|
1.
บทนำ
เราอาจนิยามได้ไม่ง่ายนักว่าอัตถิภาวะนิยมคืออะไร
อุปสรรคประการนี้เกิดขึ้นจากการที่นักปรัชญาที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นนัก
อัตถิภาวะนิยมได้ปฏิเสธว่าตนเองหรือแนวคิดของตนเองนั้นเป็นอัตถิภาวะนิยม
เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในงานเขียนของไฮเดกเกอร์
(Heidegger 1889-1976) ที่ชื่อ
“จดหมายว่าด้วยมนุษย์นิยม”
(Letter on humanism, 1947)
อันเป็นจดหมายที่เขียนโต้ตอบกับการบรรยายสาธารณะของซาร์ต (Sartre
1905-1980) ที่ชื่อ “อัตถิภาวะนิยมก็คือมนุษย์นิยม”
ในการบรรยายครั้งนั้นซาร์ตได้กล่าวไว้ว่า ไม่เพียงแต่ไฮเดกเกอร์เท่านั้นที่เป็นนักปรัชญาสายอัตถิภาวะนิยม
หากแต่ยังรวมถึงยาสเปอร์ (Jasper
1883-1969)
และมาร์แซล (Marcel
1889-1973) อีกด้วย
กระนั้นก็ตามเพื่อขจัดความยุ่งยากดังกล่าว
เราอาจจะตั้งข้อสังเกตจากชื่อของสำนักนี้ว่า ปรัชญาอัตถิภาวะนิยมคือปรัชญาที่เน้นการอธิบายมนุษย์โดยเน้น
“การดำรงอยู่ของมนุษย์”
(human existence)
ในการอธิบายมนุษย์แทนที่จะเป็น
“สาระ”
(essence)
ดังที่ได้มีมาในประวัติศาสตร์ปรัชญาตะวันตกก่อนหน้า
อย่างปรัชญากรีกและปรัชญายุคกลาง
กล่าวคือ
เราไม่สามารถอธิบายมนุษย์ผ่านแก่นแกน
(substance)
ของมนุษย์อย่างที่เป็นมาได้แต่อย่างใด
โดยข้อเท็จจริงแล้วซาร์ตมิได้เป็นผู้สถาปนาแนวคิดอัตถิภาวะนิยม
แต่กระนั้นก็ตามความจริงที่เราปฏิเสธได้ยากคือ ซาร์ตเป็นนักปรัชญาที่สำคัญในการพัฒนาแนวคิดนี้จนเป็นที่รู้จักดี
ยิ่งไปกว่านั้นซาร์ตเองยังเป็นนักปรัชญาที่ยอมรับว่าตนเองเป็นนักอัตถิภาวะนิยมอย่างชัดเจนด้วย
ในแง่นี้ การศึกษาความคิดของซาร์ตจึงอาจถือได้ว่าเป็นการศึกษาความคิดหลักที่มีจุดร่วมในสำนักทางปรัชญาอย่างอัตถิภาวะนิยม
ดังที่ได้กล่าวข้างต้นว่าอัตถิภาวะนิยมเริ่มต้นอธิบายมนุษย์ด้วยการศึกษาการดำรงอยู่ของมนุษย์เป็นสิ่งแรก
แต่การดำรงอยู่ของมนุษย์ที่จะเป็นประเด็นทางปรัชญาต่อไปจะต้องได้รับการพิจารณาอย่างไรบ้าง
ซาร์ตกล่าวไว้อย่างน่าสนใจในประเด็นนี้ว่า อัตถิภาวะนิยมคือสำนักทางความคิดที่ทำให้ชีวิตมนุษย์มีแต่ความเป็นไปได้
ยิ่งไปกว่านั้น ความจริงและการกระทำใดๆ
ก็ตามของมนุษย์บ่งเป็นนัยยะถึงการสร้างของมนุษย์และอัตวิสัยของมนุษย์
จากถ้อยแถลงดังกล่าวของซาร์ตเราอาจกล่าวได้ว่า
สำหรับปรัชญาอัตถิภาวะนิยมการอธิบายมนุษย์ไม่สามารถกระทำได้โดยการหาแก่นแกนที่ตายตัว
หากแต่ต้องเข้าใจผ่านความดำรงอยู่ของมนุษย์
ซึ่งต้องเข้าใจผ่านความเป็นไปได้ของมนุษย์หรืออิสรภาพ
ความจริง การกระทำ หรือแม้แต่อัตวิสัยของมนุษย์อีกทีหนึ่ง
ในแง่นี้ หากเรายึดคำกล่าวของซาร์ตเป็นจุดเริ่มต้นในการอธิบายความพยายามทางปรัชญาของอัตถิภาวะนิยมแล้วนั้น
ก็เท่ากับว่าเราอาจจะต้องอธิบายต่อไปด้วยว่าด้วยว่า อัตวิสัยของมนุษย์และอิสรภาพมีลักษณะเป็นอย่างไร
เพื่อที่จะตอบคำถามหลักว่า “การดำรงอยู่ของมนุษย์”
สามารถเป็นคำอธิบายมนุษย์ที่น่าเชื่อถือกว่าการหา “สาระ”
หรือ “แก่นแกน”
ได้อย่างไร
แน่นอนความพยายามในการอธิบายอัตถิภาวะนิยมย่อมมีได้ด้วยกันหลายวิธี
ในที่นี้ผู้เขียนเลือกที่จะอธิบายความพยายามของนักปรัชญาสำนักนี้โดยมองผ่าน
ประวัติปรัชญาตะวันตก
เพื่อให้เห็นความต่อเนื่องของความพยายามในการอธิบายมนุษย์ในสำนักต่างๆ
ที่มาก่อนหน้า และเพื่อให้เห็นว่าวิธีการสร้างข้อโต้แย้งของอัตถิภาวะผ่านการวิจารณ์ท่าที
และเลือกรับจุดแข็งของปรัชญาก่อนหน้านั้นอย่างไร
2. เมื่อ
“สาระ”มาก่อน
“การดำรงอยู่”:
ท่าทีของปรัชญาโบราณ
คำถามอันเกี่ยวโยงกับมนุษย์มิได้เป็นคำถามที่เพิ่งจะเกิดขึ้นโดยการตั้งคำถามจากปรัชญาสำนักอัตถิภาวะนิยมแต่อย่างใด
หากแต่คำถามว่าดังกล่าวเป็นคำถามที่ได้รับการตอบมาตั้งแต่ปรัชญายุคโบราณอย่างปรัชญากรีกและปรัชญายุคกลาง
ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องสำรวจตรวจสอบดูว่าคำถามว่า
“มนุษย์คืออะไร”
ได้รับการตอบอย่างไรในปรัชญาที่มีมาก่อนหน้าอัตถิภาวะนิยม
“ธรรมชาติของเรานั้นคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติแห่งจักรวาล
ยิ่งไปกว่านั้นจุดหมายปลายทางของชีวิตคือ “การใช้ชีวิตที่สอดคล้องไปกับธรรมชาติ”
กล่าวคือ (สอดคล้องกับ)
ธรรมชาติของตนเองและของจักรวาล
อย่าได้ทำสิ่งใดที่ถูกห้ามปรามโดยกฎ
ซึ่งเป็นเหตุผลถูกต้องที่แทรกซึมสู่ทุกสิ่ง
และเป็นเหมือนเช่นเดียวกับซุสผู้เป็นผู้นำในการจัดแจงสิ่งต่างๆ”
(Digenes Laertus, VII. 87-88)
คำกล่าวของนักปรัชญาสโตอิกข้างต้นสะท้อนวิธีคิดของปรัชญากรีกโบราณได้เป็นอย่างดี
กล่าวคือ
ธรรมชาติของมนุษย์นั้นดำรงอยู่แต่ไม่สามารถดำรงอยู่ได้โดยปราศจากธรรมชาติของจักรวาล
มนุษย์เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลเท่านั้น
มนุษย์ไม่สามารถอธิบายตัวเองได้ด้วยตัวของมนุษย์เอง
หากแต่ต้องอธิบายด้วยสิ่งที่กว้างใหญ่กว่าอย่างจักรวาล
และด้วยเหตุนี้เองที่ชีวิตสามารดำรงอยู่ได้เป็นอย่างดีผ่านการพินิจพิเคราะห์ธรรมชาติของระบบจักรวาลวิทยา
และดำเนินชีวิตไปตามตำแหน่งแห่งที่ของตนภายใต้ระบบจักรวาลวิทยาที่ยิ่งใหญ่กว่า
ในที่นี้เราจะพบว่าคำอธิบายมนุษย์ในทัศนะของปรัชญาโบราณอย่างปรัชญากรีก
คือการหาธรรมชาติของมนุษย์ที่เป็นกลางและเป็นสากลแต่ความเป็นกลางและความ
เป็นสากลนี้ต้องครอบคลุมด้วยระบบจักรวาลที่อยู่เหนือกว่าเสมอ
ในแง่นี้เราอาจกล่าวได้เช่นกันว่า สำหรับมนุษย์แล้ว
“ความเป็นมนุษย์”
หรือสาระของมนุษย์ย่อมมีมาก่อนการดำรงอยู่ของมนุษย์
ในทำนองเดียวกันปรัชญายุคกลางก็ให้น้ำหนักแก่สาระมากกว่าการดำรงอยู่ของมนุษย์เช่นกัน
ดังที่เราจะเห็นว่า สำหรับนักปรัชญาอย่าง อะไควนัส (Aquinas)
และออกัสติน (Augustine)
“จิตใจอันประเสริฐเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การสรรเสริญ...เป็นสิ่งยิ่งใหญ่และน่าชื่นชม....แต่ตอบข้าพเจ้าทีว่ามันมาจากไหน
ไม่ใช่จิตใจอันประเสริฐแน่ๆที่ทำให้ท่านมีความสุข
แต่เป็นผู้หนึ่งผู้ใดที่ให้สิ่งนั้นแก่ท่าน
ผู้ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ท่านต้องการมันและประทานความสามารถที่จะมีมันแก่ท่าน
มันเป็นสิ่งดีที่จะทำให้ท่านพอใจ
ข้าพเจ้ารู้ว่าท่านต้องการมันและกระหายมันแต่ท่านไม่สามารถรินเครื่องดื่มแห่งคุณธรรมให้ตัวท่านเองได้”
(Augustine, Sermon I50, 9)
เราจะพบว่าคำอธิบายที่นักปรัชญาทั้งสองเสนอคือการอธิบายตัวของมนุษย์หรือแม้
แต่สิ่งต่างๆด้วยสิ่งที่มีคุณสมบัติที่เหนือกว่าและเป็นสาเหตุของสิ่งต่างๆ
นั้นด้วย และนั่นคือสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้า
แม้ว่ารายละเอียดของสิ่งสูงสุดอย่างจักรวาลวิทยาแบบกรีกและพระเจ้าแบบปรัชญา
จะแตกต่างกันอย่างมาก
แต่วิธีในการอธิบายมนุษย์นั้นมิได้แตกต่างกันมาก กล่าวคือ
มนุษย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งหรือแม้แต่เป็นสิ่งสร้างของสิ่งที่เหนือกว่า
การอธิบายลักษณะดังกล่าวคือความพยายามในการหาสาระของมนุษย์ก่อนเพื่อที่จะ
เข้าใจการดำรงอยู่ของมนุษย์
ในแง่นี้การดำรงอยู่ของมนุษย์สามารถอธิบายมนุษย์ได้ในทุกกรณี
ดังที่ออกัสตินได้กล่าวว่า
มนุษย์ไม่สามารถรินเครื่องดื่มแห่งคุณธรรมให้ตัวเองดื่มได้นั่นเอง
ความพยายามในการอธิบายมนุษย์ด้วยสาระมิได้จางหายไปแต่อย่างใด
หากแต่ยังได้รับการสืบทอดมาจนถึงปรัชญาสมัยใหม่อย่างปรัชญาของ
เดสการ์ต (Descartes)
แม้ว่าจักรวาลวิทยาและพระเจ้าจะลดความสำคัญลงแล้วก็ตาม
“หากกล่าวให้ชัด ข้าพเจ้าเป็นสิ่งที่คิด หมายความถึง
วิญญาณ
เป็นการเข้าใจหรือเหตุผล...ข้าพเจ้าเป็นสิ่งหนึ่งที่จริงที่ดำรงอยู่แต่เป็นสิ่งใดเล่า
ข้าพเจ้าขอกล่าวว่าเป็นสิ่งที่คิด”
(Descartes,
Second Meditation, 5 )
ข้อเสนอของเดส์การ์ตส์ข้างต้นอาจถือได้ว่าเป็นความพยายามในการหาปฐมฐานใหม่ในปรัชญาที่ไม่สามารถสงสัยได้
และสิ่งที่ไม่สามารถสงสัยได้นั้นคือ
“ตัวของฉันเองที่คิด”และนี่เองที่เป็นที่มาให้ปรัชญาที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางในการแสวงหาความจริง
ในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับความเป็นมนุษย์
นักปรัชญาสมัยใหม่ผู้นี้
พยายามหาแก่นแกนของความเป็นมนุษย์ในเวลาที่ความจริงสูงสุดอย่างระบบจักรวาลวิทยาและพระเจ้าสามารถเป็นที่สงสัยได้
ดังนั้นหากย้อนมองไปตั้งแต่ปรัชญากรีกจนถึงปรัชญาสมัยใหม่เราจะพบว่า
ความพยายามในการอธิบายมนุษย์นั้นแตกต่างกันในแง่เนื้อหา
แต่โจทย์และวิธีในการเข้าใจแทบจะไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก
กล่าวคือ
ในประวัติปรัชญาตะวันตกการหาแก่นแกนของมนุษย์เป็นเงื่อนไขในการเข้าใจการดำรงอยู่มนุษย์
หรือหากจะกล่าวให้ชัดคือ
สาระมาก่อนการดำรงอยู่ของมนุษย์นั่นเอง
3.
การดำรงอยู่ของมนุษย์ในฐานะจุดเริ่มต้นในการอธิบายมนุษย์
อะไรเป็นปัญหาสำหรับนักปรัชญาอัตถิภาวะนิยมเมื่อการอธิบายมนุษย์ต้องเริ่มต้นจากสาระของมนุษย์
เป็นปัญหาที่เราต้องตอบเป็นลำดับแรก
และต่อมาเมื่อเราปฏิเสธสาระอันเป็นพื้นที่แรกในการอธิบายมนุษย์ความดำรงอยู่ของมนุษย์จะสามารถเป็นประเด็นทางปรัชญาได้อย่างไร
คือสิ่งที่เราจะต้องทำความเข้าใจในลำดับต่อมา
การทำความเข้าใจทั้งสองประเด็นนี้จะนำเราไปสู่คำตอบว่าในที่สุดแล้วปรัชญาอัตถิภาวะนิยมกำลังเสนออะไรต่อประวัติปรัชญาตะวันตก
ทั้งสองประเด็นนี้จะได้รับการคลี่คลายจากนักปรัชญาสองท่านคือ
เคียร์เกอการ์ด และนิตซ์เช
3.1
เคียร์เกอการ์ด
(Kierkegaard, 1813-1841)
ในส่วนที่เกี่ยวกับประเด็นรื่องการอธิบายมนุษย์ เคียร์เกอการ์ดตั้งคำถามเกี่ยวกับวิธีการอธิบายมนุษย์ที่มีก่อนหน้าไว้อย่าง
น่าสนใจ
โดยนักปรัชญาท่านนี้เสนอว่าการเข้าใจมนุษย์จะต้องเข้าใจจากอัตวิสัยของ
มนุษย์และศรัทธาที่มนุษย์มีเท่านั้น โดยเคียร์เกอการ์ดเรียกการเข้าใจมนุษย์ดังกล่าวผ่านมโนทัศน์
“เอกปัจเจก”
(single individual)
การเข้าในเอกปัจเจกของเคียร์เกอการ์ดนั้นจำต้องตอบคำถามแรกของนักปรัชญาผู้นี้เสียก่อน
คำถามนี้คือชีวิตจะมีความหมายได้อย่างไร
ความหมายของชีวิตนี้เมื่อย้อนมองไปสู่ประวัติปรัชญาตะวันตกจะพบว่า
ความหมายของชีวิตมนุษย์คือการที่ได้ทำตามกฎสากลที่เราได้มาจากความจริงสูงสุด
ดังเช่น ในปรัชญากรีกอย่างปรัชญาของสโตอิก
ชีวิตจะมีความหมายต่อเมื่อเรารู้ตำแหน่งแห่งที่ของตนในจักรวาลวิทยาที่ยิ่งใหญ่กว่า
และในทำนองเดียวกันในปรัชญายุคกลาง
ชีวิตจะมีความหมายได้ก็ต่อเมื่อได้ทำตามกฎที่เราสามารถเข้าใจได้ผ่านความจริงสูงสุดอย่างพระเจ้า
ในแง่นี้การหาความจริงสูงสุดและสาระของมนุษย์ก่อนคือความพยายามในการตอบคำถามเรื่องความหมายของชีวิตมนุษย์
ในการหาความหมายดังกล่าว
มนุษย์จำต้องสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองหรือความเป็นปัจเจกของตนเองไป
อย่างไรก็ดีการสูญเสียดังกล่าวถือได้ว่ามีความหมาย
ทั้งนี้เป็นเพราะชีวิตมนุษย์ได้ถูกกำกับไว้ด้วยกฎทางศีลธรรมที่มาจากความจริงสูงสุด
กล่าวอีกนัยหนึ่งความหมายของชีวิตเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ก็ต่อเมื่อได้รับการกำหนดบังคับจากกฎศีลธรรมที่เป็นสากลนั่นเอง
กระนั้นก็ตามชีวิตของมนุษย์นั้นมักจะมีปัญหาเรื่องข้อขัดแย้งทางศีลธรรมอยู่เสมอ
ดังที่เคียร์เกอการ์ดได้ยกกรณีของอับราฮัมผู้ตัดสินใจจะบูชายันบุตรชายของตนเองตามคำขอของพระเจ้า
และในที่สุดอับบราฮัมก็ตัดสินในบูชายันจริงๆแม้ว่าสุดท้ายแล้วจะเป็นการลองใจจากพระเจ้าก็ตามที
ในกรณีของอับบราฮัมอาจกล่าวได้ว่าชีวิตมนุษย์มีความขัดแย้งอย่างมากอัน
เนื่องมาจากการกระทำของเขานั้นขัดแย้งกับกฎทางศีลธรรมที่เป็นสากล
กระนั้นก็ตามเคียร์เกอการ์ดกลับมองว่าการกระทำของอับบราฮัมถือได้ว่ามีความ
หมายอย่างยิ่งแม้ว่าจะถูกประณามจากนักปรัชญาในฐานะของนักจริยศาสตร์ก็ตาม
เคียร์เกอการ์ดตั้งข้อสังเกตจากข้อขัดแย้งดังกล่าวว่าการที่พระเจ้าเรียก
ร้องการบูชายันนั้นไม่ได้เป็นไปแบบสากลกล่าวคือพระเจ้าตรัสกับอับบราฮัมเป็น
การส่วนตัวและมิได้ทรงเรียกร้องจากมนุษย์ทุกคนแต่อย่างใด
ดังนั้นการเรียกร้องจากพระเจ้าจึงมิได้มีค่าสากลแต่อย่างใด
หากแต่เป็นการเรียกร้องส่วนตัวที่มีเพียงอับบราฮัมคนเดียวเท่านั้นที่สามารถ
เข้าใจถึงความหมายของการเรียกร้องครั้งนี้ผ่านศรัทธาที่มีต่อพระเจ้า
ในแง่นี้เราอาจกล่าวได้ว่าชีวิตของอับบราฮัมถือได้ว่าเป็นประเด็นที่เต็มไป
ด้วยความหมายของชีวิตที่มีลักษณะแห่งปฏิทรรศน์
(paradox)
และมีความหมายซ้อนทับกันอยู่
กล่าวคือมีชีวิตบางชีวิตที่สามารถมีความหมายได้และมิได้ถูกกำกับด้วยมาตรฐานทางศีลธรรมบางชนิดที่เป็นสากล
ดังนั้นเคียร์เกอการ์ดจึงต้องตอบคำถามเรื่องกฎทางศีลธรรมที่อาจไม่มีความจำเป็นต้องเป็นสากลเเต่อย่างใด
การแก้ปัญหาของเคียร์เกอการ์ดในกรณีนี้คือการนำมโนทัศน์เรื่องอัตวิสัยมาตอบ
ปัญหานี้โดยยืนยันว่าอัตวิสัยคือพื้นที่แห่งความจริง
กล่าวคือการพิจารณาความจริงไม่จำเป็นต้องหาเนื้อหาของความจริงที่เป็นวัตถุ
วิสัยอีกต่อไปหากแต่ต้องมองว่าสำหรับมนุษย์แต่ละคนนั้นมีวิธีการเข้าใจและเลือกทำ
ให้ความจริงบังเกิดได้อย่างไร
ดังกรณีของอับบราฮัมที่เลือกที่จะใช้ศรัทธาของตนเพื่อแสดงความรักของตนที่มี
ต่อพระเจ้าแม้ว่าจะดูเป็นเรื่องเหลวไหลก็ตาม
คำอธิบายของเคียร์เกอการ์ดในกรณีของอับบราฮัมสะท้อนให้เห็นว่า
เราไม่สามารถเข้าใจอับบราฮัมได้จริงๆไม่ว่าจะเป็นวิธีใดๆ
ดังเช่นการตีความหรือแม้แต่การแปลความหมายของการกระทำโดยเชื่อมโยงกับความ
จริงสูงสุด
เราเพียงแต่ชื่นชมอับบราฮัมได้เท่านั้นแต่ไม่อาจเข้าใจได้
จากข้อเสนอดังกล่าวของเคียร์เกอการ์ด
เราสามารถเข้าใจต่อไปได้ว่าความจริงที่ได้ไม่จำเป็นต้องเป็นประเด็นเรื่อง
ความรู้อันเป็นสากลอีกต่อไปหากแต่เป็นการทำความเข้าใจเรื่องภาวะการเป็นสิ่ง
หนึ่งๆของมนุษย์เสียมากกว่า
คุณูปการของกรณีอับบราฮัมตามที่เคียร์เกอการ์ดเสนอนั้นคือการเข้าใจมนุษย์
ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยสาระของมนุษย์ที่เป็นสากลและเป็นวัตถุวิสัย
หากแต่ต้องเข้าใจผ่านประสบการณ์อันเป็นส่วนตัวของปัจเจกแต่ละคน
ศรัทธาและอัตวิสัยของมนุษย์จึงมีพื้นที่ในการอธิบายมนุษย์โดยไม่ทิ้งเนื้อหา
ของชีวิตแต่ละชีวิตของปัจเจก
ในแง่นี้สาระจึงลดความสำคัญลงในฐานะที่เป็นคำอธิบายมนุษย์
และจากตรงนี้เองที่การดำรงอยู่ของมนุษย์เริ่มมีพื้นที่ในการแสวงหาคำอธิบาย
มนุษย์
การดำรงอยู่ของมนุษย์ตรงนี้จึงอิงอยู่ที่การแสวงหาและเลือกคำอธิบายความหมาย
ด้วยอัตวิสัยของตนเอง
โดยสรุป เราจะพบว่าสิ่งที่เคียร์เกอการ์ดต้องการจะโต้แย้งกับนักปรัชญาที่มีมาก่อน
หน้าในประเด็นเรื่องคำอธิบายมนุษย์คือการนำเอาการดำรงอยู่ของมนุษย์มาเป็น
จุดเริ่มต้นในการอธิบายมนุษย์
การกระทำดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติการเข้าใจมนุษย์อย่างที่เป็นมาใน
ปรัชญายุคโบราณที่พยายามหาคำอธิบายมนุษย์ด้วยเหตุผลและความเป็นวัตถุวิสัย
ที่เป็นสากล โดยสิ่งที่เคียร์เกอการ์ดเสนอคืออัตวิสัยและศรัทธาต่างหากที่เป็นจุดเริ่มใน
การเข้าในสิ่งที่มนุษย์เป็น อัตวิสัยและศรัทธานี้เราเพียงแต่สามารถชื่นชมได้เท่านั้นแต่ไม่สามารถเข้าใจ
ได้ด้วยเหตุผลนานาที่มาจากปัจเจกคนอื่น
และนี่เองที่เป็นเชื้อหน่อของปรัชญาอัตถิภาวะนิยมที่ให้ความสำคัญกับการดำรง
อยู่ของมนุษย์แทนที่จะเป็นสาระของตัวมนุษย์เอง
3.2
นิตซ์เช
(Nietzsche, 1844-1900)
สำหรับเคียร์เกอการ์ด
การดำรงอยู่ของสิ่งสูงสุดไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
สิ่งที่สำคัญคือตัวของมนุษย์เองที่จะเข้าใจสิ่งสูงสุด
ในขณะที่นิตซ์เชเลือกที่จะมิให้ความชอบธรรมใดๆแก่ความจริงสูงสุดโดยการ
ประกาศว่า
“พระเจ้าตายแล้ว”
จากคำกล่าวของนักปรัชญาชาวเยอรมันผู้นี้ทำให้เราเห็นว่าการมีอยุ่ของมนุษย์
จะสามารถเป็นประเด็นในการอธิบายมนุษย์ได้อย่างไรจากแง่มุมอีกแง่มุมหนึ่งที่
ไร้ความจริงสูงสุด ในที่นี้เราจะทำการสำรวจว่านิตซ์เชทำลายความจริงสูงสุดอย่างไร
และข้อเท็จจริงประการนี้เป็นการปูทางสู่การดำรงอยู่ของมนุษย์ในฐานะจุดเริ่ม
ต้นของปรัชญาได้อย่างไร
วิธีหนึ่งที่เราจะสามารถเข้าใจว่านิตซ์เชทำลายความจริงสูงสุดได้อย่างไรอาจต้องเข้าใจผ่านข้อความสั้นๆใน
beyond good and evil (1895)
ที่ตั้งข้อสงสัยต่อข้อเสนอของค้านท์
“ถึงเวลาแล้วที่คำถามของค้านท์ที่ว่า
“คำตัดสินแบบสังเคราะห์จะมีลักษณะก่อนประสบการณ์ได้อย่างไร”จะต้องแทนที่ด้วยคำถามที่ว่า”ทำไมการเชื่อในคำตัดสินดังกล่าวจึงเป็นเรื่องจำเป็น”
กล่าวได้อีกอย่างหนึ่งคือ
ถึงเวลาแล้วที่จะสนใจว่าเหตุใดการตัดสินดังกล่าวจึงต้องเชื่อว่าจริงเพื่อที่จะ
ปกป้องสัตอย่างพวกเรา”
(Nietzsche, 1966)
ค้านท์แยกโลกออกเป็นสองส่วนคือ
noumena
และ
phenomena
ในส่วนแรกเป็นโลกที่แท้จริง
หรือคือบางสิ่งบางอย่างที่เหตุผลและจินตนาการของมนุษย์บอกว่าเป็นฐานรองรับความจริงแห่งโลกปรากฏ
ในแง่นี้มนุษย์จึงเป็นสัตที่คิดถึงสิ่งที่เป็นอุตระภาวะ (transcendence
) ได้
อย่างไรก็ตามเนื้อหาของความจริงดังกล่าวไม่สามารถบอกได้ว่าคืออะไรกันแน่
ในขณะที่โลกปรากฏอย่าง
phenomena
นั้นเป็นโลกของสิ่งต่างๆที่เคลื่อนที่เปลี่ยนแปลงและเป็นสาเหตุแห่งกันและกัน
จากคำกล่าวของนิตซ์เชนั้น
noumena
นั้นไม่ดำรงอยู่จริงเป็นเพียงความเชื่อว่ามีจริงของมนุษย์เท่านั้นแต่
สิ่งที่หาได้จนเป็นความจริงนั้นเป็นเพียงเรื่องเหลวไหลไร้สาระ
อย่างไรก็ตามมิได้หมายความแต่อย่างใดว่านิตซ์เชไม่เชื่อว่าความจริงดำรงอยู่
แท้จริงแล้วยังมีความจริงอยู่
แต่เป็นความจริงที่ลื่นไหลเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวและไม่นิ่งตายตัว
ความจริงดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการปฏิเสธความจริงที่นิ่งตายตัวอย่างที่ปรัชญาโบราณหานั่นเอง
แท้จริงแล้วความจริงสูงสุดที่มนุษย์ทึกทักเอาว่ามีนั้นมาจากการใช้ภาษาของมนุษย์
ธรรมชาติของภาษาสามารถสร้างสิ่งที่ไม่มีให้มีขึ้นได้หรือแม้แต่สามารถสร้างกระบวนการเข้าใจโลกในบางลักษณะได้
เช่น เราเรียกกระบวนการแห่งเหตุผลว่า
“จิต”
และสิ่งที่ตรงกันข้ามว่า “กาย”
ทั้งที่จริงๆแล้วจิตอาจจะไม่ดำรงอยู่ต่างหาก
หรือแม้แต่ไม่ดำรงอยู่เลยก็เป็นได้
หรือเมื่อเราบอกว่าเสื้อสีเขียว
เรามักจะเข้าใจไปว่าประโยคนี้มีประธานคือเสื้อและมีกริยาวิเศษณ์คือสีเขียว
แต่ในความเป็นจริงแล้วเรารับรู้โลกทั้งสองอย่างพร้อมกันโดยไม่แยกแยะ
ในแง่นี้ภาษาทำให้สิ่งที่ไม่มีให้มีขึ้นและทำการกำหนดวิธีคิดของมนุษย์
จากข้อเท็จจริงดังกล่าว
นักปรัชญานับตั้งแต่เพลโตก็ได้ใช้ภาษาสร้างความจริงที่นิ่งคงตัวเพื่อสร้าง
ความจริงที่ไม่มีจริงให้มีจริงดังเช่นความจริงสูงสุดทำให้มนุษย์อยู่ห่างจาก
ความจริงที่ลื่นไหล
ที่สำคัญความจริงที่ทำให้มีได้ด้วยภาษาจะย้อนกลับมากำกับควบคุมมนุษย์และ
สิ่งนั้นเองคือกฎศีลธรรมที่เราได้มาจากการหาความจริงในปรัชญาโบราณนั่นเอง
การทำเช่นนี้คือการกักขังมนุษย์ไว้กับความจริงที่ไม่มีจริงนั่นเอง
มองในแง่นี้จักรวาลวิทยาแบบกรีก
หรือแม้แต่พระเจ้าอย่างปรัชญายุคกลางก็คือการสร้างสรรค์ของนักปรัชญาผ่าน
ภาษาเพื่อใช้สิ่งที่ไม่มีจริงเหล่านี้มาควบคุมมนุษย์อย่างมิต้องสงสัย
ดังนั้น
สิ่งที่นิตซ์เชได้มอบไว้ให้กับปรัชญาคือการปฏิเสธความจริงสูงสุด
ข้อเสนอนี้ทำให้มนุษย์ต้องเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าไร้ความหมาย
ความหมายของมนุษย์จึงไปอยู่ที่เจตจำนงสู่อำนาจ
(will to power)
ที่พุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
มองในแง่นี้ความดำรงอยู่ของมนุษย์จึงสามารถเป็นประเด็นในการอธิบายมนุษย์แทนที่จะเป็นความจริงสูงสุดหรือสาระที่ปรัชญาในยุคโบราณ
โดยสรุป นิตซ์เชเองมีเป้าประสงค์เดียวกันกับเคียร์เกอการ์ด
คือการเน้นที่อัตวิสัยของมนุษย์หรือการดำรงอยู่ของมนุษย์แทนที่จะเป็นสาระ
ของมนุษย์แม้ความแตกต่างจะอยู่ที่การดำรงอยู่ของสิ่งสูงสุดอย่างพระเจ้า
4.
เมื่อ
“การดำรงอยู่”
มีมาก่อน “สาระ”
เราจะเห็นแล้วว่านักปรัชญาอย่างเคียร์เกอการ์ดและนิตซ์เชได้อธิบายมนุษย์อย่างไรโดยให้น้ำหนักแก่การดำรงอยู่เป็นหลัก
ทั้งหมดนี้เป็นปฏิกิริยาต่อต้านการนำสาระมาเป็นกลางในการอธิบายมนุษย์
กระนั้นก็ตามนักปรัชญาทั้งสองท่านนี้มิได้ประกาศอย่างเป็นทางการแต่อย่างใดว่าตนเองเป็นนักอัตถิภาวะนิยม
รวมถึงทั้งคู่มิได้เสนออย่างเป็นทางการว่าปรัชญาของทั้งสองเริ่มต้นที่การดำรงอยู่ของมนุษย์
และด้วยเหตุนี้เองที่ผู้เขียนเลือกที่จะอธิบายปรัชญาอัตถิภาวะนิยมโดยผ่านงานของซาร์ต
(1905-1980)
นักปรัชญาฝรั่งเศสผู้พัฒนาความคิดทางอัตถิภาวะนิยมของตนอย่างชัดเจน
ซาร์ตประกาศอย่างชัดเจนว่า สำหรับมนุษย์
“การดำรงอยู่มีมาก่อนสาระ”
อันหมายความว่า
สำหรับซาร์ตแล้วการดำรงอยู่เป็นแกนกลางในการเข้าในมนุษย์แต่มิได้หมายความ
แต่อย่างใดว่ามนุษย์ไม่มีสาระ
เพียงแต่การพิจารณาเรื่องสาระจำต้องยอมรับว่าตัวการดำรงอยู่เป็นเงื่อนไขใน
การก่อร่างสร้างสาระไม่ใช่สาระเป็นสิ่งที่ให้ความหมายต่อการดำรงอยู่
ตัวอย่างที่ซาร์ตให้เพื่อพิสูจน์แนวคิดนี้ของตนเองคือ
ตัวอย่างเรื่องความแตกต่างระหว่าง
มนุษย์และเครื่องมือตัดกระดาษ โดยซาร์ตกล่าวว่า
ความแตกต่างระหว่างสองสิ่งนั้นคือเรื่องของสาระและการดำรงอยู่
สำหรับที่ตัดกระดาษ
การที่เราจะสร้างมันออกมาได้เราย่อมต้องมีมโนทัศน์เกี่ยวกับที่ตัดกระดาษ
เสียก่อนว่าที่ตัดกระดาษต้องมีลักษณะอย่างไรต้องมีด้านคมและด้ามจับอย่างไร
เป็นต้น
ในแง่นี้สำหรับที่ตัดกระดาษสาระย่อมต้องมาก่อนการดำรงอยู่ของมัน
ตรงกันข้ามกับมนุษย์ที่มิได้ถูกออกแบบให้เป็นอะไรบางอย่าง
มนุษย์นั้นมีมาก่อนและทำการนิยามตนเองภายใต้สถานการณ์หนึ่งที่รายล้อมตนเอง
ในแง่นี้สำหรับมนุษย์การดำรงอยู่ย่อมมาก่อนสาระ
4.1
พระเจ้ามิได้ดำรงอยู่จริง
ซาร์ ตเริ่มต้นปรัชญาของตนเองโดยการปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระเจ้าเช่นเดียวกับที่
นิตซ์เชได้กล่าวไว้ก่อนหน้าหากแต่วิธีการพิสูจน์ข้อเสนอของตนเองนั้นมิได้
ดำเนินไปอย่างที่นิตซ์เชทำ
เราสามารถเห็นร่องรอยความที่ปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระเจ้าได้จากชีวิตในวัย
เด็กของเขา
“ผมสูญเสียศรัทธาตั้งแต่อายุได้สิบสองปี
พระเจ้ามิได้ดำรงอยู่จริงแต่ผมก็มิได้จัดการกับการไม่ดำรงอยู่นี้แต่อย่างใด
และแล้ววันหนึ่งที่ ลาโรแชล
ในขณะที่ผมรอคุณมาชาโดซึ่งจะร่วมทางไปโรงเรียนกับผมในตอนเช้า
ในตอนนั้นผมไม่อาจอดทนรอเนื่องจากสายอยู่พอสมควร
และเพื่อจัดการกับเวลาที่ต้องรอ ผมได้คิดถึงพระเจ้า
พร้อมกับบอกตัวเองว่าสิ่งนั้นมิได้ดำรงอยู่
แม้ว่าในเวลานั้นผมจะยังไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงที่ชัดเจนประการนี้จะวางอยู่บนหลักฐานใดก็ตาม”
(Sartre, 1983: pp.
265-267)
แม้ว่าข้อยืนยันดังกล่าวจะมิใช่ข้อยืนยันทางปรัชญาแต่เราพอจะเดาได้ไม่
ยากว่าในใจของซาร์ตการมีพระเจ้าอยู่เป็นเรื่องยุ่งยากอย่างไรในทางภววิทยา
กล่าวคือการมีพระเจ้าในฐานะผู้สร้างทำให้สาระของมนุษย์มีมาก่อนการดำรงอยู่
การที่ซาร์ตปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระเจ้าย่อมหมายความต่อไปว่าซาร์ต
“เคลียร์”
พื้นที่ให้กับการพูดถึงมนุษย์เท่านั้นไม่มีความจริงสูงสุดใดๆมาเกี่ยวข้อง
กระนั้นก็ตามมิได้หมายความแต่อย่างใดว่าซาร์ตไม่สามารถหาเหตุผลทางภววิทยาใน
การพิสูจน์การไม่ดำรงอยู่ของพระเจ้าไม่ได้
ในที่สุดแล้วการที่พระเจ้าไม่ดำรงอยู่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ดีในทางภววิทยา
กล่าวคือพระเจ้าเป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ได้เพราะเป็นทั้งสัตเพื่อตัวเองและ
สัตในตัวเอง เป็นการขัดแย้งในเชิงภววิทยา
กล่าวอย่างง่ายคือพระเจ้าเป็นทั้งสิ่งที่มีความเป็นไปได้ในชีวิตหรืออิสรภาพ
สัมบูรณ์
และสิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อีกเพราะเป็นเช่นนั้นอยู่แล้วในแง่นี้การ
ดำรงอยู่ของพระเจ้าถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ขัดแย้งในตัวเอง
(ดู Sartre, Jean Paul,
1943, p.115-120)
การไร้ซึ่งพระเจ้าในฐานะที่มาของมนุษย์ทำให้ภาพของมนุษย์เป็นภาพที่โดดเดี่ยว
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกทิ้งลงมาในโลกอย่างไร้เหตุผล
มนุษย์จึงไม่รู้สึกอบอุ่นรู้สึกไม่ปลอดภัยต่อความไม่แน่นอนอย่างสิ้นเชิงของโลก
ในแง่นี้ไม่เพียงแต่มีการยืนยันด้วยเหตุผลทางภววิทยาเท่านั้น
แต่ในแง่ความรู้สึกแล้ว
มนุษย์เองรู้สึกตลอดเวลาว่าพระเจ้าไม่ดำรงอยู่จริง
เมื่อพระเจ้ามิได้ดำรงอยู่จริงเสียตั้งแต่ต้น
รวมทั้งมนุษย์นั้นได้ถูกเหวี่ยงลงมาสู่โลกอย่างไม่รู้ที่มาของตัวเอง
ทำให้การเข้าใจมนุษย์ต้องกระทำผ่านการศึกษาภววิทยาของมนุษย์และสิ่งที่รายล้อมมนุษย์อยู่
ในส่วนที่เกี่ยวกับมนุษย์ซาร์ตเริ่มสำรวจเรื่องธรรมชาติของสำนึก
(consciousness)
4.2
ธรรมชาติของสำนึกและคำถามเรื่อง (ความไร้) ตัวตน
เนื่องจากซาร์ตกำจัดความจริงในระดับอุตรภาวะออกไปนอกคำอธิบายทางปรัชญาของตน
รวมถึงมิได้อธิบายธรรมชาติมนุษย์อย่างชัดเจน
นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสผู้นี้จึงต้องเริ่มการสำรวจเรื่องธรรมชาติของสำนึกอันเป็นการวิเคราะห์ทางภววิทยาเป็นสำคัญ
เพื่อตอบคำถามเรื่องปรากฏการณ์ที่รายล้อมมนุษย์อยู่
ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ซาร์ตไม่เพียงแต่ปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระเจ้าเท่านั้นหากแต่ยังปฏิเสธการ
ดำรงอยู่ของธรรมชาติของมนุษย์อีกด้วย
ธรรมชาติมนุษย์ในที่นี้หมายความถึงตัวตนที่ดำรงอยู่อย่างเอกเทศจากโลกปรากฏ
“ผมได้หาตัวตนของผม
และผมก็ได้เห็นว่ามีและแสดงตัวอยู่ในความสัมพันธ์กับเพื่อน
กับธรรมชาติ กับบรรดาหญิงสาวที่ผมชอบพอ
ผมยังพบตัวตนของผมในการอยู่ร่วมเป็นหมู่คณะ กับเพื่อน
กับโลก หรือแม้แต่กับหนังสือ แต่ตัวตนจริงของผม
หากจะกล่าวอย่างเคร่งครัดตัวตนที่อยู่นอกเหนือมนุษย์และสิ่งต่างๆทั้งหมดทั้งมวล
ตัวตนจริงๆที่ไม่มีปัจจัยใดสามารถมากระทบได้
ผมไม่พบแต่อย่างใด”
(Sartre, 1990: pp.471-472)
การที่ซาร์ตปฏิเสธแนวคิดเรื่องตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์เพราะแท้ที่จริงแล้วตัวตนดังกล่าวมิได้ดำรงอยู่จริง
แนวคิดดังกล่าวเป็นปฏิกิริยาต่อต้านแนวคิดเรื่องตัวตนที่ดำรงอยู่ในปรัชญายุคใหม่อย่างปรัชญาของเดส์การ์ต
ค้านท์ และนักปรัชญาสายปรากฏการณ์วิทยาอย่างฮุสเซิร์ล (Husserl)
แม้ว่านักปรัชญาทั้งสามจะมีความคิดที่แตกต่างกันในรายละเอียด
แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้งสามดำรงอยู่ร่วมกันคือ
มีตัวตนบางอย่างในฐานะประธานที่ไม่เปลี่ยนแปลงและเป็นที่มาของการกระทำต่างๆ
ซาร์ตเองปฏิเสธแนวคิดเรื่องตัวตนอย่างชัดเจนแม้ว่าจะได้รับอิทธิพลจากฮุสเซิร์ลโดยตรง
เช่นเดียวกับในย่อหน้าแรกของ
Transcendence de l’ego
(1937) ซาร์ตยืนยันความคิดเรื่องการไร้ตัวตนของมนุษย์
ไว้ตั้งแต่ย่อหน้าแรกแล้วว่า “ตัวตนมิได้ดำรงอยู่อย่างเป็นรูปร่างและอย่างวัตถุในสำนึก
หากแต่อยู่ภายนอก(สำนึก) อยู่ในโลก
ตัวตนเป็นสัตชนิดหนึ่งของโลก เหมือนกับตัวตนของคนอื่นๆ”
(transcendence de l’ego, p.31
)
สิ่งที่ซาร์ตกำลังบอกเราคือแท้จริงแล้วตัวตนที่เป็นต้นกำเนิดแห่งการกระทำทั้งหมดและอาศัยอยู่ภายในสำนึกและจิตไม่ดำรงอยู่
ตัวตนเองเหมือนกับสิ่งอื่นๆที่อยู่ในโลกไม่แยกออกจากบริบทของสถานการณ์เช่น
เมื่อเราเล่นฟุตบอลตัวตนของเราก็คือคนเล่นที่คิดจะยิงประตูเพื่อเอาชนะ
เมื่อเราอ่านหนังสือตัวตนของเราคือตัวตนที่พยายามจะเข้าใจหนังสือ
เมื่อเราทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์
ตัวตนของเราคือความพยายามในการค้นหาความลับของธรรมชาติเป็นต้น
ในแง่นี้ตัวตนมิได้ดำรงอยู่เบื้องหลังการกระทั้งหมด
หากแต่เกิดมีขึ้นจากวัตถุและบริบทล้อมรอบ
ดังนั้นตัวตนที่เป็นเอกเทศจึงไม่ดำรงอยู่ในปรัชญาของซาร์ต
เมื่อความจริงสูงสุด
พระเจ้าและธรรมชาติอันหมายถึงตัวตนได้รับการปฏิเสธ
การศึกษาปรัชญาที่จะสามารถกระทำได้คือการศึกษาธรรมชาติของสำนึกและการพุ่งไปของสำนึก
ซาร์ตผู้ได้รับอิทธิพลจากฮุสเซิร์ลอธิบายธรรมชาติของสำนึกดังนี้
ในทำนองเดียวกับมโนทัศน์เรื่องตัวตนที่ไม่ดำรงอยู่
ตัวสำนึกเองเป็นเพียงการกระทำเท่านั้น
สำนึกเหมือนกับลมที่ไม่มีข้างใน
กล่าวโดยรวมคือสำนึกไม่มีตัวของมันนั่นเอง
อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากคำกล่าวของซาร์ตที่ว่า
“การสำนึกคือการสำนึกถึงอะไรบางอย่าง”เท่ากับเป็นการบอกว่า
การสำนึกย่อมต้องดำรงอยู่กับโลกไม่สามารถดำรงอยู่เดี่ยวๆได้
เพราะถ้าหากอยู่เดี่ยวเท่ากับไม่มีอะไรอยู่ทั้งสิ้น
กระนั้นก็ตามการบอกว่า
“การสำนึกคือการสำนึกถึงอะไรบางอย่าง”
หมายความว่าการสำนึกต้องมีการพุ่งไปสู่วัตถุของสำนึก
เราเรียกการพุ่งไปนี้ว่า “การพุ่งไปของสำนึก”
(intentionality)
สิ่งนี้จะทำหน้าที่ก่อร่างสร้างความหมายให้แก่สัตต่างๆในโลก
ดังนั้นการสำนึกที่มีต่อวัตถุย่อมเป็นการให้ความหมายของสิ่งที่สำนึกไปด้วยในตัว
เช่น หนังสือโดยตัวของมันเองคือ
กระดาษหลายแผ่นที่เย็บเข้าด้วยกัน วันที่นาย ก
อ่านวัตถุชิ้นนี้
สำนึกจะกำหนดให้ความหมายว่าวัตถุชิ้นนี้คือหนังสือ
ในขณะที่นาย ก ออกนอกบ้านแล้วฝนตก เขาใช้วัตถุนี้กันฝน
วัตถุชิ้นนี้จะกลายเป็นร่มไปเพราะการสำนึก
และการพุ่งไปของสำนึกที่ให้ความหมายแก่วัตถุใดวัตถุหนึ่งที่ดำรงอยู่ในโลก
มองในแง่นี้ตัวตนที่ดำรงอยู่ในโลกก็เป็นเพียงวัตถุแห่งสำนึกเหมือนกับวัตถุอื่นๆเช่นกัน
กล่าวคือเป็นเพราะสำนึกที่ทำให้ตัวตนดำรงอยู่และสร้างความหมายให้กับตัวตน
เพราะฉะนั้นเราจะสังเกตเห็นได้ว่า
ซาร์ตพยายามทำลายตัวตนเพื่อสร้างความเป็นอิสระให้มนุษย์ตั้งแต่ระบบทางภววิทยา
เพราะหากมีตัวตนสิ่งแวดล้อมรอบข้างสามารถที่จะมีอิทธิพลเหนือหรือแม้แต่มากำหนดตัวตนได้
ดังนั้นการไร้ตัวตนของมนุษย์จึงเท่ากับเป็นการปูทางให้กับอิสรภาพแบบสัมบูรณ์ในเวลาต่อมา
เมื่อย้อนกลับมาที่คำถามเรื่องการดำรงอยู่มาก่อนสาระ
เราจะพบว่าการศึกษาเรื่องการดำรงอยู่ของมนุษย์ต้องศึกษาผ่านการทำงานของสำนึก
และการพุ่งไปของสำนึก
ที่สำคัญการการศึกษาเรื่องสำนึกและการพุ่งไปของสำนึกจะต้องศึกษาโดยให้สำนึกดำรงอยู่ในโลกและในสถานการณ์เท่านั้น
ไม่สามารถศึกษาลอยๆ อย่างมโนทัศน์เรื่องจิตได้
ทั้งนี้เป็นเพราะ
”ธรรมชาติ”ของสำนึกก็เป็นเช่นเดียวกับตัวตนคือไม่มีและไม่เป็นสิ่งใด
สำนึกเป็นเพียงแค่การกระทำเท่านั้น
ไม่มีภายในให้ศึกษาแต่อย่างใด
4.3
มโนทัศน์เรื่องสัต (being) 3
ประเภท
จากการวิเคราะห์เบื้องต้นของซาร์ตเรื่องสำนึกและการพุ่งไปของสำนึก
เราจะเห็นว่าประเด็นเรื่องความรู้ของมนุษย์เป็นประเด็นเรื่องการสร้างและให้ความหมายอันเนื่องมาจากสำนึก
โลกคือสิ่งที่สำนึกให้ความหมาย
ในแง่นี้โลกจึงมีความหมายต่อมนุษย์
ประเด็นทางญาณวิทยาจึงไม่ใช่ประเด็นที่ซาร์ตสนใจจะให้คำตอบ
ผลพวงที่เราได้จากการวางรากฐานทางปรัชญาด้วยฐานทางภววิทยาทำให้ซาร์ตแยกสัตออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆคือ
“สัตในตัวเอง” และ
“สัตเพื่อตัวเอง”
ที่สำคัญเมื่อ “สัตเพื่อตัวเอง”
มากกว่าสองขึ้นไปมาพบกันจะทำให้ “สัตเพื่อตัวเอง”
เปลี่ยนโครงสร้างทางภววิทยาของตนกลายไปเป็น “สัตเพื่อคนอื่น”
ดังที่จะได้อธิบายในลำดับต่อไป
4.3.1
สัตในตัวเอง
(being in itself)
ซาร์ตได้ให้คำนิยามอธิบายสัตในตัวเองดังนี้
“มันเป็นสิ่งที่มันเป็น หมายความว่า
ด้วยตัวของมันเอง
มันไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่มันได้อย่างไร
เราคงได้เห็นแล้วว่าจริงๆแล้วตัวของมันเองไม่ได้โอบอุ้มไปด้วยการปฏิเสธ
(ตัวมันเอง)แต่อย่างใด ตัวของมันเต็มแน่น
และไม่รู้จักความเป็นอื่น
มันไม่เคยวางตัวของตัวเองให้เป็นแบบอื่น
ไม่เคยแม้แต่จะมีความสัมพันธ์กับสิ่งอื่น
มันเป็นตัวมันเองอยู่ชั่วนาตาปี”
(Sartre, 1943: p. 33)
จากคำอธิบายของซาร์ต
เราจะพบว่าสัตในตัวเองคือสัตที่ตัวของมันเป็นสิ่งอื่นไม่ได้นอกจากตัวของมันเองไม่ว่าจะผ่านกาลเวลาไปเท่าไรก็ตาม
กล่าวอีกนัยหนึ่ง
สัตในตัวเองไม่มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นอย่างอื่น
ตัวอย่างเช่น
โต๊ะเป็นสัตในตัวเองเพราะตัวของมันเองมีความเป็นโต๊ะอันอัดแน่นอยู่ภายใน
โต๊ะไม่มีวันเปลี่ยนความหมายของมันได้
ที่สำคัญสาระของโต๊ะมีมาก่อนความดำรงอยู่ของตัวมันเอง
ด้วยเหตุนี้ตัวของมันจึงไม่สามารถเป็นอย่างอื่นได้
สัตชนิดนี้คือโลกที่รายล้อมเราอยู่
สัตชนิดนี้ตรงกันข้ามกับสัตเพื่อตัวเองที่มีสำนึกเป็น
“ธรรมชาติ”
และด้วยเหตุผลนี้เองที่ซาร์ตได้กล่าวว่า
สัตในตัวเองเป็นสิ่งที่มันเป็นและไม่เป็นสิ่งที่มันไม่เป็น
4.3.2
สัตเพื่อตัวเอง
(being for itself)
ตรงกันข้ามกับสัตในตัวเอง
สัตเพื่อตัวเองเป็นสิ่งที่มันไม่เป็นและเป็นสิ่งที่มันเป็น
ซาร์ตให้คำอธิบายที่น่าสนใจว่าสัตเพื่อตัวเองหรือมนุษย์เกิดและมีขึ้นในโลก
และนิยามตนเองในภายหลัง ดังนั้นมนุษย์จึงไม่มีธรรมชาติ
ด้วยเหตุที่ไม่มีพระเจ้าที่จะสร้างธรรมชาติให้แก่มนุษย์นั่นเอง
หากกล่าวให้ชัดคือ
สัตเพื่อตัวเองหรือมนุษย์เกิดมีขึ้นก่อนในรูปของร่างมนุษย์และจากนั้นจึงนิยามตนเองตามแต่สำนึกของมนุษย์
เช่น นาย ก ในวันนี้เป็นคนกวาดถนน
แต่เขามีความปรารถนาที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีในอนาคต นาย ก
ตรงนี้เป็นสัตเพื่อตัวเอง
เราต้องยอมรับว่าก่อนที่จะเป็นคนกวาดถนน นาย ก
ได้ประกอบอาชีพอื่นมาก่อนแล้วจากนั้น
ด้วยความสามารถของสำนึก
ทำให้เขาตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพที่เขาต้องการ
และจากนั้นก็คิดจะเปลี่ยนอาชีพอีกครั้งโดยคิดที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี
ทั้งหมดนี้หมายความว่า นาย ก
ไม่เคยเป็นสิ่งที่นิ่งตายตัวแม้แต่ครั้งเดียว ความเป็นนาย
ก เปลี่ยนไปตามแต่ที่สำนึกของตนเองจะให้ความหมายแก่ชีวิต
ดังนั้นนาย ก เป็นในสิ่งที่ตนเองไม่เป็น
เพราะเปลี่ยนสิ่งที่ตนเองเป็นไปเรื่อยๆ
ตรงกันข้ามกับโต๊ะที่เป็นสิ่งที่ตนเองเป็นไม่ว่าจะอีกนานเท่าใดก็ตาม
จากข้อเท็จจริงนี้โต๊ะจึงเป็นสิ่งที่มันเป็น
ยิ่งไปกว่านั้น นาย ก ยังไม่เป็นในสิ่งที่ตนเองเป็น
กล่าวคือ นาย ก ไม่ได้เป็นสิ่งที่นาย ก เป็นในตอนนี้ตลอดไป
นาย ก เป็นสิ่งที่กำลังจะเป็นด้วยซึ่งเป็นสิ่งอื่น
ตรงกันข้ามกับโต๊ะที่ไม่สามารถเป็นเก้าอี้ได้
และก็จะเป็นอยู่อย่างนั้นโดยไม่กลายเป็นสิ่งอื่น
สัตเพื่อตัวเองสามารถตั้งคำถามได้และดึงตัวเองถอยห่างจากสิ่งที่ตนเองเป็นอยู่
สามารถทำให้ตนเองว่างต่อสิ่งที่เป็นได้เสมอความสามารถประการนี้นี่เองที่ทำให้มนุษย์เป็นสัตเพื่อตัวเอง
และสามารถมีอิสระได้ ดังที่ซาร์ตได้กล่าวไว้ดังนี้
“สิ่งที่เราพยายามจะนิยามคือสัตที่เป็นมนุษย์
ในฐานะที่สัตชนิดนี้ได้สร้างเงื่อนไขให้ความว่างเปล่าปรากฏมีขึ้น
และสัตชนิดนี้ปรากฏต่อเราในรูปของอิสรภาพ
ดังนั้นอิสรภาพอันเป็นเงื่อนไขของการทำให้ว่างของสิ่งที่เรียกได้ว่าว่าง
เปล่าไม่มีเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์.......สิ่งที่เราเราเรียกว่าอิสรภาพไม่
สามารถแยกออกจากความเป็นจริงของมนุษย์ได้
ก่อนอื่นมนุษย์มิได้เป็นสิ่งใดเพื่อที่จะอิสระในขั้นตอนต่อไป
ดังนี้ไม่มีความแปลกแตกต่างระหว่างมนุษย์และอิสรภาพ”
(Sartre, 1943: pp. 59-60)
เราจะพบว่าความสามารถของมนุษย์ในการเลือกที่จะเป็นอย่างอื่นที่ไม่ได้เป็น
คือเครื่องหมายแห่งอิสรภาพของมนุษย์
การเลือกนี้เป็นไปได้เพราะสำนึกของมนุษย์ที่ทำให้ตัวมนุษย์เองว่างเปล่าหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ
“ถอยห่าง”จากสิ่งที่ตนเองเป็นอยู่ก่อน
แล้วจึงทำการเลือกสิ่งที่ไม่ใช่ตนเองในขั้นตอนต่อมา
กล่าวคือมนุษย์ถอยห่างเพื่อที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
อนาคตจึงมีลักษณะปลายเปิดและรอคอยให้มนุษย์มาเลือกและสร้างสรรค์ตัวเองอยู่เสมอ
ในแง่นี้เราจะเห็นว่าความสามารถของสำนึกทำหน้าที่เป็นเงื่อนไขของอิสรภาพ
กล่าวคืออิสรภาพเป็นไปไม่ได้หากปราศจาก “การดำรงอยู่”
ของสำนึกในโลก เมื่อเป็นดังนี้การเลือกของมนุษย์จึงเป็น
“แก่นแกน”ของมนุษย์
และเมื่อการเลือกถูกผนวกเข้ากับอิสรภาพ
เราก็อาจกล่าวได้ว่าอิสรภาพคือ “แก่นแกน”
หรือ “ธรรมชาติ”
มนุษย์ กล่าวอย่างเคร่งครัด อิสรภาพก็คือมนุษย์นั่นเอง
อะไรคือสิ่งที่ผลักดันให้สัตเพื่อตัวเองหรือมนุษย์ต้องทำการเลือก
ซาร์ตอธิบายว่าการดิ้นรนแสวงหาทางออกจากความหวั่นวิตก
(anguish)
เป็นตัวผลักดันให้มนุษย์ต้องเลือก
มนุษย์หรือสัตเพื่อตัวเองต้องการที่จะเป็นอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่ตนเองอยู่เสมอ
การที่สัตเพื่อตัวเองต้องดิ้นรนเพื่อที่จะเป็นอย่างอื่นเพราะมีความเบื่อหน่ายจากสิ่งที่ตนเองเป็น
ความไม่พอไม่หยุดต่อสิ่งที่ตนเองอยากเป็น
จึงเป็นตัวผลักดันให้ตัวเองเลือก
ความปวดร้าวในการเป็นอะไรบางอย่างชั่วนาตาปีทำให้มนุษย์ดิ้นรนแสวงหาสิ่งที่ตนเองต้องการจะเป็น
แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปมนุษย์ก็จะเกิดการเบื่อหน่ายอีกครั้งอันเป็นวิสัยที่มนุษย์ยากจะหลีกพ้น
และสิ่งนี้เองที่เป็นตัวผลักดันให้มนุษย์ต้องเลือกอยู่ตลอดเวลา
เราสามารถตั้งข้อสังเกตต่อไปได้อีกว่า
เมื่อมนุษย์มีความหวั่นวิตก เบื่อหน่าย และปวดร้าว
จะเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์ปฏิเสธตนเองและนำความว่างเปล่ามาสู่ตน
ทำให้อิสรภาพแบบสัมบูรณ์เป็นไปได้
มองในแง่นี้ความหวั่นวิตกจึงมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับความว่างเปล่าและอิสรภาพสัมบูรณ์ของมนุษย์
โดยสรุป
เมื่อเรายอมรับว่าการเริ่มต้นอธิบายมนุษย์ต้องเริ่มต้นมองที่การดำรงอยู่ของมนุษย์
ทำให้เราต้องเริ่มจากการวิเคราะห์การสำนึกของมนุษย์ที่ไม่มีรูปร่างแต่อยู่ในโลกเป็นสำคัญ
โลกที่เราอาศัยอยู่นั้นได้รับการอธิบายว่าเป็นสัตในตัวเอง
ในขณะที่ตัวของมนุษย์เองเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามหรือที่เรียกว่าสัตเพื่อตัวเอง
ด้วยความสามารถในการทำให้ตัวตนว่างของสำนึก
และความเบื่อหน่ายทำให้มนุษย์ออกแสวงหาและนิยามตนเองอย่างอิสระ
มนุษย์ไม่สามารถเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ได้ตลอดเหมือนโต๊ะ
เพราะฉะนั้นมนุษย์จึงเป็นความว่างเปล่าที่พยายามเติมเต็มตัวเองตลอดเวลา
แม้ว่าความพยายามตรงนี้จะเป็นความพยายามที่ไม่มีทางสำเร็จเลยก็ตาม
ในแง่นี้ซาร์ตผนวกความสามารถที่จะเติมเต็มตัวเองได้อย่างอิสระกับความเป็นมนุษย์
และเรียกสิ่งนี้ว่าอิสรภาพแบบสัมบูรณ์
4.3.3
สัตเพื่อคนอื่น
(being for the other)
สัตชนิดที่สามมิใช่สัตที่ดำรงอยู่อย่างเอกเทศอย่างสัตในตัวเองและสัตเพื่อตัวเอง
หากแต่เป็นสถานการณ์ที่สัตเพื่อตัวเองจำนวนมากกว่าหนึ่งขึ้นไปมาพบกัน
การพบกันนี้ทำให้สัตเพื่อตัวเองผู้หนึ่งอยู่ภายใต้
“การมอง”สัตเพื่อตัวเองอีกผู้หนึ่ง
ซาร์ตกล่าวไว้ในประเด็นนี้ว่า
“ผมเพิ่งจะทำอะไรบางอย่างซุ่มซ่ามและหยาบคาย
การกระทำนั้นติดอยู่กับตัวผมเอง
ผมมิได้ตัดสินการกระทำของผม ไม่แม้แต่จะตำหนิมัน
ผมมองมันเป็นเรื่องธรรมดาในรูปแบบของวัตเพื่อตัวเอง
แต่ทันใดนั้นผมก้ไดเงยหัวขึ้น
มีคนบางคนอยู่ตรงนั้นและเห็นผม
ผมตระหนักทันทีถึงความซุ่มซ่ามของผม ผมอาย
แน่นอนการอายนั้นมิใช่การมองมาที่ตัวเองหากแต่เป็นเพราะมีคนอื่นปรากฏอยู่...ผมอายตราบเท่าที่ผมปรากฏต่อหน้าคนอื่น”
(Sartre, 1943: pp. 259-260)
แม้ว่าสัตเพื่อตัวเองสามารถเลือกสิ่งที่ตนเองเป็นได้อย่างอิสระ
แต่สิ่งหนึ่งที่สัตเพื่อตัวเองเลือกไม่ได้คือเลือกให้คนอื่นมองตนเองอย่างที่ตนเองต้องการ
กล่าวคือจากข้อเท็จจริงที่ว่าการมองของคนอื่นสามารถทำให้ตนเองอายได้เท่ากับเป็นการบอกว่าคนอื่นมีส่วนในการนิยามตัวเองว่า
ซุ่มซ่าม หยาบคาย
ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วตัวของเราเองไม่เคยรับรู้เรื่องที่เราเป็นว่า
ซุ่มซ่ามหรือหยาบคาย
เพราะเรารับรู้การกระทำอย่างที่เราสำนึก
ในแง่นี้คนอื่นมีส่วนเสมอในการ
“นิยาม”ตัวเราเองได้
และนี่เองคือคือข้อจำกัดของอิสรภาพของสัตเพื่อตัวเอง
กล่าวคือโดยปกติแล้วสัตเพื่อตัวเองจะสามารถนิยามความเป็นตัวเองได้อย่างที่ตนเองต้องการและอิสระ
แต่เมื่อมีคนอื่นมาปรากฏอยู่ในโลกเดียวกัน
ความสามารถในการนิยามตนเองก็จะบกพร่องลงไป
เพราะความสามารถประการนี้ตกไปอยู่ในมือของคนอื่น
และนี่เป็นเหตุให้คนอื่นเป็น “นรก”เสมอในปรัชญาของซาร์ต
4.4
อิสรภาพสัมบูรณ์ของสัตเพื่อตัวเอง
(absolute freedom)
เราจะพบว่าในที่สุดแล้วมนุษย์หรือสัตเพื่อตัวเองเป็นอิสรภาพสัมบูรณ์ตราบ
เท่าที่ไม่มีการมองจากคนอื่นที่จะสามารถกักขังความเป็นเราไว้ในร่างกายของ
เรา คำถามที่เราสามารถถามได้คือ
จริงหรือไม่ที่สัตเพื่อตัวเองสามารถเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์แบบทั้งที่ในชีวิต
อาจมีอุปสรรคอีกมากมาย
อาทิสถานที่ที่เราเกิดก็เป็นตัวกำหนดการตัดสินในของสัตเพื่อตัวเอง
เช่นนี้เรายังอาจกล่าวได้หรือไม่ว่าสัตเพื่อตัวเองเป็นอิสระอย่างแท้จริง
เราอาจกล่าวได้ว่าอิสระที่มนุษย์มีนั้นไม่ใช่อิสระในความหมายที่หลุดออกไปจากความสามารถของมนุษย์
อิสรภาพนั้นๆจำต้องเป็นของมนุษย์ที่ อยู่-ใน-โลก (being-in-the-world)
กล่าวคือซาร์ตยอมรับเงื่อนไขของมนุษย์ในการมีอิสรภาพ เช่น
มนุษย์เกิดมาพร้อมกับบริบททางสังคมบางอย่าง
เกิดมาพร้อมกับสีผิว รูปร่างหน้าตา
ที่เราไม่สามารถเลือกให้เป็นอย่างที่ปรารถนาได้
ตัวบริบทเหล่านี้เป็นเงื่อนไขสำคัญในการมีอิสรภาพแบบสัมบูรณ์ทั้งสิ้น
ด้วยเหตุผลใดที่สิ่งเหล่านี้ที่เรียกว่าข้อเท็จจริงที่รายล้อม
(facticity)
จึงไม่สามารถเป็นอุปสรรคต่ออิสรภาพแบบสัมบูรณ์
แน่นอนเราไม่สามารถเลือกสถานที่เกิดได้
เราไม่สามารถเลือกหน้าตาของเราได้ แต่เราสามารถให้ค่าสิ่งที่รายล้อมเราได้
เช่น นาย ก
เป็นคนที่รูปร่างหน้าตาไม่ดีอันเป็นอุปสรรคต่อการเป็นดาราของเขา
แน่นอนการมีรูปร่างหน้าตาไม่ดีย่อมเป็นอุปสรรคต่อการนิยามตัวเอง
แต่แท้จริงแล้วเป็นตัวของนาย ก
เองที่เลือกให้สิ่งนี้เป็นอุปสรรค ด้วยสำนึกของนาย ก
เขาสามารถเลือกให้
ความหน้าตาไม่ดีของเขาไม่เป็นอุปสรรคแก่เขาได้ ดังเช่น
เขาอาจจะเลือกไปผ่าตัดเปลี่ยนใบหน้า เลือกเป็นดาวตลก
เลือกที่จะประกวดทั้งที่ไม่ต้องเปลี่ยนตัวเอง
การเลือกให้ค่ากับสิ่งที่ติดตัวมาแต่เกิดจึงเป็นข้อยืนยันการมีอิสรภาพของมนุษย์
ดังนั้นในแง่นี้สิ่งที่รายล้อมเราอยู่ไม่เป็นอุปสรรคแต่อย่างใดต่ออิสรภาพของมนุษย์
ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นเงื่อนไขให้อิสรภาพเป็นไปได้ด้วย
4.5
การหลอกตัวเอง
(bad faith)
ความเป็นมนุษย์คืออิสรภาพสัมบูรณ์และไม่มีสิ่งใดที่มนุษย์เลือกให้ค่าไม่ได้
แต่มนุษย์ก็อาจเลือกที่จะไม่เลือก
โดยการเลือกที่จะไม่เลือกนี้เป็นไปเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบที่ตามมาหลังจากการเลือก
การเลือกที่จะไม่เลือกนี้ภายใต้การรับรู้มนุษย์หรือสัตเพื่อตัวเองแล้ว
ก็คือการเลือกไม่ได้
ซาร์ตเรียกการที่สัตเพื่อตัวเองบอกตัวเองว่าเลือกไม่ได้ว่า
การหลอกตัวเอง
เพื่อหลีกเลี่ยงการรับผิดชอบโดยการบอกว่าตัวเองมีและเป็นอะไร
และสิ่งนั้นสามารถกำหนดเราได้
คือวิธีที่สัตเพื่อตัวเองเลือกที่จะหลอกตัวเองว่า
ตนเองไม่เป็นอิสระ สิ่งเหล่านี้ได้แก่ อดีตของตนเอง
สิ่งแวดล้อมของตนเอง
กล่าวให้ชัดคือตัวข้อเท็จจริงที่รายล้อมเราสามารถกำหนดเราได้นั่นเอง
ซาร์ตปฏิเสธข้อโต้แย้งประการนี้ว่า
แท้ที่จริงแล้วนอกจากโครงสร้างของมนุษย์หรือโครงสร้างของสำนึกจะเป็นความ
ว่างเปล่าอันนำไปสู่ข้อเท็จจริงที่ว่าไม่มีสิ่งใดสามารถกำหนดมนุษย์ได้
เขายังได้กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่าการที่มนุษย์สามารถหลอกตัวเองได้ว่าไม่มี
อิสระเท่ากับเป็นการยืนยันว่ามนุษย์อิสระจนถึงที่สุด
เพราะมนุษย์เลือกที่จะไม่เลือกได้นั่นเอง
มองในแง่นี้การหลอกตัวเองย่อมเป็นสิ่งที่เข้าใจไม่ได้และเข้าใจได้ในปรัชญา
ของซาร์ต
กล่าวคือเข้าใจไม่ได้ในแง่ที่การหลอกตัวเองย่อมเป็นไปไม่ได้ในเชิงโครงสร้าง
ทางภววิทยา
แต่สามารถเข้าใจได้ในแง่ที่การหลอกตัวเองเป็นการตัดสินใจที่อิสระประการ
หนึ่งของมนุษย์
5.
สรุป
เราจะพบว่าสิ่งที่ปรัชญาอัตถิภาวะนิยมพยายามเสนอต่อประวัติปรัชญาตะวันตกคือ
การเสนอฐานทางปรัชญาใหม่
กล่าวคือปรัชญาไม่อาจวางรากฐานของตัวเองไว้ที่ความจริงที่ไกลโพ้นอย่าง
จักรวาลวิทยาหรือแม้แต่พระเจ้าได้แต่อย่างใด
เพราะความจริงที่ได้ย่อมกดทับและขัดขวางความจริงอันเกิดที่ตัวมนุษย์เอง
และแม้ว่าวิธีการอธิบายมนุษย์แบบปรัชญาสมัยใหม่ได้วางรากฐานอยู่ที่ตัวของ
มนุษย์เอง แต่มโนทัศน์เรื่องมนุษย์ก็ยังเป็นไปแบบสากล
มนุษย์ในปรัชญาอัตถิภาวะนิยมกำลังทำให้เราเห็นว่าปัจเจกภาพและอัตวิสัยของ
มนุษย์ตลอดจนการดำรงอยู่ของมนุษย์
เป็นฐานในการศึกษาปรัชญาได้
และยังสามารถให้พื้นที่มนุษย์ในการอธิบายตัวเองในนามของอิสรภาพแบบสัมบูรณ์
รชฎ สาตราวุธ (ผู้เรียบเรียง)
เรียบเรียงจาก
|
· |
Augustine. 2007. Essential Sermons.
Daniel Doyle (ed.). Edmund Hill (trans.). New
York: New City Press. |
|
· |
Chamberlain, Jane and Jonathan Ree (eds.). 2001.
The Kierkegaard Reader. Oxford:
Blackwell Publishers. |
|
· |
Diogenes Laertius. 1925.
Lives of Eminent Philosophers, II.
R. D. Hicks (trans.).
Harvard University Press, Loeb
Classical Library. |
|
· |
Descartes. 1963-1973. Oeuvres
Philosophiques. éd. F. Alquié, 3 Vol.
Paris: Classique Garnier. |
|
· |
Nietzsche, Friedrich. 1966. Beyond Good
and Evil. Walter Kaufmann (trans.). New
York: Random House. |
|
· |
Sartre, Jean-Paul. 1937. La Transcendance
de l'Ego. Paris: Vrin. |
|
· |
Sartre, Jean-Paul. 1943. L'Etre et le
Néant. Paris: Gallimard. |
|
· |
Sartre, Jean-Paul. 1946. L'Existentialisme
est un humanisme. Paris: Nagel. |
|
· |
Sartre, Jean-Paul. 1947.
« une idée fondamentale de la phénoménologie de
Husserl : l’intentionnalité », dans
situations, 1, Paris: Gallimard. |
|
· |
Sartre, Jean-Paul. 1983.
Carnets de la Drôle de guerre.
Paris: Gallimard, pp. 265-267. |
|
· |
Sartre, Jean-Paul. 1990.
Ecrits de jeunesse
(1922-1927). Paris: Gallimard, pp. 471-472. |
เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม
|
· |
Cohen-Solal, Annie. 1985. Sartre 1905-80.
(หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่อธิบายปรัชญาของซาร์ตอย่างเป็นระบบขั้นตอนตามพัฒนาตามเวลา
ผู้ที่อ่านจะต้องมีพื้นฐานทางปรัชญาอยู่บ้างเพื่อที่จะเข้าใจศัพท์เฉพาะต่างๆในปรัชญาของซาร์ต) |
|
· |
de Beauvoir, Simone.
1984.
Adieux: A Farewell to Sartre.
New York: Pantheon Books.
(งานแปลชิ้นนี้เป็นของซิโมน เดอ โบวัวร์
คู่ชีวิตของซาร์ต
รูปแบบของงานเขียนออกไปทางวรรณคดีมากกว่าที่จะเป็นทฤษฎี
โดยผู้แต่งเลือกที่จะบรรยายที่มาที่ไปของปรัชญาของซาร์ตผ่านชีวิตของตัวซาร์ตเอง) |
|
· |
Flynn, Thomas. 1984.
Sartre and Marxist Existentialism: The Test Case
of Collective Responsibility.
Chicago: University of Chicago Press. (งานของซาร์ตไม่ได้หยุดอยูเพียงทฤษฎีเรื่องอิสรภาพเท่านั้น
เราจะพบว่าในตอนท้ายของงานอย่าง
Being and Nothingness
ซาร์ตตระหนักดีถึงจุดอ่อนทางทฤษฎีด้านจริศาสตร์
จึงเป็นเหตุให้เขียนงานอื่นๆตามมาอย่าง
Critique of Dialectical Reason
โดยซาร์ตได้ผสมปรัชญาอัตถิภาวะนิยมของตนเองกับทฤษฎีการเมืองของมาร์ซ
หนังสือเล่มนี้ของ
Flynn
คือความพยายามในการอธิบายประเดินทางจริยศาสตร์
อย่างไรก็ตามหนังสือเล่มนี้ถือได้ว่าอ่านยากพอสมควร
ผู้อ่านอาจต้องมีพื้นฐานทางปรัชญาการเมืองรวมถึงปรากฏการณ์วิทยาด้วยเพื่อที่จะเข้าในงานเขียนเล่มนี้) |
|
· |
Gerassi, John. 1989.
Jean-Paul Sartre: Hated Conscience of His
Century, Volume 1: Protestant or Protester?
University of Chicago Press.
(งานเขียนเล่มนี้ไม่ใช่งานเขียนเชิงทฤษฎีแต่เป็นงานเขียนที่บรรยายชีวิตของซาร์ตตั้งแต่วัยเด็ก) |
|
· |
Laing, R. D. and D. G. Cooper. 1971.
Reason and Violence: A Decade of Sartre's
Philosophy, 1950-1960. New York:
Pantheon.
(ปรัชญาของซาร์ตถือได้ว่าเป็นปรัชญาที่เต็มไปด้วยการมองโลกในแง่ร้าย
กล่าวคือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เป็นเรื่องของการลิดรอนอิสรภาพ
หนังสือเล่มนี้คือความพยายามในการอธิบายกึ่งโต้แย้งในประเด็นดังกล่าว) |
|
· |
Lilar, Suzanne. 1967.
A propos de Sartre et de l'amour.
Paris: Grasset.
(เป็นงานเขียนภาษาฝรั่งเศสว่าด้วยเรื่องความรักของซาร์ต
งานเขียนนี้เป็นงานเขียนกิ่งจิตวิเคราะห์ที่ทำให้ผู้อ่านเห็นว่า
ทฤษฎีเรื่องความรักใน
Being and Nothingness
มีที่มาจากชีวิตจริงของซาร์ตด้วยเช่นกัน) |
|
· |
Madsen, Axel. 1977. Hearts and Minds: The
Common Journey of Simone de Beauvoir and
Jean-Paul Sartre. William Morrow & Co.
(หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือในเชิง
“ชีวประวัติ”ของชีวิตของซาร์ต) |
|
· |
Sartre, Jean-Paul and Benny Levy. 1996.
Hope Now: The 1980 Interviews.
Translated by Adrian van den Hoven. Chicago:
University of Chicago Press.
(งานเแปลเล่มนี้เป็นการเน้นย้ำจุดยืนทางปรัชญาของซาร์ตโดยสอดแทรกความคิดทางการเมืองเข้าไว้ด้วย) |
|
· |
Spade P. V.
1996.
Class Lecture Notes on Jean-Paul Sartre's Being
and Nothingness.
(สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับงานปรัชญาที่อ่านยาก
หนังสือเล่มนี้ถือได้ว่าเป็นหนังสือแนะนำเพราะอ่านง่ายและค่อยเป็นค่อยไป
รวมถึงมีการปูพื้นทางประวัติศาสตร์ปรัชญาตะวันตกด้วย) |
|
· |
Wittmann, Heiner. 2001.
L'esthétique de Sartre. Artistes et
intellectuels.
Translated from the German by N. Weitemeier and
J. Yacar, Éditions L'Harmattan (Collection
L'ouverture philosophique). Paris.
(งานเขียนที่แปลจากภาษาเยอรมันเล่มนี้เป็นงานเขียนในไม่กี่เล่มที่พูดถึงทฤษฎีทางสุนทรียศาสตร์ของซาร์ต)
|
|