|
1.ความหมายของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่
คำว่า
deontology เป็นคำที่ปรากฏในงานเขียนของ
เจเรมี เบนธัม (Jeremy Bentham)
ซึ่งใช้กล่าวในความหมายกว้างๆ
เกี่ยวกับการศึกษาเรื่องหน้าที่ คำว่า
“deontology” มีที่มาจากคำในภาษากรีก
2 คำคือ คำว่า deon (หรือ
dei) ที่หมายถึงหน้าที่ (duty)
หรือสิ่งที่ต้องกระทำ และคำว่า
logos หมายถึง วาทะ ปัญญา หรือความรู้
ดังนั้นคำว่า “deontology”
จึงหมายถึง ความรู้หรือปัญญาเกี่ยวกับเรื่องหน้าที่
ภายหลังคำๆ นี้ใช้ในความหมายเฉพาะเพื่อบ่งถึงทฤษฎีจริยศาสตร์หรือกฎศีลธรรมที่มีรากฐานอยู่บนมโนทัศน์เรื่อง
“หน้าที่” (Richardson, 2006:
713)
ซึ่งความหมายของคำว่าหน้าที่ในทฤษฎีจริยศาสตร์เชิงหน้าที่จะหมายถึง
การกระทำที่ควรกระทำ มีลักษณะจำเป็น
หรือกระทำโดยปราศจากเงื่อนไข (Richardson,
2006: 713) เช่น
การอธิบายถึงการกระทำที่ถูกหรือผิดว่ามีลักษณะเป็นกฎคำสั่งแบบเด็ดขาด
(Categorical Imperative) ในทฤษฎีจริยศาสตร์ของคานต์
เป็นต้น
(ก)
จงกระทำในสิ่งที่สามารถทำให้เป็นกฎสากลได้
เขาอธิบายว่าการกระทำที่ถูกต้องคือการกระทำตามคติ
(maxim)
ที่ผู้กระทำสามารถทำให้เป็นกฎสากลได้ (universalizable)
นั่นคือเป็นการกระทำที่ทุกคนสามารถปรารถนาอย่างมีเหตุผลให้ผู้อื่นเลือกกระทำได้
ตัวอย่างเช่น
การขอยืมเงินผู้อื่นโดยให้สัญญาว่าเราจะคืนเงินที่ยืมให้เขา
โดยผู้ที่ยืมรู้ดีว่าไม่สามารถคืนเงินนั้นได้
หากพิจารณาการกระทำดังกล่าวตามหลักการของคานต์
การผิดสัญญาเป็นการกระทำที่ไม่สามารถทำให้เป็นกฎสากลได้
เนื่องจากเป็นการกระทำที่ทุกคนไม่สามารถจงใจอย่างมีเหตุผลให้ผู้อื่นเลือกกระทำได้
หากการกระทำนี้เป็นกฎสากล คือทุกคนเลือกที่จะผิดสัญญา
การทำสัญญาก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เนื่องจากจะไม่มีใครยอมทำสัญญากับใคร
เพราะทุกคนจะตระหนักถึงความเป็นไปได้ที่ว่าหากทำสัญญาก็จะถูกละเมิดสัญญา
เหมือนกับที่ตนเองตั้งใจจะผิดสัญญา
การกระทำดังกล่าวจึงเกิดปัญหาความขัดแย้งในตัวเองขึ้น
ดังนั้นการผิดสัญญาจึงเป็นการกระทำที่ผู้กระทำต้องการให้ตนเองทำได้เพียงคนเดียว
หรือต้องการให้ตนเป็นผู้ได้รับการยกเว้นจากการทำตามคำสั่งทางศีลธรรม
เป้าหมายของคานต์ในการยืนยันหลักการข้อนี้คือเพื่อหลีกเลี่ยงอคติในการตัดสินเลือกกระทำ
และเพื่อที่กฎศีลธรรมจะมีลักษณะเป็นกฎสากล
(ข)
จงปฏิบัติต่อผู้อื่นในฐานะที่เขาเป็นจุดหมายในตัวเอง
และไม่ใช่เป็นวิถีไปสู่เป้าหมายใดๆ
กฎคำสั่งในข้อแรกกำหนดหลักการพื้นฐานของจริยศาสตร์ของคานต์
ส่วนกฎข้อที่สองนี้เป็นหลักการในเชิงปฏิบัติที่กำหนดให้ปฏิบัติต่อมนุษย์ผู้อื่นในฐานะมนุษย์ที่มีเกียรติศักดิ์ศรี
และมีคุณค่าในตัวเอง ต่างจากวัตถุสิ่งของต่างๆ
และไม่ปฏิบัติต่อมนุษย์ในฐานะเป็นเครื่องมือไปสู่เป้าหมายใดๆ
การปฏิบัติต่อมนุษย์ในฐานะผู้ที่มีคุณค่าในตัวเองในที่นี้รวมถึงการที่ตัวผู้กระทำเองมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติต่อตัวเองในฐานะจุดหมายด้วย
คานต์อธิบายว่ามนุษย์ทุกคนมีคุณค่าในตัวเองเนื่องจากมนุษย์มีเหตุผลในการตัดสินเลือกกระทำและมีเป้าหมายเป็นของตนเอง
อลัน โดเนแกน (Alan Donagan)
อธิบายถึงลักษณะของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่โดยเปรียบเทียบกับผลลัพธ์นิยมว่า
จริยศาสตร์เชิงหน้าที่ทำให้เรื่องจริยธรรมเป็นสิ่งที่เลวร้ายน้อยกว่าผลลัพธ์นิยม
ที่จะไม่ทำให้การลงมือฆ่าคนบริสุทธิ์ 1
คนเพื่อความอยู่รอดของคนอีก 100
คนเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ (Davis,
1971: 17)
หรือหลีกเลี่ยงการใช้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ของคนส่วนใหญ่มาเป็นเงื่อนไขในการทำร้ายและรังแกคนส่วนน้อย
จากลักษณะต่างๆ ของกฎศีลธรรมของคานต์ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น
ทำให้มีการอธิบายว่ากฎศีลธรรมของคานต์มีลักษณะเป็นกฎสัมบูรณ์
(Absolute Law -
กฎที่เป็นจริงโดยตัวเองหรือไม่ขึ้นกับสิ่งอื่น
เช่นการตัดสินว่าการกล่าวเท็จเป็นสิ่งที่ไม่ดีในทุกสถานการณ์
เป็นต้น) และอาจมีปัญหาด้านการประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง
ตัวอย่างเช่น ปัญหาเรื่องการทำแท้ง ซึ่งทฤษฎีจริยศาสตร์ของคานต์มักเห็นว่าเป็นการฆ่าคนบริสุทธิ์และเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง
เนื่องจากเป็นการกระทำที่ขัดกับกฎ (ก)
นั่นคือไม่สามารถทำให้คติที่ว่า “จงฆ่าผู้บริสุทธิ์”
เป็นกฎสากลได้
หรือไม่สามารถยอมรับให้ผู้ที่อยู่ภายใต้สถานการณ์เดียวกันกระทำได้เหมือนกันอย่างเป็นสากล
และเป็นการกระทำที่ขัดกับกฎ (ข)
นั่นคือผู้เป็นแม่ใช้ชีวิตของทารกในครรภ์เป็นเครื่องมือไปสู่เป้าหมายในการรักษาชีวิตของตนเอง
หรือเพื่อผลประโยชน์ด้านอื่นๆ ของตัวเอง
แต่สาเหตุของการทำแท้งก็อาจเกิดได้จากสถานการณ์ที่หลากหลาย
อาทิเช่น การทำแท้งเนื่องจากถูกข่มขืน
หรือการทำแท้งเนื่องจากปัญหาสุขภาพ
หากตัดสินการทำแท้งว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องในทุกกรณีก็อาจทำให้ทฤษฎี
ตลอดจนคุณค่าด้านจริยศาสตร์แบบของคานต์ก็ไม่สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทำแท้งได้
ในกรณีตัวอย่างอื่นๆ เช่น
การฆ่าผู้บริสุทธิ์หนึ่งคนเพื่อช่วยชีวิตของคนทั้งโลก
ทฤษฎีจริยศาสตร์ของคานต์ก็ไม่สามารถยอมให้ฆ่าผู้บริสุทธิ์โดยพิจารณาจากผลของการกระทำได้
หรือในกรณีที่มีความขัดแย้งระหว่างหน้าที่สองหน้าที่
เช่นในสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจเลือกระหว่างการกระทำที่ถูกต้องตามทฤษฎีจริยศาสตร์เชิงหน้าที่สองการกระทำ
หรือที่เรียกว่าเป็นปฎิทรรศน์ของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่
(Paradox of Deontology) ตัวอย่างเช่น
ในการตัดสินใจเลือกระหว่างการขับรถบรรทุกไปชนคนหนึ่งคน
กับการหักหลบคนๆ นั้นแล้วมีผลทำให้คนอีก 5
คนเสียชีวิตแทน ในกรณีนี้
การกระทำที่ถูกต้องหรือการกระทำที่ควรกระทำจะต้องตัดสินโดยไม่นำผลของการกระทำมาพิจารณา
และผู้กระทำมีหน้าที่ปฏิบัติกับมนุษย์เสมือนเป็นจุดหมายในตนเอง
ซึ่งในทั้งสองกรณีไม่ขึ้นอยู่กับผลใดๆ ทั้งสิ้น
กรณีเหล่านี้ทฤษฎีจริยศาสตร์ของคานต์จะไม่มีคำตอบเพื่อคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งทางศีลธรรมได้
ดับบลิว ดี รอสส์ (W.
D. Ross)
พยายามอธิบายวิธีแก้ปัญหาที่เกิดจากการอธิบายหน้าที่ในลักษณะที่เป็นกฎสัมบูรณ์ในทฤษฎีจริยศาสตร์ของคานต์
โดยการจำแนกหน้าที่เป็นสองชนิด คือ หน้าที่ในชั้นต้น
(a prima facie duty)
กับหน้าที่ในความเป็นจริง (an actual duty)
หน้าที่ในชั้นต้นหมายถึงหน้าที่ที่เป็นหลักการชั้นต้นที่ใช้ชี้นำการกระทำ
แต่หากเผชิญกับสถานการณ์เฉพาะที่เป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างสองหน้าที่
เช่น
ในกรณีที่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็เป็นการกระทำที่ผิดกฎศีลธรรมเสมอ
(เช่น ตัวอย่างที่ปรากฎในย่อหน้าที่แล้ว) รอสส์เสนอว่าให้ตัดสินเลือกหน้าที่ที่มีความสำคัญมากกว่าคือหน้าที่ในความเป็นจริง
หรือหมายถึงสิ่งที่ต้องกระทำในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
ตัวอย่างเช่น ผู้กระทำสามารถละเมิดหน้าที่ในชั้นต้นได้
หากต้องเลือกกระทำตามหน้าที่ในความเป็นจริงตามสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่
รอสส์เสนอว่าหน้าที่ในชั้นต้นที่ผู้กระทำควรยึดถือมีอยู่
7 ข้อ คือ (1)
ความซื่อสัตย์ (fidelity) (2)
ความรับผิดชอบ (reparation) (3)
การรู้คุณ (gratitude) (4)
ความเที่ยงธรรม (justice) (5)
ความเสียสละ (beneficence) (6)
การพัฒนาตนเอง (self-improvement)
(7) การไม่ทำร้ายผู้อื่น (nonmalficence)โดยไม่ได้กำหนดให้หน้าที่ใดเป็นหน้าที่สูงสุด
ข้อเสนอของรอสส์ถูกโจมตีว่าเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับหลักการของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่เนื่องจากจริยศาสตร์เชิงหน้าที่อธิบายว่าหน้าที่มีลักษณะเป็นกฎสัมบูรณ์
การอธิบายว่าหน้าที่มีข้อยกเว้น (เช่นหน้าที่ในชั้นต้นในทัศนะของรอสส์)
จึงเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ที่ภายใต้บรรทัดฐาน
(norm)
ทางจริยธรรมที่ไม่ควรจะมีข้อยกเว้นใดๆ
3.
ทฤษฎีจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ของนักจริยศาสตร์ร่วมสมัย
นอกจากการอธิบายจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ของคานต์แล้ว นักจริยศาสตร์ร่วมสมัยได้อธิบาย
ตีความ และขยายความลักษณะของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่
ซึ่งส่วนใหญ่จะพยายามหลีกเลี่ยงลักษณะของกฎสัมบูรณ์
เพื่อพยายามแก้ปัญหาที่เกิดจากการอธิบายกฎศีลธรรมในลักษณะดังกล่าว
ในส่วนนี้จะนำเสนอการอธิบายจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ของนักจริยศาสตร์ร่วมสมัยในบางทัศนะ
นักจริยศาสตร์ร่วมสมัยส่วนหนึ่งอธิบายกฎศีลธรรมแบบจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ว่าเป็นกฎกำหนดล่วงหน้า
(prerogatives)
เพื่อใช้ควบคุมระงับการกระทำผิดก่อนที่ผู้กระทำจะกระทำ
กฎเหล่านี้มีลักษณะเป็นกฎเกณฑ์ กฎหมาย หรือบรรทัดฐาน
(norms) ต่างๆ (ข้อเสนอเรื่องหน้าที่ในชั้นต้นของรอสส์
อาจจัดว่านำเสนอกฎจริยธรรมเชิงหน้าที่แบบนี้)
ซึ่งแตกต่างจากผลลัพธ์นิยม
ที่จะต้องอาศัยประสบการณ์ของผู้กระทำในการพิจารณาสถานการณ์ที่จะต้องตัดสินใจเลือกกระทำ
ฟรานเซส แคมม์ (Frances Kamm)
อธิบายว่าการกำหนดล่วงหน้าของกฎศีลธรรมมีอยู่สองลักษณะ คือ
(1)
การกระทำที่ไม่ได้กระทำเพื่อให้เกิดผลดีสูงสุด และ (2)
การกระทำที่เลือกกระทำโดยอาศัยการใช้เหตุผลของผู้กระทำที่มีลักษณะเป็นสากล
แคมม์อธิบายว่ากฎกำหนดล่วงหน้าเป็นการคาดการณ์ถึงการกระทำที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น
เพื่อจะสามารถตัดสินใจเลือกกระทำตามกฎศีลธรรมหรือไม่ (Kamm,
2000: 207) นักจริยศาสตร์ร่วมสมัยจึงอธิบายกฎศีลธรรมของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ในลักษณะของการเป็นกฎที่ใช้ควบคุม
(constrain) การกระทำ
หรือมีลักษณะที่เป็นข้อห้าม (prohibition)
ไม่ให้กระทำสิ่งที่เห็นว่าไม่ถูกต้องขณะที่การกระทำนั้นยังไม่ได้เกิดขึ้น
มากกว่าเป็นกฎที่กำหนดให้กระทำสิ่งใด
แนนซี่ แอน เดวิส
(Nancy Ann Davis) นักจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ร่วมสมัยอีกท่านหนึ่งสรุปว่ากฎคำสั่งของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่มีลักษณะสำคัญ
3 ประการ (Davis,
1971: 208)
คือ
(2) นอกจากกฎศีลธรรมแบบจริยศาสตร์เชิงหน้าที่จะมีลักษณะในเชิงปฎิเสธแล้ว
เดวิสอธิบายเพิ่มเติมถึงกฎศีลธรรมแบบจริยศาสตร์เชิงหน้าว่ามีขอบเขตแคบและจำกัด
(narrowly framed and bounded)
กล่าวคือจำกัดเฉพาะการควบคุมทางจริยธรรมที่มีผลต่อพันธกรณีทางจริยธรรมในเชิงสังคมเท่านั้น
(การกระทำที่มีผลกระทบต่อผู้อื่นในวงกว้าง)
หรือเฉพาะการกระทำที่เป็นข้อห้ามที่แคบและเชื่อมโยงกับลักษณะของกฎคำสั่งในข้ออื่นๆ
เช่น การห้ามกระทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องในข้อ (1)
ซึ่งจำกัดเฉพาะกฎในเชิงปฏิเสธ
หรือป้องกันการมีความจงใจที่มุ่งหวังผลของการกระทำ
หรือเป็นความจงใจที่จะกระทำผิดกฎ (ในข้อต่อไป)
เป็นต้น
ขอบเขตเฉพาะในที่นี้จึงหมายถึงการห้ามไม่ให้ตัดสินเลือกกระทำการกระทำ
เช่น การไม่ฆ่าผู้บริสุทธิ์ การไม่กล่าวเท็จ
มากกว่าจะเป็นกฎคำสั่งเพื่อกำหนดให้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
(3) กฎคำสั่งของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่จะระบุถึงความจงใจเฉพาะ
(narrowly directed) เดวิสอธิบายว่า
กฎศีลธรรมของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่อธิบายความจงใจของผู้ที่กระทำว่าจะไม่ตัดสินเลือกกระทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
มากกว่าต้องการให้ครอบคลุมหรือกำหนดการเลือกกระทำทั้งหมดของผู้กระทำ
ในกรณีที่เป็นปัญหา เช่น การไม่ฆ่าผู้บริสุทธิ์ 1 คน
ซึ่งส่งผลให้ผู้บริสุทธิ์อีก 5
คนต้องเสียชีวิตแทนนั้น
การทำตามกฎในลักษณะนี้จะหมายความว่าผู้กระทำควรตัดสินเลือกที่จะไม่ทำร้ายผู้ใด
ไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลใดๆ ก็ตาม
กล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่าการกระทำตามกฎคำสั่งของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่จะระบุถึงความจงใจที่จะไม่มุ่งหวังผลของการกระทำ
และความจงใจที่จะไม่กระทำผิดกฎศีลธรรมเท่านั้น
ลักษณะในข้อที่ (3)
นี้
เป็นการระบุถึงความจงใจที่แตกต่างจากการอธิบายของแนวคิดแบบผลลัพธ์นิยม
และไม่ได้เป็นการอธิบายว่าจริยศาสตร์เชิงหน้าที่เป็นการกระทำที่ให้ความสำคัญที่วิธีการ
(mean) มากกว่า จุดหมาย (end)
เนื่องจากการกระทำในแบบผลลัพธ์นิยมเป็นการกระทำที่มาจากความจงใจที่ตั้งอยู่บนผลที่เกิดขึ้นของการกระทำ
หรือเป็นการนำวิธีการและจุดหมายมาเปรียบเทียบกัน
แต่การกระทำในแบบจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ไม่ได้มีความจงใจในลักษณะเช่นนั้น
ในความหมายนี้จริยศาสตร์เชิงหน้าที่เป็นเพียงกฎที่ระบุถึงความจงใจที่ไม่มุ่งหวังถึงผลของการกระทำ
และความจงใจที่จะไม่กระทำผิดกฎศีลธรรม โดยจริยศาสตร์เชิงหน้าที่อธิบายว่ามีความแตกต่างระหว่างการกล่าวเท็จกับการไม่กล่าวความจริง
นั่นคือ
การกล่าวเท็จเป็นการกระทำที่ประกอบด้วยความจงใจในการกระทำผิดกฎศีลธรรม
แต่การไม่กล่าวความจริงผู้ที่กระทำไม่ได้มีความจงใจที่จะละเมิดกฎศีลธรรม
หรือในกรณีการเลือกฆ่าคนบริสุทธิ์ 1
คน เพื่อช่วยชีวิตคนอีก 5
คน
ย่อมมีความจงใจที่แตกต่างจากการเลือกไม่ฆ่าคนบริสุทธิ์แล้วมีผลทำให้อีก
5 คนเสียชีวิต
เนื่องจากผู้ที่กระทำไม่มีความจงใจที่จะทำผิดกฎศีลธรรม
(เดวิสอธิบายว่า
การกระทำนี้ตัดสินว่าเป็นเพียงความผิดพลาดที่จะรักษาชีวิตคนอีก
5 คนเท่านั้น)
4.
ปัญหาและข้อโต้แย้งที่สำคัญ
(1) จริยศาสตร์เชิงหน้าที่จะมีปัญหาในการอธิบายถึงชนิดของการกระทำที่ผิด
เนื่องจากการกล่าวถึงชนิดของการกระทำที่ผิดมีความหมายคลุมเครือ
และปราศจากหลักฐานสนับสนุน ตัวอย่างเช่น หากตั้งคำถามว่า
ทำไมการกล่าวเท็จหรือการฆ่าผู้บริสุทธิ์จึงเป็นสิ่งผิด
จริยศาสตร์เชิงหน้าที่ก็จะไม่มีหลักฐานใดที่นำมาสนับสนุนกฎคำสั่งในข้อนี้
ซึ่งอาจอธิบายว่า
การกระทำผิดเป็นกฎศีลธรรมขั้นพื้นฐานที่ยอมรับกันโดยทั่วไป
หรือเป็นการกระทำที่โดยทั่วไปยอมรับว่าเป็นสิ่งผิด เช่น
การไม่กล่าวเท็จ การไม่ฆ่าหรือไม่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์
เป็นต้น
โธมัส เนเกิล
(Thomas Nagel)
อธิบายถึงชนิดของการกระทำที่ผิดว่า
ควรเป็นการกระทำที่โดยทั่วไปยอมรับว่าผิดมาเป็นเวลานาน
เช่น หลักคำสอนในศาสนายูดาย ในศาสนาคริสต์ หรือเหมือนกับทฤษฎีจริยศาสตร์ของคานต์
ที่นำหลักศีลธรรมที่มีลักษณะเช่นนี้มาใช้ (การให้ความเคารพกับผู้อื่นในฐานะที่เป็นจุดหมายในตัวเอง)
แต่หลักศีลธรรมลักษณะนี้ของเนเกิลก็สามารถตั้งคำถามต่อไปได้ว่า
ทำไมการไม่ให้เกียรติผู้อื่น (การปฏิบัติต่อผู้อื่นในฐานะเป็นจุดหมายในตัวเองในรูปของกฎคำสั่งเชิงปฎิเสธ)
จึงเป็นสิ่งที่ผิด อีกทั้งการอธิบายว่า
การกระทำที่ไม่ถูกต้องเป็นการกระทำที่โดยทั่วไปยอมรับ
หรือการเป็นหลักการทางศาสนา
ก็ยิ่งทำให้มีความน่าเชื่อถือหรือมีน้ำหนักในการเป็นทฤษฎีจริยศาสตร์ลดลง
เนื่องจากในท้ายสุดจริยศาสตร์เชิงหน้าที่จะกลายเป็นส่วนเกินในการเป็นทฤษฎีทางจริยศาสตร์
เนื่องจากสามารถใช้กฎศีลธรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีมาทดแทนกฎศีลธรรมแบบจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ได้
ดังนั้นจึงยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า
เพราะเหตุใดการกระทำที่ผิดกฎศีลธรรมแบบจริยศาสตร์เชิงหน้าที่
จึงเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง (Davis,
1971: 211-212)
การอธิบายจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ในลักษณะที่แคบลง
(ดังที่อธิบายในหัวข้อที่ผ่านมา ข้อ (2)
และ (3))
ก็ไม่ทำให้เกิดความชัดเจน
ในการแก้ปัญหาการอธิบายลักษณะของการกระทำที่ผิดว่า
เพราะเหตุใดการไม่กระทำผิดจึงผิดกฎศีลธรรมในแบบจริยศาสตร์เชิงหน้าที่
การอธิบายว่าหากเลือกจะไม่ละเมิดคนๆ
หนึ่งแล้วมีผลร้ายต่อคนอีก 5 คนแทน
เป็นความผิดพลาดที่จะช่วยชีวิตของคนอีก 5
คน
หรือการอธิบายว่าการไม่กล่าวเท็จเป็นการเก็บงำความจริงเอาไว้
ก็ยังสามารถตั้งคำถามต่อไปได้ว่า
ทำไมการพลาดที่จะช่วยชีวิตคน 5 คน
หรือการเก็บงำความจริงเอาไว้ จึงไม่ใช่สิ่งที่ผิด เพราะหากจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ไม่สามารถอธิบายชนิดของการกระทำที่ไม่ถูกต้องว่าคืออะไร
การกระทำต่างๆ
นี้ก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องอย่างไร
และการตั้งคำถามกับลักษณะของกฎกำหนดล่วงหน้าในเรื่องนี้ว่า
หากผู้กระทำรู้ล่วงหน้าว่า
จากการกระทำของเขาคือการปฏิเสธที่จะฆ่าผู้บริสุทธิ์
1 คนจะมีผลทำให้ผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตอีก
2 คนแทน
จะถือว่าผู้กระทำไม่มีความจงใจกระทำในสิ่งผิดได้อย่างไร
ในท้ายที่สุด ทฤษฎีจริยศาสตร์เชิงหน้าที่อาจเป็นเพียงกฎศีลธรรมที่กำหนดไม่ให้กระทำผิดในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ยอมรับร่วมกันเท่านั้น
เช่น การไม่ฆ่าผู้บริสุทธิ์ ไม่กล่าวเท็จ
หรือเป็นได้แต่เพียงหลักประกันขั้นต่ำสุดของการมีจริยธรรมทางสังคม
ที่ไม่สามารถหาคำอธิบายที่ชัดเจนได้
(2) ปัญหาการอธิบายว่า กฎคำสั่งแบบจริยศาสตร์เชิงหน้าที่มีลักษณะเป็นกฎสัมบูรณ์
หรือคุณค่าของการกระทำมีคุณค่าในตัวเองโดยไม่ขึ้นกับสิ่งอื่นในทุกกรณี
เช่น การห้ามไม่ให้ผู้กระทำตัดสินเลือกกระทำสิ่งต่างๆ
โดยพิจารณาจากผลลัพธ์
ถึงแม้จะรู้ดีว่าการกระทำนั้นก่อให้เกิดผลร้าย
ผู้กระทำก็ไม่สามารถนำมาพิจารณาได้
การห้ามในลักษณะนี้มีผลทำให้จริยศาสตร์เชิงหน้าที่มีลักษณะจำกัดในการอธิบายการตัดสินเลือกกระทำในสถานการณ์ที่หลากหลาย
มีการตั้งคำถามว่า
ในกรณีที่ผู้กระทำรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดผลอะไรจากการกระทำของตนแล้วไม่ได้นำมาพิจารณา
จะถือว่ามีความจงใจที่จะก่อให้เกิดผลร้ายหรือไม่
ตัวอย่างเช่น ในกรณีของรถบรรทุกที่กำลังพุ่งเข้าชนคนๆ
หนึ่ง การตัดสินใจที่จะไม่ฆ่าโดยการหักหลบทั้งๆ
ที่รู้ดีอยู่แล้วว่า การหักหลบจะทำให้คนอีก
5
คนเสียชีวิตแทน
ในกรณีเช่นนี้จะอธิบายว่าผู้ที่กระทำไม่มีความจงใจทำในสิ่งที่ผิดได้อย่างไร
ดังนั้น ในกรณีเช่นนี้
ไม่ว่าผู้กระทำจะตัดสินเลือกกระทำอย่างไร
การกระทำนั้นก็จะเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องเสมอ ชาร์ล
ฟรายด์ (Charles Fried)
กล่าวถึงการตัดสินเลือกกระทำในกรณีอื่น เช่น
กรณีการกล่าวเท็จเพื่อช่วยเหลือมนุษยชาติว่า
ระหว่างการทำผิดกฎจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ (การกล่าวเท็จ)
กับการปล่อยให้คนจำนวนมากต้องเสียชีวิต
กรณีเช่นนี้เป็นเรื่องยากในการตัดสินเลือกกระทำในสิ่งที่ถูกหรือผิดกฎของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่
และหลีกเลี่ยงได้ยากที่จะไม่นำเอาผลมาพิจารณา
และในอีกหลายๆ
กรณีที่ไม่สามารถนำกฎศีลธรรมที่มีลักษณะสัมบูรณ์แบบจริยศาสตร์เชิงหน้าที่มาใช้ในการตัดสินการกระทำได้
(Davis, 1971:
215)
เดวิสวิจารณ์ว่า การพยายามตีกรอบของกฎศีลธรรมแบบจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ให้มีลักษณะแคบ
ทำให้จริยศาสตร์เชิงหน้าที่เป็นกฎศีลธรรมที่มีลักษณะเหมือนกับกฎหมาย
ที่มุ่งเน้นการควบคุมหรือระงับการกระทำ
(ตามลักษณะ
3 ข้อ ที่เดวิสกล่าวถึง)
หรือเป็นเพียงหลักประกันขั้นต่ำของการอยู่ร่วมกันในสังคมเท่านั้น
ซึ่งทำให้ข้อดีของจริยศาสตร์เชิงหน้าที่หายไป เช่น
การกระทำที่เคารพในศักดิ์ศรีของมนุษย์
เป็นการเปลี่ยนแปลงจากกฎที่ให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีของมนุษย์
ไปเป็นการให้ความสำคัญกับการเป็นกฎที่ใช้ห้ามไม่ให้กระทำสิ่งที่ผิดเท่านั้น
เหมือนกับการบัญญัติหรือกฎเกณฑ์โดยทั่วไปที่อาจจะไม่มีผลต่อการสร้างสรรค์จริยธรรมให้เกิดขึ้นในตัวบุคคล
และเป็นได้เพียงแต่กฎเกณฑ์ที่กำหนดการเลือกกระทำสิ่งต่างๆ
เพื่อไม่ให้ผิดหรือเพื่อเลี่ยงไม่ให้ทำผิดกฎศีลธรรมเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น
การไม่ฆ่าผู้บริสุทธิ์เนื่องจากเป็นการกระทำที่ผิดกฎศีลธรรม
การกระทำเช่นนี้ย่อมมีความแตกต่างจากการไม่ฆ่าคน
เนื่องจากเราควรปฏิบัติต่อผู้อื่นในฐานะของการเคารพในเกียรติและศักดิ์ศรี
และให้ความช่วยเหลืออย่างสุดกำลัง
หรือการไม่กล่าวเท็จโดยเลือกที่จะเก็บงำความจริงเอาไว้
ซึ่งไม่สามารถยอมรับได้ว่าคนผู้นั้นเป็นผู้ที่มีจริยธรรมเท่ากับการเลือกกล่าวความจริง
(ความแตกต่างของกฎเชิงปฏิเสธและกฎเชิงยืนยัน)
ถึงการอธิบายจริยศาสตร์เชิงหน้าที่มีปัญหาและข้อโต้แย้งในการอธิบาย
แต่จริยศาสตร์เชิงหน้าที่ก็เป็นทฤษฎีที่มีความน่าสนใจหลายประการในทางจริยศาสตร์
เดวิด แมคนอร์ตัน
(David McNaughton)
สรุปถึงประเด็นที่น่าสนใจทางจริยศาสตร์หลายประเด็น
อาทิเช่น (1) ทฤษฎีจริยศาสตร์แบบจริยศาสตร์เชิงหน้าที่เป็นตัวอย่างการพยายามค้นหาหลักการการอธิบายการกระทำที่มีคุณค่าทางจริยธรรม
ท่ามกลางความหลากหลายซับซ้อนของสถานการณ์ที่ปรากฏ และ (2)
เป็นความพยายามแสวงหาคุณค่าของการกระทำที่การกระทำนั้นเอง
มากกว่าจะพยายามแสวงหาคุณค่าทางจริยธรรมจากสิ่งอื่น
เช่น ผลที่เกิดขึ้นของการกระทำนั้นเอง
รวมถึงอิทธิพลของทฤษฎีจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ได้ส่งผลต่อความคิดในเรื่องความยุติธรรมในทฤษฎีจริยศาสตร์แบบพันธสัญญาของรอลส์คือ
ความพยายามในการแสวงหาหลักการทางจริยธรรมที่อธิบายถึงคุณค่าทางจริยธรรมโดยไม่ขึ้นกับตัวบุคคล
ผลของการกระทำ หรือบริบทที่เป็นเงื่อนไขต่างๆ เช่น
ในทฤษฎีความยุติธรรม (Theory of Justice)
ของรอลส์ เป็นต้น
วรเทพ ว่องสรรพการ
(ผู้เรียบเรียง)
เรียบเรียงจาก
|
· |
เนื่องน้อย บุณยเนตร.
2539. จริยศาสตร์ตะวันตก:
ค้านท์ มิลล์ ฮอบส์ รอลส์ ซาร์ทร์.
กรุงเทพฯ:
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. |
|
· |
Davis, Nancy (Ann). Contemporary Deontology. In
Peter Singer (ed.). A Companion to Ethics,
pp. 205-218 Oxford: Blackwell. |
|
· |
Hill, Thomas E., Jr. 2000. Kantianism. In Hugh
LaFollette (ed.). The Blackwell Guide to
Ethical Theory, pp. 227-246.
Massachusetts: Blackwell. |
|
· |
Johnson, Robert. 2008.
Kant’s Moral Philosophy.
In Edward N. Zalta (ed.).
Stanford Encyclopedia of Philosophy.
<URL=http://plato.stanford.edu/entries/kant-moral> |
|
· |
Kamm, F. M. 2000. Nonconsequentialism. In Hugh
LaFollette (ed.). The Blackwell Guide to
Ethical Theory, pp. 205-226.
Massachusetts: Blackwell. |
|
· |
Kant, Immanuel.
1969.
Groundwork of the Metaphysic of Morals.
H.J. Paton
(trans,
analysed).
London: Hutchinson University Library. |
|
· |
McNaughton, David. 1998. Deontological Ethics.
In Edward Craig (ed.). Routledge
Encyclopedia of Philosophy [CD-Rom
Version 1.0]. |
|
· |
Richardson, Henry S. 2006. Deontological Ethics.
In Donald M. Borchert (ed.). Encyclopedia
of Philosophy. Second edition. New York:
Macmillan, Vol. 2: 712-715. |
เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม
|
· |
Darwall, Stephen L.
2002.
Deontology.
Oxford:
Basil Blackwell Publishers.
(มีเนื้อหารวบรวมคำอธิบายหลักการพื้นฐานของทฤษฎีจริยศาสตร์เชิงหน้าที่แบบดั้งเดิมและร่วมสมัย) |
|
· |
Kant, Immanuel.
1969.
Groundwork of the Metaphysic
of Morals.
H.J. Paton
(trans,
analysed).
London: Hutchinson University
Library.
(สำหรับทำความเข้าใจทฤษฎีจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ของอิมมานูเอล
คานต์เกี่ยวกับแนวคิดพื้นฐานทางอภิปรัชญาและญาณวิทยา) |
|
· |
Ross, W. D. 1930.
The Right and the Good.
Oxford: The University Press.
(ทัศนะจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ของ ดับบลิว ดี รอส นักจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ร่วมสมัย) |
แหล่งข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต
คำที่เกี่ยวข้อง
ทฤษฎีอผลลัพธ์นิยม,
จริยศาสตร์ของค้านท์, สัมบูรณ์นิยม, กฎคำสั่งเด็ดขาด
Non-Consequentialism,
Kantian Ethics, Absolutism, Catagirical Imparative
|