นในสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจเลือกระหว่างการกระทำที่ถูกต้องตามทฤษฎีจริยศาสตร์เชิงหน้าที่สองการกระทำ หรือที่เรียกว่าเป็นปฎิทรรศน์ของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่  (Paradox of Deontology) ตัวอย่างเช่น ในการตัดสินใจเลือกระหว่างการขับรถบรรทุกไปชนคนหนึ่งคน กับการหักหลบคนๆ นั้นแล้วมีผลทำให้คนอีก 5 คนเสียชีวิตแทน  ในกรณีนี้ การกระทำที่ถูกต้องหรือการกระทำที่ควรกระทำจะต้องตัดสินโดยไม่นำผลของการกระทำมาพิจารณา และผู้กระทำมีหน้าที่ปฏิบัติกับมนุษย์เสมือนเป็นจุดหมายในตนเอง ซึ่งในทั้งสองกรณีไม่ขึ้นอยู่กับผลใดๆ ทั้งสิ้น  กรณีเหล่านี้ทฤษฎีจริยศาสตร์ของคานต์จะไม่มีคำตอบเพื่อคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งทางศีลธรรมได้ 

ดับบลิว ดี รอสส์ (W. D. Ross) พยายามอธิบายวิธีแก้ปัญหาที่เกิดจากการอธิบายหน้าที่ในลักษณะที่เป็นกฎสัมบูรณ์ในทฤษฎีจริยศาสตร์ของคานต์ โดยการจำแนกหน้าที่เป็นสองชนิด คือ หน้าที่ในชั้นต้น (a prima facie duty) กับหน้าที่ในความเป็นจริง (an actual duty)  หน้าที่ในชั้นต้นหมายถึงหน้าที่ที่เป็นหลักการชั้นต้นที่ใช้ชี้นำการกระทำ แต่หากเผชิญกับสถานการณ์เฉพาะที่เป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างสองหน้าที่  เช่น ในกรณีที่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็เป็นการกระทำที่ผิดกฎศีลธรรมเสมอ (เช่น ตัวอย่างที่ปรากฎในย่อหน้าที่แล้ว) รอสส์เสนอว่าให้ตัดสินเลือกหน้าที่ที่มีความสำคัญมากกว่าคือหน้าที่ในความเป็นจริง หรือหมายถึงสิ่งที่ต้องกระทำในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  ตัวอย่างเช่น ผู้กระทำสามารถละเมิดหน้าที่ในชั้นต้นได้ หากต้องเลือกกระทำตามหน้าที่ในความเป็นจริงตามสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่  รอสส์เสนอว่าหน้าที่ในชั้นต้นที่ผู้กระทำควรยึดถือมีอยู่ 7 ข้อ คือ (1) ความซื่อสัตย์ (fidelity) (2) ความรับผิดชอบ (reparation) (3) การรู้คุณ (gratitude) (4) ความเที่ยงธรรม (justice) (5) ความเสียสละ (beneficence) (6) การพัฒนาตนเอง (self-improvement) (7) การไม่ทำร้ายผู้อื่น (nonmalficence)โดยไม่ได้กำหนดให้หน้าที่ใดเป็นหน้าที่สูงสุด  ข้อเสนอของรอสส์ถูกโจมตีว่าเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับหลักการของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่เนื่องจากจริยศาสตร์เชิงหน้าที่อธิบายว่าหน้าที่มีลักษณะเป็นกฎสัมบูรณ์  การอธิบายว่าหน้าที่มีข้อยกเว้น (เช่นหน้าที่ในชั้นต้นในทัศนะของรอสส์) จึงเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ที่ภายใต้บรรทัดฐาน (norm) ทางจริยธรรมที่ไม่ควรจะมีข้อยกเว้นใดๆ


3. ทฤษฎีจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ของนักจริยศาสตร์ร่วมสมัย

นอกจากการอธิบายจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ของคานต์แล้ว นักจริยศาสตร์ร่วมสมัยได้อธิบาย ตีความ และขยายความลักษณะของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ ซึ่งส่วนใหญ่จะพยายามหลีกเลี่ยงลักษณะของกฎสัมบูรณ์ เพื่อพยายามแก้ปัญหาที่เกิดจากการอธิบายกฎศีลธรรมในลักษณะดังกล่าว  ในส่วนนี้จะนำเสนอการอธิบายจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ของนักจริยศาสตร์ร่วมสมัยในบางทัศนะ

นักจริยศาสตร์ร่วมสมัยส่วนหนึ่งอธิบายกฎศีลธรรมแบบจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ว่าเป็นกฎกำหนดล่วงหน้า (prerogatives) เพื่อใช้ควบคุมระงับการกระทำผิดก่อนที่ผู้กระทำจะกระทำ  กฎเหล่านี้มีลักษณะเป็นกฎเกณฑ์ กฎหมาย หรือบรรทัดฐาน (norms) ต่างๆ (ข้อเสนอเรื่องหน้าที่ในชั้นต้นของรอสส์ อาจจัดว่านำเสนอกฎจริยธรรมเชิงหน้าที่แบบนี้) ซึ่งแตกต่างจากผลลัพธ์นิยม ที่จะต้องอาศัยประสบการณ์ของผู้กระทำในการพิจารณาสถานการณ์ที่จะต้องตัดสินใจเลือกกระทำ  ฟรานเซส แคมม์ (Frances Kamm) อธิบายว่าการกำหนดล่วงหน้าของกฎศีลธรรมมีอยู่สองลักษณะ คือ (1) การกระทำที่ไม่ได้กระทำเพื่อให้เกิดผลดีสูงสุด และ (2) การกระทำที่เลือกกระทำโดยอาศัยการใช้เหตุผลของผู้กระทำที่มีลักษณะเป็นสากล  แคมม์อธิบายว่ากฎกำหนดล่วงหน้าเป็นการคาดการณ์ถึงการกระทำที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น เพื่อจะสามารถตัดสินใจเลือกกระทำตามกฎศีลธรรมหรือไม่ (Kamm, 2000: 207)  นักจริยศาสตร์ร่วมสมัยจึงอธิบายกฎศีลธรรมของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ในลักษณะของการเป็นกฎที่ใช้ควบคุม (constrain) การกระทำ หรือมีลักษณะที่เป็นข้อห้าม (prohibition) ไม่ให้กระทำสิ่งที่เห็นว่าไม่ถูกต้องขณะที่การกระทำนั้นยังไม่ได้เกิดขึ้น มากกว่าเป็นกฎที่กำหนดให้กระทำสิ่งใด

แนนซี่ แอน เดวิส (Nancy Ann Davis) นักจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ร่วมสมัยอีกท่านหนึ่งสรุปว่ากฎคำสั่งของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่มีลักษณะสำคัญ 3 ประการ (Davis, 1971: 208) คือ

(1) กฎคำสั่งของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ เป็นกฎเชิงปฎิเสธ (negatively formulated) หรือเป็นการปรับให้กฎศีลธรรมมีลักษณะเชิงปฏิเสธมากกว่าเชิงยืนยัน (positively formulated)  ตัวอย่างเช่น การปรับเปลี่ยนกฎคำสั่งว่า จงกล่าวความจริง เป็น จงอย่ากล่าวเท็จ หรือ จงช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ เป็น จงอย่าทำร้ายผู้บริสุทธิ์  การอธิบายกฎศีลธรรมในจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ว่าเป็นกฎเชิงปฏิเสธมีนัยที่สำคัญมาก เนื่องจากทำให้กฎศีลธรรมมีความยืดหยุ่นและหลากหลายมากขึ้น ตัวอย่างเช่น หากพิจารณากฎศีลธรรมที่ว่า จงกล่าวความจริง กับ จงอย่ากล่าวเท็จ จะพบว่าการยึดกฎสองข้อนี้มีผลต่อการตัดสินเลือกกระทำที่แตกต่างกัน  ภายใต้สถานการณ์บางประการ เช่น เมื่อแพทย์ถูกคนไข้โรคหัวใจที่มีอาการหนักถามถึงอาการของตนเอง หากแพทย์ยึดกฎจริยธรรมในลักษณะยืนยัน เช่น จงพูดความจริง อาจทำให้คนไข้เสียชีวิตได้เนื่องจากความกลัวหรือตกใจ แต่หากยึดกฎในเชิงปฎิเสธก็อาจจะให้ผลที่แตกต่างออกไป เช่น แพทย์อาจปฎิเสธหรือเลี่ยงที่จะตอบคำถามผู้ป่วยเพื่อจะไม่ต้องกล่าวเท็จได้ เป็นต้น  ตัวอย่างที่น่าสนใจอีกตัวอย่างหนึ่งคือ การปล่อยให้ตาย (letting die) ซึ่งอาจเป็นการกระทำที่ยอมรับได้หากมองกฎศีลธรรมเป็นกฎเชิงปฏิเสธ (จงอย่าฆ่าผู้บริสุทธิ์) แทนที่จะเป็นกฎเชิงยืนยัน (“จงรักษาชีวิตผู้บริสุทธิ์) (Kamm, 2000: 208)  การมองกฎศีลธรรมในเชิงปฏิเสธจึงส่งผลให้การกระทำที่เป็นไปตามกฎศีลธรรมหรือการกระทำที่ถูกต้องแบบจริยศาสตร์เชิงหน้าที่มีลักษณะยืดหยุ่นและหลากหลายมากขึ้น

(2) นอกจากกฎศีลธรรมแบบจริยศาสตร์เชิงหน้าที่จะมีลักษณะในเชิงปฎิเสธแล้ว เดวิสอธิบายเพิ่มเติมถึงกฎศีลธรรมแบบจริยศาสตร์เชิงหน้าว่ามีขอบเขตแคบและจำกัด (narrowly framed and bounded) กล่าวคือจำกัดเฉพาะการควบคุมทางจริยธรรมที่มีผลต่อพันธกรณีทางจริยธรรมในเชิงสังคมเท่านั้น (การกระทำที่มีผลกระทบต่อผู้อื่นในวงกว้าง) หรือเฉพาะการกระทำที่เป็นข้อห้ามที่แคบและเชื่อมโยงกับลักษณะของกฎคำสั่งในข้ออื่นๆ เช่น การห้ามกระทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องในข้อ (1) ซึ่งจำกัดเฉพาะกฎในเชิงปฏิเสธ หรือป้องกันการมีความจงใจที่มุ่งหวังผลของการกระทำ หรือเป็นความจงใจที่จะกระทำผิดกฎ (ในข้อต่อไป) เป็นต้น  ขอบเขตเฉพาะในที่นี้จึงหมายถึงการห้ามไม่ให้ตัดสินเลือกกระทำการกระทำ เช่น การไม่ฆ่าผู้บริสุทธิ์ การไม่กล่าวเท็จ มากกว่าจะเป็นกฎคำสั่งเพื่อกำหนดให้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

(3) กฎคำสั่งของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่จะระบุถึงความจงใจเฉพาะ (narrowly directed)  เดวิสอธิบายว่า กฎศีลธรรมของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่อธิบายความจงใจของผู้ที่กระทำว่าจะไม่ตัดสินเลือกกระทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง มากกว่าต้องการให้ครอบคลุมหรือกำหนดการเลือกกระทำทั้งหมดของผู้กระทำ  ในกรณีที่เป็นปัญหา เช่น การไม่ฆ่าผู้บริสุทธิ์ 1 คน ซึ่งส่งผลให้ผู้บริสุทธิ์อีก 5 คนต้องเสียชีวิตแทนนั้น การทำตามกฎในลักษณะนี้จะหมายความว่าผู้กระทำควรตัดสินเลือกที่จะไม่ทำร้ายผู้ใด ไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลใดๆ ก็ตาม  กล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่าการกระทำตามกฎคำสั่งของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่จะระบุถึงความจงใจที่จะไม่มุ่งหวังผลของการกระทำ และความจงใจที่จะไม่กระทำผิดกฎศีลธรรมเท่านั้น

ลักษณะในข้อที่ (3) นี้ เป็นการระบุถึงความจงใจที่แตกต่างจากการอธิบายของแนวคิดแบบผลลัพธ์นิยม และไม่ได้เป็นการอธิบายว่าจริยศาสตร์เชิงหน้าที่เป็นการกระทำที่ให้ความสำคัญที่วิธีการ (mean) มากกว่า จุดหมาย (end)  เนื่องจากการกระทำในแบบผลลัพธ์นิยมเป็นการกระทำที่มาจากความจงใจที่ตั้งอยู่บนผลที่เกิดขึ้นของการกระทำ หรือเป็นการนำวิธีการและจุดหมายมาเปรียบเทียบกัน แต่การกระทำในแบบจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ไม่ได้มีความจงใจในลักษณะเช่นนั้น  ในความหมายนี้จริยศาสตร์เชิงหน้าที่เป็นเพียงกฎที่ระบุถึงความจงใจที่ไม่มุ่งหวังถึงผลของการกระทำ และความจงใจที่จะไม่กระทำผิดกฎศีลธรรม  โดยจริยศาสตร์เชิงหน้าที่อธิบายว่ามีความแตกต่างระหว่างการกล่าวเท็จกับการไม่กล่าวความจริง  นั่นคือ การกล่าวเท็จเป็นการกระทำที่ประกอบด้วยความจงใจในการกระทำผิดกฎศีลธรรม แต่การไม่กล่าวความจริงผู้ที่กระทำไม่ได้มีความจงใจที่จะละเมิดกฎศีลธรรม  หรือในกรณีการเลือกฆ่าคนบริสุทธิ์ 1 คน เพื่อช่วยชีวิตคนอีก 5 คน ย่อมมีความจงใจที่แตกต่างจากการเลือกไม่ฆ่าคนบริสุทธิ์แล้วมีผลทำให้อีก 5 คนเสียชีวิต เนื่องจากผู้ที่กระทำไม่มีความจงใจที่จะทำผิดกฎศีลธรรม (เดวิสอธิบายว่า การกระทำนี้ตัดสินว่าเป็นเพียงความผิดพลาดที่จะรักษาชีวิตคนอีก 5 คนเท่านั้น


4. ปัญหาและข้อโต้แย้งที่สำคัญ

การอธิบายลักษณะของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ในลักษณะของกฎสัมบูรณ์ หรือเป็นหน้าที่สัมบูรณ์ (Absolute Duty) มีข้อโต้แย้งโดยทั่วไปว่า ทำให้การอธิบายลักษณะของการกระทำที่ถูกต้องเป็นไปได้ยาก และเป็นกฎที่มีลักษณะแข็งเกินไปเมื่อนำไปตัดสินในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากมีลักษณะเป็นกฎเกณฑ์ตายตัว หรือเป็นกฎสัมบูรณ์  โดยเฉพาะลักษณะจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ของคานต์  จริยศาสตร์เชิงหน้าที่จึงมีปัญหาและข้อโต้แย้งหลักที่สำคัญสองประการ คือ (1) ปัญหาการอธิบายถึงชนิดของการกระทำที่ผิด  และ (2) ปัญหาการอธิบายการตัดสินโดยใช้กฎศีลธรรมในจริยศาสตร์เชิงหน้าที่มีลักษณะสัมบูรณ์  การอธิบายลักษณะจริยศาสตร์เชิงหน้าที่โดยนักจริยศาสตร์ร่วมสมัยในหัวข้อที่ผ่านมา  เป็นความพยายามบางส่วนในการแก้ปัญหาสองข้อนี้ของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ หรือเป็นการปรับให้ลักษณะของกฎคำสั่งมีลักษณะแคบลง ซึ่งส่งผลให้จริยศาสตร์เชิงหน้าที่มีความเป็นไปได้มากขึ้นในเชิงปฏิบัติ  อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัญหาและข้อโต้แย้งต่อคำอธิบายลักษณะของกฎจริยธรรมในแบบจริยศาสตร์เชิงหน้าที่  ในที่นี้จะนำเสนอข้อโต้แย้งที่น่าสนใจในบางประเด็น  โดยแบ่งเป็น 2 หัวข้อตามประเด็นปัญหาหลักของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ที่กล่าวถึง

(1) จริยศาสตร์เชิงหน้าที่จะมีปัญหาในการอธิบายถึงชนิดของการกระทำที่ผิด  เนื่องจากการกล่าวถึงชนิดของการกระทำที่ผิดมีความหมายคลุมเครือ และปราศจากหลักฐานสนับสนุน ตัวอย่างเช่น หากตั้งคำถามว่า ทำไมการกล่าวเท็จหรือการฆ่าผู้บริสุทธิ์จึงเป็นสิ่งผิด  จริยศาสตร์เชิงหน้าที่ก็จะไม่มีหลักฐานใดที่นำมาสนับสนุนกฎคำสั่งในข้อนี้ ซึ่งอาจอธิบายว่า การกระทำผิดเป็นกฎศีลธรรมขั้นพื้นฐานที่ยอมรับกันโดยทั่วไป หรือเป็นการกระทำที่โดยทั่วไปยอมรับว่าเป็นสิ่งผิด เช่น การไม่กล่าวเท็จ การไม่ฆ่าหรือไม่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ เป็นต้น

โธมัส เนเกิล (Thomas Nagel) อธิบายถึงชนิดของการกระทำที่ผิดว่า ควรเป็นการกระทำที่โดยทั่วไปยอมรับว่าผิดมาเป็นเวลานาน เช่น หลักคำสอนในศาสนายูดาย ในศาสนาคริสต์ หรือเหมือนกับทฤษฎีจริยศาสตร์ของคานต์ ที่นำหลักศีลธรรมที่มีลักษณะเช่นนี้มาใช้ (การให้ความเคารพกับผู้อื่นในฐานะที่เป็นจุดหมายในตัวเอง)  แต่หลักศีลธรรมลักษณะนี้ของเนเกิลก็สามารถตั้งคำถามต่อไปได้ว่า ทำไมการไม่ให้เกียรติผู้อื่น (การปฏิบัติต่อผู้อื่นในฐานะเป็นจุดหมายในตัวเองในรูปของกฎคำสั่งเชิงปฎิเสธ) จึงเป็นสิ่งที่ผิด  อีกทั้งการอธิบายว่า การกระทำที่ไม่ถูกต้องเป็นการกระทำที่โดยทั่วไปยอมรับ หรือการเป็นหลักการทางศาสนา ก็ยิ่งทำให้มีความน่าเชื่อถือหรือมีน้ำหนักในการเป็นทฤษฎีจริยศาสตร์ลดลง  เนื่องจากในท้ายสุดจริยศาสตร์เชิงหน้าที่จะกลายเป็นส่วนเกินในการเป็นทฤษฎีทางจริยศาสตร์ เนื่องจากสามารถใช้กฎศีลธรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีมาทดแทนกฎศีลธรรมแบบจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ได้  ดังนั้นจึงยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า เพราะเหตุใดการกระทำที่ผิดกฎศีลธรรมแบบจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง (Davis, 1971: 211-212)  

การอธิบายจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ในลักษณะที่แคบลง (ดังที่อธิบายในหัวข้อที่ผ่านมา ข้อ (2) และ (3)) ก็ไม่ทำให้เกิดความชัดเจน ในการแก้ปัญหาการอธิบายลักษณะของการกระทำที่ผิดว่า เพราะเหตุใดการไม่กระทำผิดจึงผิดกฎศีลธรรมในแบบจริยศาสตร์เชิงหน้าที่  การอธิบายว่าหากเลือกจะไม่ละเมิดคนๆ หนึ่งแล้วมีผลร้ายต่อคนอีก 5 คนแทน เป็นความผิดพลาดที่จะช่วยชีวิตของคนอีก 5 คน หรือการอธิบายว่าการไม่กล่าวเท็จเป็นการเก็บงำความจริงเอาไว้ ก็ยังสามารถตั้งคำถามต่อไปได้ว่า ทำไมการพลาดที่จะช่วยชีวิตคน 5 คน หรือการเก็บงำความจริงเอาไว้ จึงไม่ใช่สิ่งที่ผิด  เพราะหากจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ไม่สามารถอธิบายชนิดของการกระทำที่ไม่ถูกต้องว่าคืออะไร การกระทำต่างๆ นี้ก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องอย่างไร  และการตั้งคำถามกับลักษณะของกฎกำหนดล่วงหน้าในเรื่องนี้ว่า หากผู้กระทำรู้ล่วงหน้าว่า จากการกระทำของเขาคือการปฏิเสธที่จะฆ่าผู้บริสุทธิ์ 1 คนจะมีผลทำให้ผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตอีก 2 คนแทน จะถือว่าผู้กระทำไม่มีความจงใจกระทำในสิ่งผิดได้อย่างไร  ในท้ายที่สุด ทฤษฎีจริยศาสตร์เชิงหน้าที่อาจเป็นเพียงกฎศีลธรรมที่กำหนดไม่ให้กระทำผิดในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ยอมรับร่วมกันเท่านั้น เช่น การไม่ฆ่าผู้บริสุทธิ์ ไม่กล่าวเท็จ หรือเป็นได้แต่เพียงหลักประกันขั้นต่ำสุดของการมีจริยธรรมทางสังคม ที่ไม่สามารถหาคำอธิบายที่ชัดเจนได้ 

(2) ปัญหาการอธิบายว่า กฎคำสั่งแบบจริยศาสตร์เชิงหน้าที่มีลักษณะเป็นกฎสัมบูรณ์  หรือคุณค่าของการกระทำมีคุณค่าในตัวเองโดยไม่ขึ้นกับสิ่งอื่นในทุกกรณี เช่น การห้ามไม่ให้ผู้กระทำตัดสินเลือกกระทำสิ่งต่างๆ โดยพิจารณาจากผลลัพธ์ ถึงแม้จะรู้ดีว่าการกระทำนั้นก่อให้เกิดผลร้าย ผู้กระทำก็ไม่สามารถนำมาพิจารณาได้  การห้ามในลักษณะนี้มีผลทำให้จริยศาสตร์เชิงหน้าที่มีลักษณะจำกัดในการอธิบายการตัดสินเลือกกระทำในสถานการณ์ที่หลากหลาย

มีการตั้งคำถามว่า ในกรณีที่ผู้กระทำรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดผลอะไรจากการกระทำของตนแล้วไม่ได้นำมาพิจารณา จะถือว่ามีความจงใจที่จะก่อให้เกิดผลร้ายหรือไม่  ตัวอย่างเช่น ในกรณีของรถบรรทุกที่กำลังพุ่งเข้าชนคนๆ หนึ่ง  การตัดสินใจที่จะไม่ฆ่าโดยการหักหลบทั้งๆ ที่รู้ดีอยู่แล้วว่า การหักหลบจะทำให้คนอีก 5 คนเสียชีวิตแทน ในกรณีเช่นนี้จะอธิบายว่าผู้ที่กระทำไม่มีความจงใจทำในสิ่งที่ผิดได้อย่างไร  ดังนั้น ในกรณีเช่นนี้ ไม่ว่าผู้กระทำจะตัดสินเลือกกระทำอย่างไร การกระทำนั้นก็จะเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องเสมอ  ชาร์ล ฟรายด์ (Charles Fried) กล่าวถึงการตัดสินเลือกกระทำในกรณีอื่น เช่น กรณีการกล่าวเท็จเพื่อช่วยเหลือมนุษยชาติว่า ระหว่างการทำผิดกฎจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ (การกล่าวเท็จ) กับการปล่อยให้คนจำนวนมากต้องเสียชีวิต กรณีเช่นนี้เป็นเรื่องยากในการตัดสินเลือกกระทำในสิ่งที่ถูกหรือผิดกฎของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ และหลีกเลี่ยงได้ยากที่จะไม่นำเอาผลมาพิจารณา  และในอีกหลายๆ กรณีที่ไม่สามารถนำกฎศีลธรรมที่มีลักษณะสัมบูรณ์แบบจริยศาสตร์เชิงหน้าที่มาใช้ในการตัดสินการกระทำได้ (Davis, 1971: 215)

เดวิสวิจารณ์ว่า การพยายามตีกรอบของกฎศีลธรรมแบบจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ให้มีลักษณะแคบ ทำให้จริยศาสตร์เชิงหน้าที่เป็นกฎศีลธรรมที่มีลักษณะเหมือนกับกฎหมาย ที่มุ่งเน้นการควบคุมหรือระงับการกระทำ (ตามลักษณะ 3 ข้อ ที่เดวิสกล่าวถึง) หรือเป็นเพียงหลักประกันขั้นต่ำของการอยู่ร่วมกันในสังคมเท่านั้น  ซึ่งทำให้ข้อดีของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่หายไป เช่น การกระทำที่เคารพในศักดิ์ศรีของมนุษย์ เป็นการเปลี่ยนแปลงจากกฎที่ให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีของมนุษย์ ไปเป็นการให้ความสำคัญกับการเป็นกฎที่ใช้ห้ามไม่ให้กระทำสิ่งที่ผิดเท่านั้น เหมือนกับการบัญญัติหรือกฎเกณฑ์โดยทั่วไปที่อาจจะไม่มีผลต่อการสร้างสรรค์จริยธรรมให้เกิดขึ้นในตัวบุคคล  และเป็นได้เพียงแต่กฎเกณฑ์ที่กำหนดการเลือกกระทำสิ่งต่างๆ เพื่อไม่ให้ผิดหรือเพื่อเลี่ยงไม่ให้ทำผิดกฎศีลธรรมเท่านั้น  ตัวอย่างเช่น การไม่ฆ่าผู้บริสุทธิ์เนื่องจากเป็นการกระทำที่ผิดกฎศีลธรรม การกระทำเช่นนี้ย่อมมีความแตกต่างจากการไม่ฆ่าคน เนื่องจากเราควรปฏิบัติต่อผู้อื่นในฐานะของการเคารพในเกียรติและศักดิ์ศรี และให้ความช่วยเหลืออย่างสุดกำลัง  หรือการไม่กล่าวเท็จโดยเลือกที่จะเก็บงำความจริงเอาไว้  ซึ่งไม่สามารถยอมรับได้ว่าคนผู้นั้นเป็นผู้ที่มีจริยธรรมเท่ากับการเลือกกล่าวความจริง (ความแตกต่างของกฎเชิงปฏิเสธและกฎเชิงยืนยัน) 

ถึงการอธิบายจริยศาสตร์เชิงหน้าที่มีปัญหาและข้อโต้แย้งในการอธิบาย แต่จริยศาสตร์เชิงหน้าที่ก็เป็นทฤษฎีที่มีความน่าสนใจหลายประการในทางจริยศาสตร์ เดวิด แมคนอร์ตัน (David McNaughton) สรุปถึงประเด็นที่น่าสนใจทางจริยศาสตร์หลายประเด็น อาทิเช่น (1) ทฤษฎีจริยศาสตร์แบบจริยศาสตร์เชิงหน้าที่เป็นตัวอย่างการพยายามค้นหาหลักการการอธิบายการกระทำที่มีคุณค่าทางจริยธรรม ท่ามกลางความหลากหลายซับซ้อนของสถานการณ์ที่ปรากฏ  และ (2) เป็นความพยายามแสวงหาคุณค่าของการกระทำที่การกระทำนั้นเอง มากกว่าจะพยายามแสวงหาคุณค่าทางจริยธรรมจากสิ่งอื่น เช่น ผลที่เกิดขึ้นของการกระทำนั้นเอง  รวมถึงอิทธิพลของทฤษฎีจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ได้ส่งผลต่อความคิดในเรื่องความยุติธรรมในทฤษฎีจริยศาสตร์แบบพันธสัญญาของรอลส์คือ ความพยายามในการแสวงหาหลักการทางจริยธรรมที่อธิบายถึงคุณค่าทางจริยธรรมโดยไม่ขึ้นกับตัวบุคคล ผลของการกระทำ หรือบริบทที่เป็นเงื่อนไขต่างๆ เช่น ในทฤษฎีความยุติธรรม (Theory of Justice) ของรอลส์ เป็นต้น

วรเทพ ว่องสรรพการ (ผู้เรียบเรียง)

เรียบเรียงจาก

·

เนื่องน้อย บุณยเนตร. 2539. จริยศาสตร์ตะวันตก: ค้านท์ มิลล์ ฮอบส์ รอลส์ ซาร์ทร์. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

·

Davis, Nancy (Ann). Contemporary Deontology. In Peter Singer (ed.). A Companion to Ethics, pp. 205-218 Oxford: Blackwell.

·

Hill, Thomas E., Jr. 2000. Kantianism. In Hugh LaFollette (ed.). The Blackwell Guide to Ethical Theory, pp. 227-246. Massachusetts: Blackwell.

·

Johnson, Robert. 2008. Kant’s Moral Philosophy. In Edward N. Zalta (ed.). Stanford Encyclopedia of Philosophy. <URL=http://plato.stanford.edu/entries/kant-moral>

·

Kamm, F. M. 2000. Nonconsequentialism. In Hugh LaFollette (ed.). The Blackwell Guide to Ethical Theory, pp. 205-226. Massachusetts: Blackwell.

·

Kant, Immanuel. 1969. Groundwork of the Metaphysic of Morals. H.J. Paton (trans, analysed). London: Hutchinson University Library.

·

McNaughton, David. 1998. Deontological Ethics. In Edward Craig (ed.). Routledge Encyclopedia of Philosophy [CD-Rom Version 1.0].

·

Richardson, Henry S. 2006. Deontological Ethics. In Donald M. Borchert (ed.). Encyclopedia of Philosophy. Second edition. New York: Macmillan, Vol. 2: 712-715.


เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม

·

Darwall, Stephen L. 2002. Deontology. Oxford: Basil Blackwell Publishers. (มีเนื้อหารวบรวมคำอธิบายหลักการพื้นฐานของทฤษฎีจริยศาสตร์เชิงหน้าที่แบบดั้งเดิมและร่วมสมัย)

·

Kant, Immanuel. 1969. Groundwork of the Metaphysic of Morals. H.J. Paton (trans, analysed). London: Hutchinson University Library. (สำหรับทำความเข้าใจทฤษฎีจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ของอิมมานูเอล คานต์เกี่ยวกับแนวคิดพื้นฐานทางอภิปรัชญาและญาณวิทยา)

·

Ross, W. D. 1930. The Right and the Good. Oxford: The University Press. (ทัศนะจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ของ ดับบลิว ดี รอส นักจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ร่วมสมัย)


แหล่งข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต
 

·

Bibliography of secondary literature on Kant's Ethics Maintained by Jorg Schroth

·

Ethics Updates: Kantian Ethics Home Page  Maintained by Lawrence ed by Lawrence Hinman

·

Notes on Deontology A Convenient Summary of Deontology with a Focus on Kant


คำที่เกี่ยวข้อง

ทฤษฎีอผลลัพธ์นิยม, จริยศาสตร์ของค้านท์, สัมบูรณ์นิยม, กฎคำสั่งเด็ดขาด
Non-Consequentialism, Kantian Ethics, Absolutism, Catagirical Imparative


 

หน้าแรก | เกี่ยวกับเรา | เชื่อมโยง | ติดต่อเรา


 


สารานุกรมปรัชญาออนไลน์ฉบับสังเขป
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สนับสนุนโครงการ