|
1.ปัญหาเกี่ยวกับพระเจ้า
ศาสนาหลักสำคัญของโลก ได้แก่ ศาสนาคริสต์ อิสลาม และยิว
เป็นศาสนาที่นับถือพระเจ้าองค์เดียว
และยอมรับว่าพระเจ้าคือความเป็นจริงสูงสุด
(the supreme reality) ของจักรวาล
ในทางปรัชญาศาสนาและเทววิทยาปัญหาเกี่ยวกับพระเจ้าอาจแบ่งได้เป็นสองประเด็นหลักคือ
ประการแรก ได้แก่ ข้อถกเถียงเกี่ยวกับคุณลักษณะของพระเจ้า
(attributes of God) นักเทววิทยาอธิบายคุณลักษณะสำคัญต่างๆ
ของพระเจ้าดังนี้ พระเจ้าปรากฏในทุกแห่ง (omnipresent)
เป็นผู้สร้างและผู้พิทักษ์ (creator
and sustainer) เป็นสัพพัญญู (omniscient)
เป็นผู้ทรงพลังอำนาจสมบูรณ์ (omnipotent)
เป็นความดีสมบูรณ์ (perfectly good)
และเป็นที่มาของพันธะทางศีลธรรม (a
source of moral obligation)
ปัญหาที่เกี่ยวข้องคุณลักษณะของพระเจ้าที่ถกเถียงกันมานานได้แก่ปัญหาว่า
พระเจ้ามีคุณลักษณะต่างๆ เหล่านี้โดยสมบูรณ์จริงหรือไม่
คุณลักษณะเหล่านี้มีปัญหาในตัวเองอย่างไร
และมีความขัดแย้งกับคุณลักษณะอื่นๆ ของพระเจ้าหรือไม่
เป็นต้น
ประการที่สองคือ การอ้างเหตุผลยืนยันความมีอยู่ของพระเจ้า
การอ้างเหตุผลยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้าเป็นข้อถกเถียงสำคัญในทางปรัชญาศาสนา
การอ้างเหตุผลดังกล่าวเป็นความพยายามเพื่อยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้าในฐานะที่เป็นความจริงสูงสุด
เป็นที่มาหรือบ่อเกิดของสรรพสิ่งทั้งปวง
การอ้างเหตุผลยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้าเป็นข้อถกเถียงที่สามารถสืบย้อนไปได้ถึงอริสโตเติ้ลผู้เสนอว่ามีปฐมกร
(the first mover)
ในฐานะจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวของสิ่งต่างๆ
และไม่เคลื่อนไหวโดยตัวเอง
นักปรัชญาในยุคกลางทั้งฝ่ายคริสต์ อิสลาม และยิวต่างเสนอข้อถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องนี้
เช่น ออกัสติน (Augustine) อัล-กาซาลี
(al-Ghazali) แอนส์เซม (Anselm)
โมเสส เมโมนิดส์ (Moses Maimonides)
โทมัส อไควนัส (Thomas Aquinas)
และจอห์น ดัน สโกตัส (John Dun Scotus)
ส่วนนักปรัชญาตะวันตกสมัยใหม่ เช่น เรอเน่ เดส์การต์ส
(Rene Descartes) กอตฟรีด ไลบ์นิซ
(Gottfried Leibniz) และอิมมานูเอล
ค้านท์ (Immanuel Kant)
ล้วนเสนอการอ้างเหตุผลเพื่อยืนยันความมีอยู่ของพระเจ้าในรูปแบบต่างๆ
แตกต่างกัน
การอ้างเหตุผลยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้ายังคงเป็นข้อถกเถียงสำคัญในศตวรรษที่
20 นักปรัชญาศาสนาร่วมสมัยจำนวนไม่น้อย เช่น อัลวิน
แพลนติงกา (Alvin Plantinga) ริชาร์ด
สวินเบิร์น (Richard Swinburne)
พยายามเสนอการอ้างเหตุผลแบบต่างๆ
เพื่อสนับสนุนการมีอยู่ของพระเจ้าให้หนักแน่นและชัดเจนยิ่งขึ้น
การอ้างเหตุยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้า โดยหลักๆ
อาจแบ่งได้เป็นสองประเภทคือ
การอ้างเหตุผลแบบก่อนประสบการณ์หรือการอ้างเหตุผลเชิงมโนทัศน์
คือ การอ้างเหตุผลเชิงภววิทยา
(Ontological Argument)
กับการอ้างเหตุผลแบบอิงประสบการณ์ ได้แก่
การอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยา (Cosmological
Argument) การอ้างเหตุผลเชิงอันตวิทยา
(Teleological Argument)
นอกจากนี้ยังมีการอ้างเหตุผลเฉพาะเรื่องเช่น
การอ้างเหตุผลเชิงศีลธรรม (Moral Argument)
รวมไปถึงการอ้างเหตุผลเรื่องการมีอยู่ของความงาม
ประสบการณ์ศาสนา เหตุการณ์อัศจรรย์
และปัญหาเรื่องความชั่วร้าย เป็นต้น
ในที่นี้เน้นการอ้างเหตุผลยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้าในรูปแบบหลัก
4 แบบอันได้แก่ การอ้างเหตุผลเชิงภววิทยา (Ontological
Arguments) การอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยา
(Cosmological Arguments)
การอ้างเหตุผลเชิงอันตวิทยา (Teleological Argument)
และการอ้างเหตุผลเชิงศีลธรรม (Moral
Argument)
2.
การอ้างเหตุผลเชิงภววิทยา
(Ontological Arguments)
การอ้างเหตุผลแบบนี้เป็นการอ้างเหตุผลเชิงมโนทัศน์
(conceptual argument)
หรือแบบก่อนประสบการณ์ (a priori argument)
ซึ่งยืนยันว่าการมีอยู่ของพระเจ้าสามารถกระทำได้โดยไม่ต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์หรือการอาศัยประสบการณ์
แต่เป็นการอ้างเหตุผลโดยใช้การวิเคราะห์มโนทัศน์เรื่องพระเจ้าอย่างเดียว
โดยอ้างว่าพระเจ้าคือสิ่งที่สมบูรณ์สูงสุด
ผู้ที่เสนอแนวคิดนี้ได้แก่ แอนส์เซม (Anslem)
จอห์น ดัน สโกตัส (John Dun Scotus)
เดส์การ์ตส์ (Descartes)
สปิโนซา (Spinoza) ไลบ์นิซ
(Leibniz) ส่วนนักปรัชญาร่วมสมัยได้แก่
นอร์แมน มัลคัม (Norman Malcom)
คาร์ล บาร์ธ (Karl Barth) ชาร์ลส์
ฮาร์ทสฮอร์น (Charles Hartshorne)
เจมส์ รอสส์ (James Ross)
และอัลวิน แพลนทิงกา (Alvin Platinga)
เป็นต้น
การอ้างเหตุผลเชิงภววิทยาของแอนส์เซมมาจาก
Proslogium
และ Response to Guanilo
แอนส์เซมนิยามพระเจ้าว่า “พระเจ้าคือสิ่งซึ่งไม่มีสิ่งใดที่ยิ่งใหญ่กว่าจะสามารถถูกคิดถึงได้
(God is something than which nothing greater can
be conceived.)” คำว่า “ยิ่งใหญ่กว่า”
หรือ “ดีกว่า”
นี้หมายถึง “สมบูรณ์กว่า”
จากข้ออ้างนี้นำไปสู่ข้ออ้างตามมาคือ
สิ่งซึ่งไม่มีสิ่งใดที่ยิ่งใหญ่กว่าจะสามารถถูกคิดถึงได้นี้มีอยู่อย่างน้อยในจิตของเราในฐานะวัตถุแห่งความคิด
เขาแย้งพวกปฏิเสธพระเจ้าว่า
เราอาจปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้าในความเป็นจริง เช่น
จากการมองไม่เห็นทำให้เราสรุปว่าไม่มีพระเจ้า
แต่อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้าในจิตหรือความเข้าใจของเราได้
เพราะการปฏิเสธการมีอยู่ของสิ่งต่างๆ
ต้องมีสมมติฐานล่วงหน้าการมีอยู่ของสิ่งนั้นในฐานะความคิด
การปฏิเสธพระเจ้าโดยตัวมันเองเท่ากับเป็นการยอมรับว่ามีมโนทัศน์เรื่องพระเจ้าอยู่ในจิตของเรา
แอนส์เซมเสนอว่า
(1) สัต (being)
ซึ่งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่สามารถคิดถึงได้จะต้องมีอยู่จริงด้วย
ไม่ใช่แค่คิดถึงได้อย่างเดียว
(2) สัตที่ดำรงอยู่ในความเป็นจริง
ย่อมยิ่งใหญ่กว่าสัตที่สามารถคิดถึงได้อย่างเดียว (เพราะสัตดังกล่าวทั้งคิดถึงได้
และมีอยู่)
(3) ดังนั้น
สัตที่สามารถคิดถึงได้ซึ่งยิ่งใหญ่ที่สุดคือพระเจ้าย่อมต้องมีอยู่
การอ้างเหตุผลของแอนส์เซมถูกโต้แย้งโดยกาวนิโล
(Gaunilo) ใน On Behalf of
the Fool
โดยอ้างเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้ากับเกาะสมบูรณ์แบบ
(the perfect island)
กล่าวคือเห็นว่าถ้าเป็นตามความคิดของแอนส์เซม
การมีความคิดเรื่องเกาะสมบูรณ์แบบซึ่งมีอยู่ในจิต (Intentional
existence)
ย่อมต้องนำไปสู่การที่เกาะนั้นมีอยู่จริง (Formal
existence)
แต่ในความเป็นจริงแล้วการมีอยู่ในจิตหรือเราสามารถคิดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งในจิตได้
ไม่จำเป็นจะต้องนำไปสู่การมีอยู่ในความเป็นจริงของสิ่งนั้น
แอนส์เซมโต้แย้งกาวนิโลในประเด็นนี้ว่าการมีอยู่มีสองแบบคือ
การมีอยู่ที่มีเงื่อนไข (contingent existence)
กับการมีอยู่อย่างจำเป็น (necessary
existence)
สิ่งซึ่งยิ่งใหญ่ที่สุดและสามารถคิดถึงได้ต้องมีอยู่จริงและเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคิดถึงการไม่มีอยู่
กล่าวคือจำเป็นต้องมีอยู่ ดังนั้น
มีแต่สิ่งที่มีอยู่อย่างจำเป็นเท่านั้นเพียงพอจะเป็นสิ่งซึ่งสามารถคิดถึงได้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือพระเจ้า
การอ้างเหตุผลของกาวนิโลนั้นไม่สามารถใช้ได้เพราะพระเจ้าเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่สามารถคิดถึงได้และมีอยู่อย่างจำเป็น
ในขณะที่สัตอื่นๆ เช่น
เกาะสมบูรณ์แบบมีอยู่อย่างมีเงื่อนไขทั้งสิ้น สำหรับแอนส์เซมจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่พระเจ้าจะไม่มีอยู่
เดส์การ์ตส์
เสนอว่าพระเจ้าคือสัตที่สมบูรณ์สูงสุดซึ่งต้องมีความสมบูรณ์แบบที่เป็นไปได้ทั้งปวง
สิ่งที่ไม่สามารถมีอยู่ย่อมสมบูรณ์น้อยกว่า
และการมีอยู่เป็นคุณสมบัติจำเป็นของสัตที่สมบูรณ์
การมีอยู่ไม่สามารถแยกจากพระเจ้าได้
ดังนั้นพระเจ้าจำเป็นต้องมีอยู่จริง
เดส์การ์ตส์อ้างถึงการมีอยู่ของสามเหลี่ยมซึ่งต้องมีสามด้านและมีมุมรวมกันเท่ากับร้อยแปดสิบองศาอย่างจำเป็น
หรือความจำเป็นที่ภูเขาต้องมีหุบเขา
ในทำนองเดียวกันการมีอยู่ของพระเจ้าก็มีอยู่อย่างจำเป็น
ค้านท์โต้แย้งการอ้างเหตุผลของเดส์การ์ตส์โดยอ้างว่าการมีอยู่ไม่ใช่คุณสมบัติ
หรือที่ค้านท์กล่าวว่า
“การมีอยู่ไม่ใช่ภาคแสดง
(Existence is not predicate)” ในขั้นแรก
ค้านท์เสนอว่าในประพจน์ “สัตสมบูรณ์มีอยู่
(A perfect being exists)” กล่าวคือ
ถ้าการมีอยู่ไม่ใช่ภาคแสดงย่อมหมายถึงว่ามันไม่สามารถเป็นคุณสมบัติของการมีอยู่ต่อคำที่เราอ้างถึงซึ่งก็คือไม่ใช่คุณสมบัติของสัตสมบูรณ์
และถ้าไม่มีคุณสมบัติในการมีอยู่ดังกล่าวการอ้างเหตุผลแบบนี้ย่อมไม่สามารถอ้างได้
ในขั้นที่สองค้านท์แย้งว่า
ประพจน์ที่อ้างเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้ามีลักษณะเป็นประพจน์สังเคราะห์
(synthetic proposition)
มากกว่าจะเป็นประพจน์วิเคราะห์ (analytic
proposition)
เพราะการอ้างการมีอยู่ของพระเจ้าโดยตัวมันเองเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยประสบการณ์และการสังเกตโลก
เราอ้างการมีอยู่ของพระเจ้าแบบก่อนประสบการณ์ในเชิงภววิทยาแบบแอนส์เซมและเดส์การ์ตส์ไม่ได้เพราะเป็นการขัดแย้งในตัวเอง
อย่างไรก็ตามค้านท์ได้เสนอการอ้างเหตุผลสนับสนุนการมีอยู่ของพระเจ้าในเชิงศีลธรรม
(โปรดดูหัวข้อ การอ้างเหตุผลเชิงศีลธรรม)
นักปรัชญาศาสนาในปัจจุบันที่สนับสนุนการอ้างเหตุผลแบบนี้
เช่น นอร์แมน มัลคัม
(Norman Malcom) เสนอว่า
แทนที่จะเข้าใจความคิดเรื่อง “สัตจำเป็น
(necessary being)”
ในฐานะที่เป็นมโนทัศน์ที่ไร้ความหมาย
เราควรพิจารณามโนทัศน์นี้ในบริบททางศาสนา จากข้อเสนอของแอนส์เซม
มาลคอมมองว่า มโนทัศน์เรื่อง “สัตจำเป็น”
ถูกสร้างขึ้นเพื่อแสดงว่าพระเจ้ามีอยู่ในลักษณะที่สามารถคิดถึงได้อย่างยิ่งใหญ่ที่สุด
เพื่อขจัดความเป็นไปได้ของการไม่มีอยู่ (non-existence)
ซึ่งมีนัยของการมีอยู่โดยบังเอิญของมโนทัศน์เรื่องสัตสมบูรณ์
มัลคัมเห็นว่าไม่ใช่สิ่งที่ไร้สาระที่จะปฏิเสธความคิดเรื่องพระเจ้าในฐานะของสัตจำกัด
เพราะจะไม่ผิดตรรกะในความเชื่อทางศาสนาที่ว่า
หากพระเจ้ามีลักษณะจำกัดพระเจ้าย่อมไม่สามารถเป็นวัตถุแห่งความเคารพได้
มัลคัมมองว่าการพูดถึงสัตที่มีเงื่อนไข (contingent)
และสัตจำเป็น (necessary)
มีลักษณะเป็นการใช้ภาษาพูดถึงสิ่งตรงกันข้าม
เช่นเดียวกับมโนทัศน์เรื่องการอิงอาศัย (dependence)
และมโนทัศน์เรื่องการเป็นอิสระ (independence)
ซึ่งมีลักษณะตรงข้ามกัน
โดยมโนทัศน์แรกมีฐานะด้อยกว่าอีกมโนทัศน์หนึ่ง
สัตที่มีเงื่อนไขนั้นจำกัด (ดังนั้น จึงด้อยกว่า)
เพราะการดำรงอยู่ของมันจำต้องขึ้นกับสิ่งอื่น
ดังนั้นเมื่อมันเป็นสิ่งที่ด้อยกว่าจึงไม่สามารถที่จะทำให้เกิดสิ่งอื่นได้
มัลคัมเห็นว่านี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้แอนส์เซมเห็นว่า
พระเจ้าที่ต้องต้องมีอยู่อย่างเป็นอิสระเหนือสิ่งอื่นจำต้องเป็นสัตจำเป็น
คาร์ล บาร์ธ
(Karl Barth)
ตีความการอ้างเหตุผลเชิงภววิทยาในลักษณะของการแสดงออกซึ่งความศรัทธา
(an expression of faith)
ซึ่งตั้งสมมติฐานล่วงหน้าว่าพระเจ้ามีอยู่ บาร์ธเห็นว่าข้อเสนอของแอนส์เซมใน
The Proslogium
ไม่ได้เป็นการจะลดทอนการมีอยู่ของพระเจ้าจากนิยามดังกล่าว
บาร์ธแย้งนักวิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วยกับการอ้างเหตุผลเชิงภววิทยาว่า
เป็นการปฏิเสธสมมติฐานล่วงหน้าของข้อยืนยันทางเทววิทยาและตีความผิดว่าเป็นการอุปนัยทางปรัชญาแบบก่อนประสบการณ์
บาร์ธยังเสนออีกว่า การนิยามว่าพระเจ้าคือ “สิ่งซึ่งไม่มีสิ่งใดที่ยิ่งใหญ่กว่าจะสามารถถูกคิดถึงได้”
นั้นไม่ได้เป็นการสร้างข้อยืนยันเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าเชิงตรรกะและไม่สามารถโต้แย้งได้
แต่เป็นการบรรยายเชิงเทววิทยาว่า “พระเจ้าเป็นใคร
(who God is)”
ซึ่งเป็นการเปิดเผยโดยพระเจ้าที่มีต่อแอนส์เซมในขณะที่เกิดความเข้าใจถ่องแท้และโดยการตระหนักถึงความเป็นไปไม่ได้ของศรัทธาที่จะปฏิเสธการมีอยู่หรือธรรมชาติอันสมบูรณ์ของพระเจ้าซึ่งถูกแสดงออกโดยพระนามดังกล่าว
ดังนั้นพระเจ้าจึงมีอยู่แล้วโดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับมนุษย์
ไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับว่ามนุษย์จะมีวิวรณ์ในเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าหรือไม่
การเน้นเรื่องศรัทธาของบาร์ธไม่ได้เป็นการจะรักษาศรัทธาของผู้ที่เชื่อหรือเปลี่ยนความคิดของคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า
แต่การมีศรัทธาจะทำให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องเพิ่มขึ้นและช่วยชี้ให้เห็นข้อจำกัดของการมีความเข้าใจโดยปราศจากศรัทธา
ปัญหาสำคัญของการอ้างเหตุผลเชิงภววิทยา คือ
การอ้างเหตุผลแบบนี้ไม่ได้ตอบคำถามที่ว่าพระเจ้ามีอยู่ในแบบก่อนกระสบการณ์จริงหรือไม่
กล่าวคือ
เรายังคงไม่สามารถที่จะยืนยันหรือรู้ได้ว่าข้ออ้างของการอ้างเหตุผลแบบนี้เป็นจริงหรือถูกต้อง
การอ้างเหตุผลแบบนี้จึงถูกโต้แย้งจากการอ้างเหตุผลแบบอื่นๆ
เช่น
การอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยาที่โต้แย้งว่าแม้การอ้างเหตุผลแบบนี้จะเป็นการปรับเปลี่ยนจากการพิจารณานิยามพระเจ้าในแบบของแอนส์เซม
ไปสู่การแสดงออกของพระเจ้าในงานของบาร์ธ
แต่การอ้างเหตุผลแบบนั้นยังคงต้องการการตระหนักถึงธรรมชาติของพระเจ้าซึ่งไม่มีมนุษย์คนใดที่จะสามารถทำได้
และหากความรู้ของมนุษย์ได้มาจากผัสสะ
จะเป็นไปได้ในกรณีที่ถ้าพระเจ้ามีอยู่พระองค์ต้องแสดงการมีอยู่ของพระองค์ในลักษณะเดียวกับที่มนุษย์จะรับรู้ได้โดยประสบการณ์ของมนุษย์
ทั้งนี้การอ้างเหตุผลแบบอื่นๆ
มักเป็นแบบหลังประสบการณ์ที่พยายามยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้าโดยผ่านประสบการณ์ของมนุษย์
3.
การอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยา
(Cosmological Arguments)
การอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยาเป็นการอ้างเหตุผลจากการมีอยู่ของโลกไปสู่การมีอยู่ของพระเจ้า
โดยทั่วไปการอ้างเหตุผลแบนี้มีอยู่ 2 ขั้นตอนคือ
ขั้นแรกอ้างถึงการมีอยู่ของโลกไปสู่การมีอยู่ของปฐมเหตุ (a
first cause) หรือสัตจำเป็น (necessary
being) ซึ่งเป็นที่มาของการดำรงอยู่ของโลก
และขั้นที่สองเสนอว่าปฐมเหตุดังกล่าวมีคุณสมบัติต่างๆที่ตรงกับความคิดเรื่องพระเจ้า
การอ้างเหตุผลแบบนี้สามารถสืบย้อนไปได้ถึงแนวคิดเรื่อง
ปฐมกร (the first mover) ของอริสโตเติ้ลในงาน
Metaphysics และ
Physics
และเป็นการอ้างเหตุผลที่มีบทบาทสำคัญในบรรดานักปรัชญาศาสนาและนักเทววิทยาในยุคกลาง
นักปรัชญาชาวอาหรับ เช่น อัล-กาซาลี (al-Ghazali)
นักเทววิทยาชาวยิว เช่น โมเสส ไมโมนิดิส (Moses
Maimonides) และนักเทววิทยาคริสเตียน
เช่น อไควนัส (Aquinas)
ล้วนแต่ใช้การอ้างเหตุผลยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้าแบบนี้ทั้งสิ้น
งานของอไควนัส คือ Summa Theologiae
ได้เสนอการอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยาที่ส่งอิทธิพลต่อนักคิดยุคต่อมาอย่างไลบ์นิซ
(Leibniz)
รวมถึงนักปรัชญาศาสนาร่วมสมัย เช่น อี แอล มาสคาล (E.L.
Mascall) ออสติน ฟาร์เรอร์ (Austin
Farrer) เฟรดเดอริก โคเพลสตัน (Frederick
Copleston) และริชาร์ด เทย์เลอร์ (Richard
Taylor) เป็นต้น
การอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยาสามารถแบ่งได้เป็น 3
กลุ่มใหญ่คือ
กลุ่มแรกเป็นการอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยาแบบคาลาม
(the Kalam cosmological argument)
ของนักคิดฝ่ายอาหรับ เช่น อัล-คินดี และ อัล-กาซาลี
การอ้างเหตุผลดังกล่าวมีข้ออ้างคือ
(1) สิ่งใดก็ตามที่เริ่มดำรงอยู่
มีสาเหตุที่ดำรงอยู่โดยสิ่งอื่น (Whatever begins to exist
is caused to exist by
something else.)
(2) (มีเวลาหนึ่งในอดีตที่)
จักรวาลเริ่มดำรงอยู่ (The universe began to exist.)
(3) ดังนั้น
จักรวาลถูกมีสาเหตุที่ดำรงอยู่โดยสิ่งอื่น
และสาเหตุของการดำรงอยู่ของจักรวาลคือพระเจ้า (Therefore
the
universe was caused to exist; and the cause of its
existence is God.)
การอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยาแบบคาลามมีเป้าหมายที่จะแสดงว่าจักรวาลนั้นมีการเริ่มต้นที่ขณะใดขณะหนึ่งในอดีต
และเพราะทุกสิ่งไม่สามารถที่จะมาจากการไม่มีอะไร
ดังนั้นย่อมต้องมีสาเหตุที่ทำให้สิ่งอื่นๆ
เริ่มมีอยู่ในช่วงเวลานั้น สิ่งนั้นคือพระเจ้า
แบบที่สองเป็นการอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยาแบบโทมิสต์ (the
Thomist cosmological argument) อไควนัสไม่เห็นด้วยกับการอ้างเหตุผลแบบคาลามโดยมองว่าเราไม่สามารถที่จะแสดงให้เห็นได้ว่าโลกมีจุดเริ่มต้นในเชิงเวลา
และปฏิเสธการถอยกลับอย่างเป็นอนันต์ของสาเหตุต่างๆที่เป็นระบบ
แต่มองพระเจ้าเป็นสาเหตุแรกของการเกิดสิ่งต่างๆ
โดยไม่ขึ้นกับเวลา ใน Summa Theologiae
อไควนัสได้เสนอการอ้างเหตุผลยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้าไว้ห้ารูปแบบหรือที่เรียกว่า
Five Ways (quinque viae) ได้แก่
การอ้างเหตุผลจากการเคลื่อนไหว (argument from
motion) การอ้างเหตุผลจากสาเหตุ (argument
form cause)
การอ้างเหตุผลจากความเป็นไปได้ (argument from
contingency) การอ้างเหตุผลจากความสมบูรณ์
(argument form perfection)
และการอ้างเหตุผลจากการออกแบบ (argument form
design)
โดยสามอย่างแรกจัดเป็นการอ้างเหตุผลแบบจักรวาลวิทยา
อไควนัสเห็นว่าข้อเท็จจริงหรือสิ่งต่างๆ
ที่เคลื่อนไหวและมีสาเหตุอันเป็นปรากฏการณ์เชิงประจักษ์ที่เราไม่สามารถโต้แย้งได้
ในแง่ของการเคลื่อนไหวนั้น
ความจริงหลังประสบการณ์ที่ว่ามีบางสิ่งมีการเคลื่อนไหว
และบางสิ่งอยู่นิ่ง
ทั้งนี้สิ่งที่เคลื่อนไหวต้องถูกทำให้เคลื่อนไหวโดยสิ่งอื่น
มันไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ถ้าภาวะแฝงของมันถูกทำให้ปรากฏขึ้นจริงโดยบางสิ่งแล้วในสภาวะจริง
เพราะไม่มีสิ่งใดที่จะสามารถเป็นทั้งสภาวะแฝงและสภาวะจริงได้ในเวลาเดียวกัน
ดังนั้นสิ่งใดๆ
ก็ตามที่เคลื่อนไหวได้ต้องถูกทำให้เคลื่อนไหวโดยสิ่งอื่น
ทั้งนี้จะไม่มีการถอยกลับที่เป็นอนันต์ของลำดับชุดของสิ่งต่างๆ
เพราะหากไม่มีผู้ที่เคลื่อนไหวคนแรกย่อมไม่มีผู้เคลื่อนไหวต่อมาและไม่มีการเคลื่อนไหวในปัจจุบัน
ดังนั้นชุดของ
“ผู้เคลื่อนไหวที่ถูกทำให้เคลื่อนไหว
(moved movers)” มีนัยบ่งถึง “ผู้เคลื่อนไหวที่ไม่เคลื่อนไหว
(unmoved mover)” ซึ่งก็คือพระเจ้า
ส่วนการอ้างเหตุผลจากสาเหตุ อไควนัสเห็นว่าความจริงหลังประสบการณ์ที่ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมีสัมฤทธิเหตุ
(efficient cause)
หรือผู้กระทำก่อน (active agent)
และสัมฤทธิเหตุย่อมต้องมีสาเหตุ
อย่างไรก็ตามไม่สามารถมีการถอยกลับที่เป็นอนันต์ของสาเหตุต่างๆ
ถ้าไม่มีสาเหตุแรกย่อมไม่มีสาเหตุที่เป็นผลต่อเนื่องตามมาและไม่มีผลลัพธ์ปัจจุบันซึ่งจะขัดกับประสบการณ์ของเรา
ดังนั้นชุดของ “สาเหตุที่มีสาเหตุ
(caused cause)” มีนัยบ่งถึง
“สาเหตุแรก (first cause)”
ที่ไม่ได้ถูกทำให้เป็นสาเหตุโดยสิ่งอื่น
สาเหตุแรกนั้นก็คือพระเจ้า
การอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยาแบบโทมิสต์ อาจสรุปได้ดังนี้
(1) สิ่งต่างๆ ในธรรมชาติย่อมมีสาเหตุ (All Things in
nature are caused.)
(2)
ไม่มีอะไรที่เป็นสาเหตุของตัวมันเอง (Nothing is a cause
of itself.)
(3) การถอยกลับอย่างไม่มีสิ้นสุดของสัมฤทธิเหตุอย่างเป็นระบบเป็นไปไม่ได้
(An infinite regress of essentially
ordered
efficient causes is impossible.)
(4) ดังนั้น
มีสาเหตุแรกที่ไม่ถูกทำให้มีสาเหตุ ซึ่งทุกคนเรียกว่า
“พระเจ้า” (Therefore, there is a first uncaused
cause-
to which everyone gives the name of God.)
การอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยาแบบที่สามเป็นการอ้างเหตุผลตามแนวทางของไลบ์นิซ
(the Leibnizian cosmological argument)
โดยเขาพัฒนาการอ้างเหตุผลแบบนี้ต่อมาจากอไควนัสอีกทีหนึ่ง
ไลบ์นิซตั้งคำถามว่า
ทำไมจึงมีบางสิ่งแทนที่จะไม่มีอะไรอยู่เลย (Why are
there something rather than nothing?)
ในความหมายของไลบ์นิซการมีบางสิ่งอยู่ในจักรวาลไม่ได้เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ
ไลบ์นิซได้ได้อ้างเหตุผลโดยเสนอ “หลักเหตุผลเพียงพอ
(principle of sufficient reason (PSR)”
ซึ่งมีเนื้อหาว่า “ไม่มีข้อเท็จจริงใดที่สามารถเป็นจริงหรือมีอยู่ได้
และไม่มีข้อความใดจะจริงได้
ถ้าไม่มีเหตุผลเพียงพอว่าเหตุใดมันจึงเป็นเช่นนั้น
และไม่ใช่อย่างอื่น”
เขาเห็นว่าเหตุผลเพียงพอไม่สามารถพบได้ในสิ่งเฉพาะทั้งหลายในจักรวาล
แต่ต้องมีสัตเหนือโลกอันเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีอยู่เชิงอภิปรัชญา
และการไม่มีอยู่ของมันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
โดยที่ตัวของสัตนั้นเองจะเป็นเหตุผลเพียงพอสำหรับการมีอยู่
ทั้งของตัวมันเองและของทุกสิ่งที่มีเงื่อนไขหรือสิ่งเฉพาะทั้งหลายด้วย
การอ้างเหตุผลของไลบ์นิซสรุปได้ดังนี้
(1) ทุกสิ่งที่มีอยู่มีคำอธิบายการมีอยู่ของมัน
ไม่ว่าในความจำเป็นโดยธรรมชาติของตัวมันเอง
หรือในสาเหตุจากภาย
นอก
(2)
ถ้าจักรวาลมีคำอธิบายเรื่องการมีอยู่ของมัน
คำอธิบายนั้นคือพระเจ้า
(3) จักรวาลมีอยู่
(4) ดังนั้น
คำอธิบายเรื่องการมีอยู่ของจักรวาลก็คือพระเจ้า
การอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยาถูกโต้แย้งโดยเดวิด ฮูม
(David Hume) ใน Dialogues
Concerning Natural Religion (1779)
Treatise of Human Nature (1739)
An Enquiry Concerning Human Understanding
(1748) ฮูมแย้งหลักการเหตุผลเพียงพอ
โดยเสนอว่าอาจมีความน่าพอใจที่จะสนับสนุนหลักการดังกล่าว
แต่ไม่ได้เป็นเรื่องของความจำเป็นในเชิงตรรกวิทยา
หรือความสัมพันธ์อันจำเป็นระหว่างสาเหตุและผลใดๆ
ฮูมเห็นว่าการที่เราเข้าใจว่าทุกเหตุการณ์ต้องมีสาเหตุไม่ใช่เพราะเป็นเรื่องหลักการเชิงสาเหตุ
แต่เป็นเพราะการกำหนดของจิตที่เชื่อมโยงระหว่างเหตุการณ์หนึ่งกับอีกเหตุการณ์หนึ่ง
ดังนั้นสิ่งต่างๆ
จึงไม่ได้เชื่อมโยงกันในลักษณะที่เป็นสาเหตุและผลแต่อย่างใด
นักปรัชญาศาสนาร่วมสมัยที่สนับสนุนการอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยา
เช่น โคเพลสตัน
(Copleston)
ซึ่งพยายามแก้ปัญหาของอไควนัสที่ปฏิเสธลำดับเชิงเวลาที่เป็นอนันต์
(an infinte temporal succession)
ของสาเหตุ โดยเสนอว่าอไควนัสไม่ได้กล่าวถึงปฐมเหตุเชิงเวลา
หากแต่กล่าวถึงปฐมเหตุเชิงภววิทยา (an
ontologically ultimate cause)
ซึ่งเป็นเหตุแรกของสัมฤทธิเหตุอื่นๆ
ที่ตามมาเป็นลำดับชั้น
โคเพลสตันแบ่งสาเหตุออกเป็นสองประเภทคือ สาเหตุแบบ
in fieri และสาเหตุแบบ in esse
สาเหตุแบบ in fieri
คือสาเหตุที่เป็นต้นตอ ที่มา
หรือก่อให้เกิดสิ่งที่เป็นผลของมัน
ตัวของสิ่งที่เป็นผลจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีสาเหตุก่อให้เกิดขึ้น
ความสัมพันธ์ของพ่อกับลูกเป็นลักษณะของสาเหตุแบบแรกนี้
ส่วนสาเหตุแบบ in esse นั้น
คือสาเหตุที่ธรรมชาติ การดำรงอยู่
หรือคุณสมบัติของสิ่งที่เป็นผลของมัน
ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือขึ้นอยู่โดยตรงกับตัวสาเหตุดังกล่าว
ความสัมพันธ์ของปากกาที่อยู่ในมือเป็นลักษณะสาเหตุแบบหลังนี้
กล่าวคือ
การมีปากกาอยู่ในมือเป็นผลของการมีปากกาและมืออยู่
สองอย่างนี้มามีความสัมพันธ์กันบางอย่างจนทำให้สถานการณ์ที่เรียกว่า
‘การมีปากกาอยู่ในมือ’
เกิดขึ้น ในกรณีดังกล่าวนี้ธรรมชาติ
การดำรงอยู่ และคุณสมบัติ ของทั้งปากกาและมือ
ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือขึ้นต่อกันโดยตรงเลย
การแบ่งสาเหตุเป็นสองอย่างของโคเพลสตันนี้
เป็นการแบ่งระหว่างพระเจ้าผู้ซึ่งการมีอยู่ของท่านนั้นถือว่าจำเป็นต่อกระบวนการที่ถูกเริ่มโดยพระองค์เอง
กับพระเจ้าผู้ซึ่งการมีอยู่ของท่านนั้นไม่จำเป็นต่อกระบวนการที่ตามมา
โคเพลสตันถือว่าสาเหตุแบบแรกคือสาเหตุสูงสุดเชิงภววิทยา
รวมทั้งเขาเห็นด้วยว่าการถอยกลับที่เป็นอนันต์เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
ถ้าหากปราศจากสิ่งแรกของลำดับชั้นเราจะอธิบายไม่ได้เลยว่าการเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนแปลงในขณะนี้และที่นี้ของสมาชิกรองในลำดับชั้นซึ่งต้องพึ่งพาสาเหตุที่เหนือกว่าจะเป็นไปได้อย่างไร
ไม่มีสาเหตุที่ต้องอิงอาศัยสิ่งอื่นใดๆ
ที่จะสามารถเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่มีสาเหตุที่เหนือกว่า
ดังนั้นต้องมีสาเหตุแรกที่ไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งใดโดยสมบูรณ์ซึ่งก็คือพระเจ้า
การอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยาค่อนข้างถูกโต้แย้งเป็นอย่างมากในปัจจุบันจากทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์
โดยเฉพาะทฤษฎีที่เกี่ยวกับกำเนิดจักรวาล เช่น ทฤษฎีบิ๊กแบงซึ่งต้องอาศัยเวลาและเป็นเรื่องการขยายตัวออกของจักรวาลเอง
จักรวาลในแบบนี้จึงเป็นการเกิดขึ้นในเวลาและอวกาศด้วยตัวเอง
ไม่ได้เกี่ยวกับสาเหตุอื่น นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีต่างๆ เช่น
ทฤษฎีจักรวาลยืดหด
(the oscillating universe)
ทฤษฎีจักรวาลขยายออกไร้ระบบ (the chaotic
inflationary universe) และอื่นๆ
ซึ่งทฤษฎีเหล่านี้สามารถอธิบายจักรวาลได้โดยหลากหลายไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องการมีสาเหตุหรือถูกเคลื่อนไหวโดยปฐมกรคือพระเจ้าแต่อย่างใด
4.
การอ้างเหตุผลเชิงอันตวิทยา
(Teleological Arguments)
การอ้างเหตุผลเชิงอันตวิทยา เรียกอีกอย่างหนึ่งได้ว่า
การอ้างเหตุผลจากการออกแบบ
(argument from design)
การอ้างเหตุผลแบบนี้เป็นแบบหลังประสบการณ์และสัมพันธ์กับการอ้างเหตุผลสองแบบแรก
โดยมีข้ออ้างพื้นฐานคือ
(1)
โลกแสดงตัวออกมาโดยมีระบบระเบียบที่มีเป้าหมายหรือมีรูปแบบ
(2) ดังนั้น
โลกย่อมถูกสร้างโดยผู้ออกแบบที่ชาญฉลาด (an intelligent
designer)
การอ้างเหตุผลเชิงอันตวิทยาในยุคแรกๆ
ใช้การเปรียบเทียบระหว่างสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นกับโลกธรรมชาติองค์รวม
การอ้างเหตุผลดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นในช่วงเวลาใกล้กับการพัฒนาของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่
การอ้างผลที่เป็นที่รู้จักกว้างขวาง คือ
การอ้างเหตุผลของวิลเลี่ยม พาเลย์
(William Paley 1743-1805) ใน
Natural Theology (1802)
นักปรัชญาและนักเทววิทยาชาวอังกฤษ
ในปัจจุบันมีนักปรัชญาศาสนาและนักเทววิทยาหลายคนเสนอการอ้างเหตุผลแบบนี้
เช่น เอฟ อาร์ เทนแนนท์ (F.R. Tennant)
ริชาร์ด สวินเบิร์น (Richard
Swinburne) เอ อี เทย์เล่อร์ (A.E.
Taylor) ปีเตอร์ เบอร์ตอคชี (Peter
Bertocci) อัลวิน แพลนติงกา (Alvin
Plantinga) และเอ็ม เอ คอรีย์ (M.A.
Corey) เป็นต้น
พาเล่ย์มองว่าจักรวาลและโลกธรรมชาติมีระบบหรือมีรูปแบบ
เช่น ความสม่ำเสมอของฤดูกาล การเคลื่อนไหวของดาวเคราะห์
การเจริญเติบโตของพืช ระบบกลไกของร่างกายมนุษย์
ระบบหรือรูปแบบเหล่านี้มีลักษณะคล้ายกับสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น
เช่น นาฬิกา
ซึ่งไม่เพียงแต่มีการทำงานอย่างเป็นระบบที่เหมือนกันเท่านั้น
หากแต่ยังมีการกระทำเพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่างเช่นกัน
และส่วนประกอบแต่ละส่วนของของระบบกลไกนี้สามารถเคลื่อนไหวอย่างสอดคล้องกับส่วนอื่นๆ
ให้บรรลุเป้าหมายได้ เรารู้ว่าสิ่งสร้างต่างๆ
เป็นผลของสติปัญญาและการวางแผนของมนุษย์
ผลของสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์นั้นละม้ายคล้ายคลึงกับผลของสิ่งที่เราพบในโลกธรรมชาติ
เราจึงสามารถอนุมานได้ว่าสาเหตุที่ก่อให้เกิดผลเหล่านี้มีลักษณะคล้ายกัน
ปรากฏการณ์ต่างๆในโลกธรรมชาติต้องมีผู้มีสติปัญญาเป็นผู้ออกแบบสร้างสรรค์ขึ้นนั่นคือ
พระเจ้า ในการอ้างเหตุผลของพาเลย์เป็นการเปรียบเทียบระหว่างจักรวาลกับสิ่งสร้างของมนุษย์คือนาฬิกา
ทั้งโลกธรรมชาติและนาฬิกาต่างเป็นสิ่งที่สร้างที่มีระบบ
ดำเนินไปเพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่าง
ทั้งสองสิ่งนี้ทำให้เราสามารถคิดได้ว่าต้องมีผู้สร้างที่เป็นสาเหตุให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น
ในขณะที่นาฬิกาต้องมีผู้สร้างคือ ช่างทำนาฬิกา
โลกธรรมชาติย่อมต้องมีผู้ออกแบบและสร้างขึ้นในลักษณะเดียวกันคือพระเจ้า
ข้อเสนอของพาเล่ย์ถูกโต้แย้งและลดความน่าเชื่อถือในเวลาต่อมาโดยทฤษฎีของดาร์วิน
ซึ่งให้คำอธิบายเรื่องการคัดสรรตามธรรมชาติ
(natural selection)
ซึ่งอธิบายการปรับเปลี่ยนขององคาพยพของสิ่งมีชีวิตต่างๆ
ว่าขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและปรับเปลี่ยนอวัยวะส่วนต่างๆ
ตามหน้าที่การใช้งานซึ่งไม่จำเป็นต้องอ้างถึงผู้มีปัญญาอย่างพระเจ้าในฐานะของผู้ออกแบบโลกธรรมชาติ
นอกจากนี้ยังโต้แย้งพาเล่ย์ถึงความแตกต่างระหว่างโลกธรรมชาติกับสิ่งสร้างของมนุษย์อย่างนาฬิกาว่า
นาฬิกาไม่มีหลักการเปลี่ยนแปลงหรือปรับเปลี่ยนภายในตัวมันเองซึ่งต่างจากองคาพยพต่างๆ
ในธรรมชาติที่ปรับตัวได้ นอกจากนี้เดวิด ฮูม
ได้โต้แย้งข้อเสนอแบบพาเล่ย์ว่าสิ่งที่มนุษย์ออกแบบสร้างขึ้นกับโลกธรรมชาติแบบองค์รวมมีความแตกต่างกันในหลายด้าน
มากกว่าที่จะมีลักษณะเหมือนกัน เช่น ลักษณะเฉพาะของจักรวาล
การไม่สามารถเข้าถึงได้ทางญาณวิทยาของที่มาของโลกธรรมชาติ
ข้อบกพร่องที่ปรากฏขึ้นในจักรวาล เป็นต้น
การอ้างเหตุผลเชิงอันตวิทยาในปัจจุบันพยายามหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบระหว่างโลกธรรมชาติกับสิ่งสร้างของมนุษย์
แต่เน้นไปที่การพยายามอธิบายข้องมูลจากประสบการณ์ของมนุษย์
นักปรัชญาศาสนาอ้างว่าสมมติฐานทางเทววิทยาที่มีผู้สร้างซึ่งทรงสติปัญญานั้นใช้อธิบายได้ดีกว่าสมมติฐานทางธรรมชาติวิทยาหรือทางวิทยาศาสตร์
เช่น เอฟ อาร์ เทนแนนท์ (F.R.
Tennant )
เสนอประเด็นเรื่องความเหมาะสมของโลกที่เป็นเสมือนบ้านสำหรับสิ่งมีชีวิต
และความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพที่ความหลากหลายจำเป็นต่อการทำให้ชีวิตสามารถเป็นไปได้
กล่าวคือโลกมีเป้าหมายและดำเนินไปอย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้เทนแนนท์ยังเน้นแง่มุมของเป้าหมายทางจริยศาสตร์และสุนทรียศาสตร์ของจักรวาลว่าจักรวาลเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาทางศีลธรรมและเปี่ยมไปด้วยความงาม
ส่วนสวินเบิร์น
(Swinburne) เน้นเรื่อง “ความเป็นระบบระเบียบเชิงเวลา
(temporal order)”
ของจักรวาลในความหมายที่ว่าจักรวาลสอดคล้องกับกฎทางวิทยาศาสตร์
แต่เนื่องจากวิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดกฎธรรมชาติโดยทั่วไปทั้งหลายจึงดำเนินไปอย่างที่เป็นอยู่
การอธิบายทางเทววิทยาจึงสามารถให้คำตอบที่ดีกว่าได้
กล่าวคือ
แม้จะสามารถเข้าใจว่าความเป็นระบบระเบียบของจักรวาลเป็นเป้าหมายในตัวเอง
ทั้งจากมุมมองที่ว่ามีผู้สร้างโลกที่ชาญฉลาด
หรืออาจจมองว่าเป็นวิถีสู่เป้าหมายอื่น
แต่หากเรายอมรับเสียแล้วว่าจักรวาลอาจถูกสร้างจากผู้มีปัญญาได้
เหตุใดเราจะยอมรับไม่ได้ว่าการมีอยู่ของสิ่งสร้างอย่างมนุษย์
ที่ทั้งมีเหตุผลจนสามารถพัฒนาความรู้และพลังอำนาจของตนได้
รวมถึงสามารถสร้างความแตกต่างให้กับสภาพแวดล้อมของตนได้
นั้นเองก็อาจจะเป็นผลผลิตของผู้สร้างที่มีปัญญานั้นได้ไม่น้อยไปกว่ากัน
ดังนั้นข้อเท็จจริงที่ว่าโลกซึ่งถูกควบคุมโดยกฎที่ทำนายได้ก็จะมีฐานะเป็นหลักฐานสำหรับความมีสติปัญญาของผู้สร้าง
ลักษณะของจักรวาลแบบนี้สนับสนุนว่าต้องมีผู้กระทำที่เป็นบุคคลในฐานะสาเหตุและผู้กระทำนี้มีเหตุผลที่จะออกแบบสร้างจักรวาลที่ควบคุมด้วยกฎ
(a law-governed universe)
ข้อเสนอของสวินเบิร์นถูกโจมตีโดยนักปรัชญาศาสนาคนอื่น เช่น
จอห์น ฮิคที่ไม่เห็นด้วยกับการเทียบเคียงระหว่างเทววิทยากับธรรมชาตินิยมเพราะความรู้ทางธรรมชาตินิยมของเราทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ตีความขึ้น
และไม่มีหลักฐานใดที่จะตีความเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ได้
ส่วน เจ แอล แมคคี
(J.L. Mackie)
เห็นว่าการมองว่ามีผู้กระทำที่เป็นบุคคลและเป็นสัตเชิงวิญญาณที่ไม่มีรูปร่าง
อยู่เหนือกาลเวลา
แต่สามารถกระทำต่อโลกทางวัตถุได้โดยเจตนามันขัดแย้งกับข้อเสนอเรื่องความเรียบง่ายของพระเจ้าที่สวินเบิร์นเสนอเองด้วย
นอกจากนี้
นักปรัชญาศาสนายังมีการพยายามนำแนวคิดทางวิทยาศาสตร์มาสร้างเป็นฐานสำหรับการอ้างเหตุผลเชิงอันตวิทยาเช่นเดียวกับพาเล่ย์แต่มีความแตกต่างออกไป
เช่น ทัศนะของ เอ็ม เอ คอรีย์ (M.A. Corey)
โต้แย้งว่า
ปัจจัยจำเป็นที่ทำให้ชีวิตเป็นไปได้มีความหลากหลายมากและต่างเป็นอิสระจากกันในเชิงสาเหตุ
(คืออยู่เป็นอิสระโดยไม่ขึ้นต่อกัน)
ปัจจัยที่ต่างออกไปจากที่เป็นอยู่แม้เพียงเล็กน้อย
ก็อาจทำให้ไม่เกิดสิ่งมีชีวิตใดๆ เลยได้
ดังนั้นจึงจะต้องมีผู้ที่จงใจสร้างให้ให้สิ่งมีชีวิตนั้นเกิดขึ้น
คอรีย์ได้อ้างเหตุผลดังนี้
(1)
ปัจจัยแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้ชีวิตเกิดขึ้นได้
อันได้เกิดขึ้นพร้อมกันในทางฟิสิกส์ด้านต่างๆ
ซึ่งเป็นอิสระต่อกัน
ในเชิงสาเหตุนั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยบังเอิญ
แต่เกิดขึ้นได้ด้วยผู้ออกแบบที่มีปัญญา (Intelligent
Design)
เท่านั้น
(2)
จักรวาลของเรามีการเกิดขึ้นพร้อมกันอย่างนี้จำนวนมาก
(3) ดังนั้น
จักรวาลของเราย่อมถูกออกแบบมาอย่างมีปัญญา
(โดยผู้สร้างที่มีปัญญา)
ทั้งนี้คอรี่ย์ได้กล่าวถึงทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์หลายทฤษฎี
เช่น ทฤษฎีบิ๊กแบง ทฤษฎีการก้าวกระโดดทางวิวัฒนาการต่างๆ
ว่าไม่มีทฤษฎีใดที่สามารถอธิบายได้น่าพอใจ
แต่นักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์หลายคนโต้แย้งว่า
การอธิบายของคอรีย์ยังคงมีปัญหา เช่น
การเกิดขึ้นของสิ่งต่างๆ
ดูเป็นเรื่องของความบังเอิญมากกว่า
ถ้าเรานำปัจจัยเรื่องเวลามาพิจารณาด้วย
กล่าวคือการที่จักรวาลนั้นเกิดมาแล้วนานมากๆ
ทำให้เมื่อระยะเวลายิ่งทอดนานออกไปเท่าไร
โอกาสที่ปัจจัยต่างๆ
จะประชุมกันได้พร้อมเพรียงด้วยความบังเอิญจนเกิดชีวิตขึ้น
ย่อมเป็นไปได้มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย
การอ้างเหตุผลเชิงอัตวิทยาเป็นการอ้างเหตุผลยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้าที่มีปัญหาหลายประการโดยสรุป
คือ ประการแรก แม้ว่าจักรวาลจะประกอบด้วยสิ่งต่างๆ
ที่เป็นระบบระเบียบมากมายแต่ไม่จำเป็นต้องมองว่าจักรวาลเป็นสิ่งสร้างเหมือนนาฬิกา
แต่สามารถมองเป็นรูปแบบอื่นได้ เช่น เป็นองคาพยพที่มีชีวิต
(living organism) ตามทัศนะของฮูม
หรือเป็นการคัดสรรตามธรรมชาติแบบดาร์วิน ประการที่สอง
เราไม่สามารถที่จะกล่าวได้ว่ามีสาเหตุเดียวที่สร้างสิ่งที่เป็นระบบระเบียบที่เรารู้โดยประสบการณ์ว่าเป็นผู้ออกแบบที่มีปัญญา
การมีสิ่งที่มีปัญญาในธรรมชาติใช่ว่าจะต้องมีสิ่งที่มีปัญญาสูงสุดเป็นผู้สร้าง
ประการที่สาม
ในกรณีที่มีปรากฏการณ์ประหลาดที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยระเบียบทางธรรมชาติ
ย่อมหมายถึงว่าจะต้องมีผู้สร้างอื่นที่ประหลาดกว่าผู้สร้างที่มีปัญญาเช่นนั้นหรือ
แม้เราจะมีประสบการณ์เกี่ยวกับโลกธรรมชาติ
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะใช้การเปรียบเทียบเชิงประจักษ์ระหว่างโลกธรรมชาติกับสิ่งสร้างโดยอาศัยประสบการณ์ของเราได้เพราะปรากฏการณ์ต่างๆ
ในโลกนั้นเกิดขึ้นโดยไม่ได้สอดคล้องเป็นคู่ขนานกับประสบการณ์ของเราเสมอ
การอ้างเหตุผลแบบนี้จึงค่อนข้างมีปัญหามาก
5. การอ้างเหตุผลเชิงศีลธรรม (Moral
Arguments)
การอ้างเหตุผลเชิงศีลธรรมเป็นข้อถกเถียงแบบหลังประสบการณ์อีกรูปแบบหนึ่ง
กล่าวคือ
เป็นข้อถกเถียงเกี่ยวกับประสบการณ์ทางศีลธรรมของมนุษย์
เนื่องจากมนุษย์จะต้องมีการตัดสินทางศีลธรรม
และการตัดสินทางศีลธรรมดังกล่าวไม่สามารถที่จะยืนยันได้หากปราศจากสมมติฐานล่วงหน้าของความเป็นจริงสูงสุดอย่างเช่นพระเจ้า
การอ้างเหตุผลเชิงศีลธรรมอาจมองได้ในหลายรูปแบบ เช่น
กฎศีลธรรมย่อมต้องมีผู้ให้กฎ
(lawgiver)
ซึ่งผู้ที่ให้กฎย่อมต้องเป็นพระเจ้า
หรือการเข้าใจกฎศีลธรรมในฐานะคำสั่ง
ย่อมหมายความว่าต้องมีผู้ออกคำสั่งคือพระเจ้า
กล่าวคือพระเจ้าเป็นที่มาของหลักการทางศีลธรรม
และกฎทางศีลธรรมแบบภววิสัย (objective moral law)
จะสมเหตุสมผลได้ต่อเมื่อพระเจ้ามีอยู่จริงในฐานะที่เป็นที่มาของกฎศีลธรรมสากล
การอ้างเหตุผลแบบนี้อยู่ในรูปแบบดังต่อไปนี้
(1) ถ้ากฎศีลธรรมสัมบูรณ์มีอยู่ พระเจ้าย่อมมีอยู่
(If absolute moral laws exist, then God exists.)
(2) กฎศีลธรรมสัมบูรณ์มีอยู่ (Absolute moral laws
exist.)
(3) ดังนั้นพระเจ้าย่อมมีอยู่ (Therefore, God
exists.)
การอ้างเหตุผลเชิงศีลธรรมเป็นการอ้างเหตุผลเพื่อยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้าซึ่งเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปในระดับหนึ่ง
เนื่องจากมีลักษณะเด่นสองประการ คือ
เป็นการอ้างเหตุผลเชิงปฏิบัติซึ่งอิงกับประสบการณ์ทางศีลธรรมของมนุษย์มากกว่าที่จะเป็นการอ้างเหตุผลเชิงทฤษฎี
และการอ้างเหตุผลแบบนี้ยังเป็นการยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้าในลักษณะที่เป็นบุคคลมากกว่าจะเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์
เช่น ในฐานะปฐมกร
(the prime mover)
หรือสัตที่มีอยู่อย่างจำเป็น (necessary being)
ในเชิงทฤษฎีทางเทววิทยาและปรัชญา
นักปรัชญาที่เสนอการอ้างเหตุผลเชิงศีลธรรมเพื่อยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้ามีหลายคนสืบย้อนไปได้ถึงปรัชญากรีกคือเพลโต้
(Plato) วิลเลี่ยม แห่งออคคัม (William
of Occum) เดสการ์ตส์ (Descartes)
เบิร์คเล่ย์ (Berkley) ค้านท์
(Kant) และนักปรัชญาศาสนาร่วมสมัย
เช่น ซี เอส ลูวิส (C.S. Lewis) เฮสติง
แรสดาล (Hasting Rashdall) ดับลิว
อาร์ ซอร์เล่ย์ (W.R. Sorley) เอ
อี เทย์เลอร์ (A.E. Taylor) และโรเบิร์ต อาดัมส์
(Robert Adams) เป็นต้น
การอ้างเหตุผลเชิงศีลธรรมที่สำคัญมาจากการอ้างเหตุผลของค้านท์
ใน
Critique of Pure Reason
(1786), Critique of Judgment (1790),
Religion within the Limits of Reason Alone
(1792) Opus Postumum (1804)
ค้านท์ปฏิเสธการอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยาเพราะเห็นว่าไม่มีข้อถกเถียงจากประสบการณ์ใดที่สามารถจะยืนยันการมีอยู่ของสิ่งที่อยู่นอกเหนือประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสของมนุษย์ได้
และขอบเขตทางประสาทสัมผัสของมนุษย์ก็ไม่สามารถเข้าถึงความเป็นจริงเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่พ้นการรับรู้
(transcendent entity) อย่างพระเจ้าได้
แต่ทั้งนี้ค้านท์ก็ยังยอมรับการมีอยู่ของพระเจ้า
โดยอ้างเหตุผลอิงกับประเด็นทางจริยธรรม สำหรับค้านท์แล้ว
พระเจ้าไม่ใช่วัตถุของความรู้หากแต่เป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันความแน่นอนทางศีลธรรม
(moral certainty) กล่าวคือ
เขาเชื่อว่าศีลธรรมจะกลายเป็นสิ่งที่ไร้ความหมายหากพระเจ้าไม่ได้ดำรงอยู่
(กฏทางศีลธรรมไม่น่าจะมีฐานะเป็น ‘กฎ’
ได้โดยบังเอิญ
ประสบการณ์ทางศีลธรรมของปัจเจกบุคคลได้ยอมรับการมีอยู่ของพระเจ้านี้ไว้แล้วเป็นพื้นฐานโดยธรรมชาติ
ค้านท์มองว่าสิ่งที่ดีจะต้องเป็นสิ่งที่ดีสูงสุดโดยปราศจากเงื่อนไข
หรือมาจากเจตนาดี
(a good will)
คือการทำตามหน้าที่หรือทำตามคำสั่งเด็ดขาด (categorical
imperative)
ที่มนุษย์ได้มาจากการใช้เหตุผลและเป็นกฎสากล
หลักทางศีลธรรมนี้โยงไปถึงการมีอยู่ของพระเจ้า โดยค้านท์เห็นว่าในการกล่าวถึงความดีสูงสุด
(summum bonum)
อันหมายถึงดีโดยปราศจากเงื่อนไขและเป็นสากลที่เราเข้าถึงด้วยเหตุผลนั้นสัมพันธ์กับความดีสัมบูรณ์
(the complete good)
คือความดีที่เราสามารถตระหนักได้
และต้องประกอบอยู่ในบางสิ่งที่เสริมความดีทางศีลธรรม
สิ่งที่ทำให้เกิดความดีสัมบูรณ์คือ
ความสุขของผู้กระทำทางทางศีลธรรม (the happiness of
the moral agent)
เมื่อความสุขกับหน้าที่มารวมกันทำให้เกิดความดีสูงสุด
ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ความดีสูงสุดนั้นสามารถที่จะบรรลุถึงได้
การตระหนักถึงความดีสัมบูรณ์
สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อหน้าที่และความสุขนั้นรวมกัน ค้านท์เห็นว่าความสุขคือสิ่งที่ดีที่มนุษย์พึงแสวงหา
เขาเชื่อว่าเป้าหมายสูงสุดของชีวิตทางศีลธรรมหรือความดีสูงสุด
คือโลกที่ทุกคนจะมีคุณธรรมและมีความสุข
และเป็นโลกที่ความสุขนั้นอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับคุณธรรม
ค้านท์มองว่าเป็นไปได้ที่มนุษย์สามารถเข้าหาความจริงสูงสุดในฐานะความจำเป็นทางศีลธรรมและทางปฏิบัติ
แต่มนุษย์ไม่อาจเข้าถึงการรวมกันของทั้งหน้าที่และความสุขได้ด้วยความจงใจของตนเองเสมอ
(กล่าวคือ
ถ้าหากมนุษย์เข้าถึงไม่ได้ก็จะกลายเป็นว่าความดีสูงสุดไม่มีอยู่จริง)
ดังนั้น
จะต้องมีผู้กระทำผู้อื่นที่สามารถยอมรับได้ว่าสามารถทำให้เกิดการรวมกันของหน้าที่และความสุขได้
และเป็นผู้สร้างสารัตถะของความดีสัมบูรณ์
สิ่งนั้นคือพระเจ้า พระเจ้าในทัศนะของค้านท์คือ
ผู้ที่ทำให้การกระทำทางศีลธรรมนั้นมีเหตุผลโดยการสร้างเป้าหมายทางศีลธรรมที่สามารถเข้าถึงได้
ถึงแม้ว่าหลักทางศีลธรรมจะมีลักษณะเป็นคำสั่งเด็ดขาดที่มาจากเหตุผลของมนุษย์
แต่ในแง่นี้ค้านท์มองว่า
มีพลังนอกเหนือไปจากมิติทางจริยธรรมของบุคคลในการตระหนักถึงความดีสมบูรณ์
กล่าวคือ พระเจ้าจำเป็นต้องมีอยู่เป็นพื้นฐานรองรับความดี
ข้อเสนอพื้นฐานของค้านท์มี
3 ข้อดังนี้
(1) บุคคลทางศีลธรรมจักต้องแสวงหาความดีสูงสุด คือ
ความดีสัมบูรณ์ ซึ่งเป็นการรวมกันระหว่างหน้าที่และความ
สุข
(2) สิ่งที่บุคคลทางศีลธรรมแสวงหา (คือ
ความดีสูงสุด) ต้องสามารถที่จะเข้าถึงได้
(3)
เป็นไปไม่ได้ที่บุคคลทางศีลธรรมจะเข้าถึงเป้าหมายสูงสุด
หากพิจารณาจากข้อเสนอทั้งสามจะเห็นว่ามีความขัดแย้งกันอยู่คือ
ข้อ
1-2 ถ้าจริง ข้อ 3
จะผิด หรือถ้าข้อ 1, 3 ถูก ข้อ
2 จะผิด แต่ปัญหานี้ค้านท์มองว่าจะแก้ไขได้ด้วยการยอมรับว่าพระเจ้ามีอยู่
จากสมมติฐานที่ว่า
ด้วยการมีพระเจ้าในฐานะผู้กระทำทางศีลธรรมอื่น
การเข้าถึงความจริงสูงสุดจะสามารถเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
ดังนั้นพระเจ้าจึงจำเป็นต้องมีอยู่
ข้อโต้แย้งต่อการอ้างเหตุผลเชิงศีลธรรมของค้านท์คือ
ความดีสูงสุดที่ค้านท์เสนอนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นเป้าหมายทางศีลธรรมที่ต้องแสวงหา
หรือถ้าเป็นเช่นนั้น
ความเป็นไปได้ของการเข้าถึงพระเจ้าต้องการเฉพาะความเป็นไปได้ของการดำรงอยู่ของพระเจ้า
มากกว่าการดำรงอยู่จริงของพระเจ้า
และอาจโต้แย้งได้ว่าการอ้างเหตุผลของค้านท์ยังคงเป็นการอ้างเหตุผลเชิงทฤษฎีมากกว่าที่จะเป็นเชิงปฏิบัติ
นอกจากเหนือจากค้านท์แล้ว
ยังมีนักปรัชญาศาสนาร่วมสมัยหลายคนเสนอการอ้างเหตุผลเชิงศีลธรรม
เช่น โรเบิร์ต อาดัมส์
(Robert Adams 1987)
เสนอการอ้างเหตุผลเชิงศีลธรรมทั้งในแบบทฤษฎีและปฏิบัติ
ในเชิงทฤษฎีอาดัมส์เสนอทฤษฎีคำสั่งของพระเจ้าเรื่องความผิดทางศีลธรรม
กล่าวคือ
ความผิดทางศีลธรรมเป็นเสมือนกับคุณสมบัติซึ่งตรงข้ามกับคำสั่งของพระเจ้าผู้ทรงความรัก
(a loving God) ถ้าไม่มีพระเจ้า
หรือถ้าพระเจ้าดำรงอยู่โดยไม่ได้รักก็จะไม่มีสิ่งใดที่ถูกหรือผิดทางศีลธรรม
ถ้าการกระทำบางอย่างผิด
และความผิดเชิงศีลธรรมมีลักษณะตรงข้ามกับคำสั่งของพระเจ้าผู้ทรงความรัก
ดังนั้นต้องมีพระเจ้าผู้ทรงความรักที่เป็นผู้ออกคำสั่งทางศีลธรรม
ข้อเสนอของอาดัมส์ไม่สามารถที่จะโต้แย้งได้มากนักเนื่องจากอาดัมส์วางพื้นฐานของพระเจ้าอยู่ที่ลักษณะเรื่องความรักของพระเจ้าและทฤษฎีนี้ก็ตั้งอยู่บนเรื่องความถูกและผิดทางศีลธรรม
ไม่ใช่ศีลธรรมทั้งหมด
การอ้างเหตุผลเชิงศีลธรรมมีปัญหาคือ
แม้จะอ้างว่าพระเจ้ามีอยู่ในฐานะที่เป็นที่มาของความดี
ที่มาของกฎศีลธรรมและมีอยู่เพื่อเป็นฐานรองรับหลักศีลธรรม
แต่อย่างไรก็ตามหากพิจารณาในทางปรัชญาจะพบว่า
เราสามารถคิดถึงหลักการทางศีลธรรมได้โดยไม่จำเป็นที่จะต้องขึ้นอยู่กับการมีอยู่ของพระเจ้าเสมอไป
เช่น หลักประโยชน์นิยม หรือหลักศีลธรรมในศาสนาแบบ อเทวนิยม
เช่น พุทธศาสนา
หรือหากแม้นการอ้างเหตุผลเชิงศีลธรรมถูกต้องก็ยังคงเผชิญปัญหาเรื่องความสัมพัทธ์ทางจริยธรรม
(ethical relativism)
กล่าวคือถ้าหากพระเจ้ามีอยู่จริงและเป็นผู้สร้างหลักทางศีลธรรม
เหตุใดหลักทางศีลธรรมจึงมีความแตกต่างหลากหลายอยู่มากและขัดแย้งกันเอง
6. การอ้างเหตุผลแบบอื่นๆ
การอ้างเหตุผลยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้ายังสามารถอ้างเหตุผลได้อีกหลายรูปแบบเช่น
การอ้างเหตุผลเชิงปฏิบัตินิยม (pragmatic argument)
เป็นการอ้างเหตุผลเพื่อยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้าโดยขึ้นอยู่กับผลของความเชื่อในเชิงปฏิบัติของแต่ละบุคคลว่าทำแล้วเกิดผลดีหรือเกิดประโยชน์หรือไม่
นักปรัชญาที่สนับสนุนการอ้างเหตุผลนี้เช่น เบลส ปาสกาล
(Blaise Pascal) โจเซฟ บัตเล่อร์
(Joseph Butler) และวิลเลี่ยม
เจมส์ (William James) นอกจากนี้
ยังมีการอ้างเหตุผลในแบบอื่นๆ เช่น
การอ้างเหตุผลเรื่องการมีอยู่ของความงาม ประสบการณ์ศาสนา
ระดับของความสมบูรณ์
ซึ่งการอ้างเหตุผลเหล่านี้ล้วนมีข้อเสนอและพยายามยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้าโดยมีรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไปอีกมาก
ศากุน ภักดีคำ (ผู้เรียบเรียง)
เรียบเรียงจาก
|
· |
Aston, Willian A. 2006. Teleological Argument
for the Existence of God. In Donald M. Bochert (ed.).
The Encyclopedia of Philosophy.
Second Edition. New York, Vol. 9: 376-382. |
|
· |
Craig, William Lane. 2006. Cosmological Argument
for the Existence of God. In Donald M. Bochert (ed.).
The Encyclopedia of Philosophy.
Second Edition. New York, Vol. 2: 550-556. |
|
· |
Dore, Clement. 2000. Ontological Argument. In
Philip L. Quinn and Charles Taliaferro (eds.).
Blackwell Companion to Philosophy of
Religion. Massachusetts: Blackwell, pp.
323-330. |
|
· |
Evans, C. Stephen. 2000. Moral Argument. In
Philip L. Quinn and Charles Taliaferro (eds.).
Blackwell Companion to Philosophy of
Religion. Massachusetts: Blackwell, pp.
345-351. |
|
· |
Garcia, Laura L. 2000. Teleological and Design
Argument. In Philip L. Quinn and Charles
Taliaferro (eds.). Blackwell Companion to
Philosophy of Religion. Massachusetts:
Blackwell, pp. 338-344. |
|
· |
Hepburn, Ronald W. 2006. Moral Argument for the
Existence of God. In Donald M. Bochert (ed.).
The Encyclopedia of Philosophy.
Second Edition. New York, Vol. 6: 353-360. |
|
· |
Inwagen, Peter Van. 2006. Ontological Argument
for the Existence of God. In Donald M. Bochert (ed.).
The Encyclopedia of Philosophy.
Second Edition. New York, Vol. 7: 15-21. |
|
· |
Palmer, Michael. 2001. The Question of God:
An Introduction and Sourcebook. London &
New York: Routledge. |
|
· |
Plantinga, Alvin. 1998.
Arguments for Existence of God. In Edward Craig
(ed.). Routledge Encyclopedia of
Philosophy [CD-Rom Version 1.0]. London
and New York: Routledge. |
|
· |
Rowe, William L. 2000. Cosmological Argument. In
Philip L. Quinn and Charles Taliaferro (eds.).
Blackwell Companion to Philosophy of Religion.
Massachusetts: Blackwell, pp. 331-337. |
เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม
|
· |
Adams, R. M. 1987. The Virtue of Faith
and Other Essays in Philosophical Theology.
Oxford: Oxford University Press.
(ข้อเสนอของอาดัมส์ในการมองพระเจ้าฐานะผู้รักและการอ้างเหตุผลเชิงศีลธรรม) |
|
· |
Aquinas, T. 1964. Summa
Theologiae. London: Eyre
& Spottiswoode, and New York:
Mcgraw-Hill.
(งานต้นฉบับของการอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยาและงานเขียนของอไควนัสเรื่อง
Five Ways) |
|
· |
Barth, Karl. 1960. Anslem: Fides Quaerens
Intellectum. Ian Robertson (trans.). London and
Richmond, Va.: SCM Press and John Knox Press.
(การอ้างเหตุผลเชิงภววิยาของบาร์ธว่าด้วยเรื่องการแสดงออกของความศรัทธา) |
|
· |
Cahn, Steven M. 2005. Ten Essential Texts
in the Philosophy of Religion. New York
& Oxford: Oxford University Press.
(รวมรวมงานเขียนสำคัญของนักปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับปรัชญาศาสนาในประเด็นต่างๆ
โดยเฉพาะการอ้างเหตุผลยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้า
รวมทั้งบทความที่เกี่ยวข้ององนักปรัชญาศาสนาร่วมสมัยกับประเด็นนั้นๆ) |
|
· |
Copleston, F. 1955. Thomas Aquinas.
London: Search Press.
(ว่าด้วยการแก้ปัญหาเรื่องลำดับเชิงเวลาของสาเหตุของอไควนัส) |
|
· |
Corey M. A. 1993. God and
the New Cosmology.
Lanham: Roman & Littlefield.
(การอ้างเหตุผลเชิงอันตวิทยาของคอเร่ย์) |
|
· |
Craig, William. 1980. The Cosmological Argument
from Plato to Leibniz. London: Macmillan.
(งานรวมประวัติของการอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยา) |
|
· |
Descartes, Rene. 1955.
Meditations. New York:
Dover.
(เกี่ยวกับการอ้างเหตุผลเชิงภววิทยาของเดสการ์ตส์) |
|
· |
Hume, David. 1980.
Dialogue Concerning Natural
Religion. Indianapolis:
Hackett.
(งานเขียนของฮูมเกี่ยวกับศาสนาและการอ้างเหตุผลเพื่อยืนยันความมีอยู่ของพระเจ้าแบบต่างๆ) |
|
· |
Kant, Immanuel. 1992.
Critique of Pure Reason.
Trans and ed. Kemp Smith. London:
Macmillan. (ค้านท์วิจารณ์การอ้างเหตุผลเชิงภววิทยา
จักรวาลวิทยาและอันตวิทยา) |
|
· |
Leibniz, G. 1951.
Monadology (1714). In P.
P. Wiener (ed.). Leibniz
Selections. New York:
Charles Scribner’s Sons.
(ว่าด้วยข้อเสนอของไลบ์นิซเรื่องเหตุผลเพียงพอของการอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยา) |
|
· |
Malcom, Norman. 1960. Anslem’s
Ontological Arguments.
Philosophical Review 69
(1), January: 41-62.
(มาลคอมเสนอการอ้างเหตุผลเชิงภววิทยาโดยแสดงให้เห็นว่ามโนทัศน์เรื่องสัตจำเป็นเข้าใจได้ในบริบททางศาสนา) |
|
· |
Paley, William. 1972.
Natural Theology.
Houston: St Thomas Press.
(งานเขียนเกี่ยวกับการอ้างเหตุผลเชิงอันตวิทยาของพาเล่ย์) |
|
· |
Plantinga, Alvin. 1974.
The Nature of Necessity.
Oxford: Clarendon Press.
(ให้รายละเอียดของการอ้างเหตุผลเชิงภววิทยาในด้านอภิปรัชญาของโลกที่เป็นไปได้
(modality) ) |
|
· |
Swinburne, Richard. 1979.
The Existence of God.
Oxford: Clarendon Press.
(งานเขียนของสวินเบิร์นเกี่ยวกับการอ้างเหตุผลยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้า) |
|
· |
Tennant, F.R. 1930.
Philosophical Theology.
Cambridge: Cambridge University
Press.
(การอ้างเหตุผลอันตวิทยาว่าด้วยโลกดำเนินไปอย่างมีเป้าหมาย) |
คำที่เกี่ยวข้อง
ปัญหาความชั่วร้าย, ศาสนากับญาณวิทยา,
อเทวนิยม
The Problem of Evil, Religion and Epistemology,
Atheism
|