ปรับปรุงแก้ไขล่าสุด: 16/04/54

 

การอ้างเหตุผลยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้า
Arguments for the Existence of God

 

1. ปัญหาเกี่ยวกับพระเจ้า
2. การอ้างเหตุผลเชิงภววิทยา
3. การอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยา
4. การอ้างเหตุผลเชิงอันตวิทยา
5. การอ้างเหตุผลเชิงจริยธรรม
6. การอ้างเหตุผลแบบอื่นๆ

เรียบเรียงจาก
เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม
คำที่เกี่ยวข้อง



1.
ปัญหาเกี่ยวกับพระเจ้า

ศาสนาหลักสำคัญของโลก ได้แก่ ศาสนาคริสต์ อิสลาม และยิว เป็นศาสนาที่นับถือพระเจ้าองค์เดียว และยอมรับว่าพระเจ้าคือความเป็นจริงสูงสุด (the supreme reality) ของจักรวาล ในทางปรัชญาศาสนาและเทววิทยา ปัญหาเกี่ยวกับพระเจ้าอาจแบ่งได้เป็นสองประเด็นหลัก ประการแรกได้แก่ข้อถกเถียงเกี่ยวกับคุณลักษณะของพระเจ้า (attributes of God) นักเทววิทยาอธิบายคุณลักษณะสำคัญต่างๆ ของพระเจ้าไว้ดังนี้ พระเจ้าทรงปรากฏในทุกแห่ง (omnipresent) ทรงเป็นผู้สร้างและผู้พิทักษ์ (creator and sustainer) ทรงเป็นสัพพัญญู (omniscient) ทรงเป็นผู้ทรงพลังอำนาจสมบูรณ์ (omnipotent) ทรงเป็นความดีสมบูรณ์ (perfectly good) และทรงเป็นที่มาของพันธะทางจริยธรรม (a source of moral obligation) ปัญหาที่เกี่ยวข้องคุณลักษณะของพระเจ้าที่ถกเถียงกันมานาน ได้แก่ ปัญหาว่าพระเจ้ามีคุณลักษณะต่างๆ เหล่านี้โดยสมบูรณ์จริงหรือไม่ แต่ละคุณลักษณะมีปัญหาในตัวเองอย่างไรและมีความขัดแย้งกับคุณลักษณะอื่นๆ ของพระเจ้าหรือไม่ เป็นต้น

ประการที่สองคือการอ้างเหตุผลยืนยันความมีอยู่ของพระเจ้า การอ้างเหตุผลยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้าเป็นข้อถกเถียงสำคัญในปรัชญาศาสนา การอ้างเหตุผลดังกล่าวเป็นความพยายามยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้าในฐานะที่เป็นความจริงสูงสุด เป็นที่มาหรือบ่อเกิดของสรรพสิ่งทั้งปวง การอ้างเหตุผลยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้าเป็นข้อถกเถียงที่สามารถสืบย้อนไปได้ถึงอริสโตเติ้ลผู้เสนอว่ามีปฐมกร (the first mover) ในฐานะที่มาของการเคลื่อนไหวของสิ่งต่างๆ ขณะที่ตัวมันเองไม่เคลื่อนไหว นักปรัชญาในยุคกลางทั้งฝ่ายคริสต์ อิสลาม และยิวต่างเสนอข้อถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่น ออกัสติน (Augustine) อัล-กอซาลี (al-Ghazali) แอนเซล์ม (Anselm) ไมโมนิดิส์ (Maimonides) โทมัส อไควนัส (Thomas Aquinas) และจอห์น ดัน สโกตัส (John Dun Scotus) ส่วนนักปรัชญาตะวันตกสมัยใหม่ เช่น เรอเน่ เดส์การต์ส (Rene Descartes) กอตฟรีด ไลบ์นิซ (Gottfried Leibniz) และอิมมานูเอล ค้านต์ (Immanuel Kant) ล้วนเสนอการอ้างเหตุผลเพื่อยืนยันความมีอยู่ของพระเจ้าในรูปแบบต่างๆ การอ้างเหตุผลยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้ายังคงเป็นข้อถกเถียงสำคัญในศตวรรษที่ 20 นักปรัชญาศาสนาร่วมสมัยจำนวนไม่น้อย เช่น อัลวิน แพลนติงกา (Alvin Plantinga) ริชาร์ด สวินเบิร์น (Richard Swinburne) พยายามเสนอการอ้างเหตุผลแบบต่างๆ เพื่อสนับสนุนการมีอยู่ของพระเจ้าให้หนักแน่นและชัดเจนยิ่งขึ้น

การอ้างเหตุยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้า โดยหลักๆ อาจแบ่งได้เป็นสองประเภทคือ การอ้างเหตุผลแบบก่อนประสบการณ์ (a priori argument) หรือการอ้างเหตุผลเชิงมโนทัศน์ (conceptual argument) คือ การอ้างเหตุผลเชิงภววิทยา (ontological argument) กับการอ้างเหตุผลแบบอิงประสบการณ์ ได้แก่ การอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยา (cosmological argument) การอ้างเหตุผลเชิงอันตวิทยา (teleological argument) นอกจากนี้ยังมีการอ้างเหตุผลเฉพาะเรื่องเช่น การอ้างเหตุผลเชิงจริยธรรม (moral argument) รวมไปถึงการอ้างเหตุผลเรื่องการมีอยู่ของความงาม ประสบการณ์ศาสนา เหตุการณ์อัศจรรย์ และปัญหาเรื่องความชั่วร้าย เป็นต้น ในที่นี้เน้นการอ้างเหตุผลยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้าในรูปแบบหลัก 4 แบบอันได้แก่ การอ้างเหตุผลเชิงภววิทยา การอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยา การอ้างเหตุผลเชิงอันตวิทยา และการอ้างเหตุผลเชิงจริยธรรม



2. การอ้างเหตุผลเชิงภววิทยา

การอ้างเหตุผลแบบนี้เป็นการอ้างเหตุผลเชิงมโนทัศน์หรือแบบก่อนประสบการณ์ ซึ่งเห็นว่าการยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้าสามารถกระทำได้โดยไม่ต้องอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์หรือประสบการณ์ แต่อาศัยการวิเคราะห์มโนทัศน์เรื่องพระเจ้าในฐานะสิ่งที่สมบูรณ์สูงสุดเพียงอย่างเดียว ผู้ที่เสนอแนวคิดนี้ได้แก่ แอนเสล์ม (Anselm) จอห์น ดัน สโกตัส (John Dun Scotus) เดส์การ์ต (Descartes) สปิโนซา (Spinoza) และ ไลบ์นิซ (Leibniz) ส่วนนักปรัชญาร่วมสมัยได้แก่ นอร์แมน มัลคอม (Norman Malcom) คาร์ล บาร์ธ (Karl Barth) ชาร์ลส์ ฮาร์ทชอร์น (Charles Hartshorne) เจมส์ รอสส์ (James Ross) และอัลวิน แพลนทิงกา (Alvin Platinga) เป็นต้น

การอ้างเหตุผลเชิงภววิทยาของแอนเซล์มปรากฏใน Proslogium และ Response to Guanilo แอนเซล์มนิยามพระเจ้าว่า “พระเจ้าคือสิ่งซึ่งไม่มีสิ่งใดยิ่งใหญ่กว่าที่จะสามารถคิดถึงได้" (God is something than which nothing greater can be conceived.) คำว่า “ยิ่งใหญ่กว่า” หรือ “ดีกว่า” นี้หมายถึง “สมบูรณ์กว่า” ข้ออ้างนี้นำไปสู่ข้ออ้างตามมาคือ สิ่งซึ่งไม่มีสิ่งใดยิ่งใหญ่กว่าที่จะสามารถคิดถึงได้นี้ อย่างน้อยก็มีอยู่ในจิตของเราในฐานะวัตถุแห่งความคิด แอนเซล์มแย้งพวกปฏิเสธพระเจ้าว่าเราอาจปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้าในความเป็นจริง (เช่น จากการมองไม่เห็นทำให้เราสรุปว่าไม่มีพระเจ้า) แต่เราไม่สามารถปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้าในจิตหรือในความเข้าใจของเราได้ เพราะการปฏิเสธการมีอยู่ของสิ่งต่างๆ ต้องมีสมมติฐานล่วงหน้าว่าสิ่งนั้นมีอยู่ในฐานะความคิด การปฏิเสธพระเจ้าโดยตัวมันเองเท่ากับเป็นการยอมรับว่ามีมโนทัศน์เรื่องพระเจ้าอยู่ในจิตของเรา แอนเซล์มเสนอว่า

(1) สัต (being) ซึ่งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่สามารถคิดถึงได้จะต้องมีอยู่จริงด้วย ไม่ใช่แค่คิดถึงได้อย่างเดียว
(2) สัตที่ดำรงอยู่ในความเป็นจริง ย่อมยิ่งใหญ่กว่าสัตที่สามารถคิดถึงได้อย่างเดียว (เพราะสัตดังกล่าวทั้งคิดถึงได้และมีอยู่)
(3) ดังนั้น สัตที่สามารถคิดถึงได้ซึ่งยิ่งใหญ่ที่สุดคือพระเจ้าย่อมต้องมีอยู่

ใน On Behalf of the Fool กาวนิโล (Gaunilo) โต้แย้งการอ้างเหตุผลของแอนเซล์ม โดยอ้างเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้ากับเกาะสมบูรณ์แบบ (the perfect island) กล่าวคือเห็นว่าถ้าเป็นตามความคิดของแอนเซล์ม การมีความคิดเรื่องเกาะสมบูรณ์แบบซึ่งมีอยู่ในจิต (intentional existence) ย่อมต้องนำไปสู่การที่เกาะนั้นมีอยู่จริง (formal existence) แต่ในความเป็นจริงแล้วการมีอยู่ในจิตหรือการที่เราสามารถคิดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งในจิตได้ ไม่จำเป็นจะต้องนำไปสู่การมีอยู่ในความเป็นจริงของสิ่งนั้น แอนเซล์มโต้แย้งกาวนิโลในประเด็นนี้ว่าการมีอยู่มีสองแบบคือ การดำรงอยู่อย่างมีเงื่อนไข (contingent existence) กับการดำรงอยู่อย่างจำเป็น (necessary existence) สิ่งซึ่งยิ่งใหญ่ที่สุดและสามารถคิดถึงได้ต้องดำรงอยู่จริงและเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคิดได้ว่าไม่ดำรงอยู่ กล่าวคือจำเป็นต้องดำรงอยู่ ดังนั้น มีแต่สิ่งที่ดำรงอยู่อย่างจำเป็นเท่านั้นที่สามารถจะเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดซึ่งสามารถคิดถึงได้ และสิ่งนั้นคือพระเจ้า การอ้างเหตุผลของกาวนิโลนั้นไม่สามารถใช้ได้ เพราะพระเจ้าเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่สามารถคิดถึงได้และมีอยู่อย่างจำเป็น ในขณะที่สัตอื่นๆ เช่น เกาะสมบูรณ์แบบ ดำรงอยู่อย่างมีเงื่อนไขหรือมีเงื่อนไขทั้งสิ้น สำหรับแอนเซล์มจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่พระเจ้าจะไม่มีอยู่

เดส์การ์ตเสนอว่าพระเจ้าคือสัตที่สมบูรณ์สูงสุด ซึ่งต้องมีความสมบูรณ์แบบที่เป็นไปได้ทั้งปวง สิ่งที่ไม่สามารถดำรงอยู่ย่อมสมบูรณ์น้อยกว่า และการดำรงอยู่เป็นคุณสมบัติที่จำเป็นของสัตที่สมบูรณ์ การดำรงอยู่ไม่สามารถแยกจากพระเจ้าได้ ดังนั้น พระเจ้าจำเป็นต้องดำรงอยู่จริง เดส์การ์ตอ้างถึงการมีอยู่ของสามเหลี่ยมซึ่งต้องมีสามด้านและมีมุมรวมกันเท่ากับร้อยแปดสิบองศาอย่างจำเป็น หรือความจำเป็นที่ภูเขาต้องมีหุบเขา ในทำนองเดียวกัน พระเจ้าก็ทรงดำรงอยู่อย่างจำเป็น

ค้านต์โต้แย้งการอ้างเหตุผลของเดส์การ์ตโดยอ้างว่าการดำรงอยู่ไม่ใช่คุณสมบัติ หรือที่ค้านต์กล่าวว่า “การดำรงอยู่ไม่ใช่ภาคแสดง” (Existence is not a predicate.) ในขั้นแรก ค้านต์เสนอว่าในประพจน์ “สัตสมบูรณ์ดำรงอยู่" (A perfect being exists.) แต่ถ้าการดำรงอยู่ไม่ใช่ภาคแสดง ย่อมหมายถึงว่ามันไม่สามารถเป็นคุณสมบัติของคำที่เราอ้างถึง ซึ่งก็คือไม่ใช่คุณสมบัติของ "สัตสมบูรณ์" และถ้าไม่มีคุณสมบัติแห่งการดำรงอยู่ดังกล่าว การอ้างเหตุผลแบบนี้ย่อมไม่สามารถกระทำได้ ในขั้นที่สอง ค้านต์แย้งว่าประพจน์ที่อ้างเรื่องการดำรงอยู่ของพระเจ้ามีลักษณะเป็นประพจน์เชิงสังเคราะห์ (synthetic proposition) มากกว่าจะเป็นประพจน์เชิงวิเคราะห์ (analytic proposition) เพราะการอ้างการมีอยู่ของพระเจ้าโดยตัวมันเอง เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยประสบการณ์และการสังเกตการณ์โลก เราอ้างการมีอยู่ของพระเจ้าแบบก่อนประสบการณ์ในเชิงภววิทยาแบบแอนเซล์มและเดส์การ์ตไม่ได้ เพราะเป็นการขัดแย้งในตัวเอง อย่างไรก็ตาม ค้านต์ได้เสนอการอ้างเหตุผลสนับสนุนการมีอยู่ของพระเจ้าในเชิงจริยธรรม (โปรดดูหัวข้อ การอ้างเหตุผลเชิงจริยธรรม)

นักปรัชญาศาสนาในปัจจุบันที่สนับสนุนการอ้างเหตุผลเชิงภววิทยา เช่น นอร์แมน มัลคอม เสนอว่าแทนที่จะเข้าใจความคิดเรื่อง “สัตจำเป็น" (necessary being) ในฐานะมโนทัศน์ที่ไร้ความหมาย เราควรพิจารณามโนทัศน์นี้ในบริบททางศาสนา จากข้อเสนอของแอนเซล์ม มัลคอมมองว่า มโนทัศน์เรื่อง “สัตจำเป็น” สร้างมาขึ้นเพื่อแสดงว่าพระเจ้าทรงดำรงอยู่ในลักษณะที่สามารถคิดถึงได้อย่างยิ่งใหญ่ที่สุด เพื่อขจัดความเป็นไปได้ของการไม่มีอยู่ (non-existence) ซึ่งเป็นนัยของการดำรงอยู่โดยบังเอิญ มัลคอมเห็นว่าไม่ใช่เรื่องไร้สาระที่จะปฏิเสธความคิดเรื่องพระเจ้าในฐานะของสัตที่มีข้อจำกัด เพราะเป็นไปตามตรรกะของความเชื่อทางศาสนา นั่นคือ หากพระเจ้าทรงมีลักษณะแห่งข้อจำกัด พระเจ้าย่อมทรงไม่อาจเป็นที่ความเคารพสักการะได้ มัลคอมมองว่าการพูดถึงสัตที่มีเงื่อนไข (contingent) และสัตจำเป็น (necessary) มีลักษณะเป็นการใช้ภาษาพูดถึงสิ่งตรงกันข้าม เช่นเดียวกับมโนทัศน์เรื่องการอิงอาศัย (dependence) และมโนทัศน์เรื่องการเป็นอิสระ (independence) ซึ่งมีลักษณะตรงข้ามกัน โดยมโนทัศน์แรกมีฐานะด้อยกว่าอีกมโนทัศน์หนึ่ง สัตที่มีเงื่อนไขนั้นมีข้อจำกัด เพราะการดำรงอยู่ของสัตประเภทนี้จำต้องขึ้นกับสิ่งอื่น ดังนั้น จึงนับว่าด้อยกว่า เมื่อเป็นสิ่งที่ด้อยกว่า ก็จะไม่สามารถที่จะทำให้เกิดสิ่งอื่นได้ มัลคอมเห็นว่านี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้แอนเซล์มเห็นว่าพระเจ้าที่ทรงต้องมีอยู่อย่างเป็นอิสระเหนือสิ่งอื่น พระองค์ทรงต้องเป็นสัตจำเป็น

คาร์ล บาร์ธ (Karl Barth) ตีความการอ้างเหตุผลเชิงภววิทยาว่าเป็นการแสดงออกซึ่งความศรัทธา (an expression of faith) ซึ่งมีสมมติฐานล่วงหน้าอยู้แล้วว่าพระเจ้าทรงมีอยู่ บาร์ธเห็นว่าข้อเสนอของแอนเซล์มใน Proslogium ไม่ได้เป็นการอนุมานการดำรงอยู่ของพระเจ้าจากนิยามดังกล่าว บาร์ธแย้งนักวิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วยกับการอ้างเหตุผลเชิงภววิทยาว่าเป็นการปฏิเสธสมมติฐานล่วงหน้าของข้อยืนยันทางเทววิทยา และตีความผิดว่าเป็นการอนุมานทางปรัชญาแบบก่อนประสบการณ์ บาร์ธยังเสนออีกว่าการนิยามว่าพระเจ้าคือ “สิ่งซึ่งไม่มีสิ่งใดยิ่งใหญ่กว่าที่จะสามารถคิดถึงได้” นั้น ไม่ได้เป็นการแสวงหาข้อยืนยันในเชิงตรรกะอันไม่อาจโต้แย้งได้เพื่อแสดงว่าพระเจ้าทรงมีอยู่ แต่เป็นการบรรยายเชิงเทววิทยาว่า “พระเจ้าคือใคร" (who God is) ซึ่งเป็นการเปิดเผยของพระเจ้าที่มีต่อแอนเซล์มในขณะที่เกิดความเข้าใจถ่องแท้และตระหนักถึงความเป็นไปไม่ได้แห่งศรัทธาที่จะปฏิเสธการมีอยู่ หรือธรรมชาติอันสมบูรณ์ของพระเจ้า อันแสดงออกโดยพระนามดังกล่าว ดังนั้น พระเจ้าจึงทรงมีอยู่แล้วโดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับมนุษย์ ไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับว่ามนุษย์จะได้รับวิวรณ์ในเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าหรือไม่ การเน้นเรื่องศรัทธาของบาร์ธไม่ได้มุ่งรักษาศรัทธาของผู้ที่เชื่อ หรือเพื่อเปลี่ยนความคิดของคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า แต่การมีศรัทธาจะทำให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องเพิ่มขึ้นและช่วยชี้ให้เห็นข้อจำกัดของการมีความเข้าใจโดยปราศจากศรัทธา

ปัญหาสำคัญของการอ้างเหตุผลเชิงภววิทยาคือการอ้างเหตุผลแบบนี้ไม่ได้ตอบคำถามที่ว่าพระเจ้าทรงมีอยู่ในแบบก่อนกระสบการณ์จริงหรือไม่ กล่าวคือ เรายังคงไม่สามารถที่จะยืนยันหรือรู้ได้ว่าข้ออ้างของการอ้างเหตุผลแบบนี้เป็นจริงหรือถูกต้อง การอ้างเหตุผลแบบนี้จึงถูกโต้แย้งจากการอ้างเหตุผลแบบอื่นๆ เช่น การอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยาที่โต้แย้งว่าแม้การอ้างเหตุผลแบบนี้จะเป็นการปรับเปลี่ยนจากการพิจารณานิยามพระเจ้าในแบบของแอนเซล์มไปสู่การแสดงออกซึ่งศรัทธาในพระเจ้าในงานของบาร์ธ แต่การอ้างเหตุผลแบบนั้นยังคงต้องอาศัยความตระหนักถึงธรรมชาติของพระเจ้า ซึ่งไม่มีมนุษย์คนใดที่จะสามารถทำได้ เพราะความรู้ของมนุษย์ได้มาจากผัสสะเท่านั้น ความตระหนักที่ว่าจะเป็นไปได้เฉพาะในกรณีที่พระเจ้าทรงแสดงถึงการมีอยู่ของพระองค์ในลักษณะที่มนุษย์รับรู้ได้ด้วยประสบการณ์ของตน ทั้งนี้การอ้างเหตุผลแบบอื่นๆ มักเป็นแบบหลังประสบการณ์ (a posteriori) ที่พยายามยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้าผ่านประสบการณ์ของมนุษย์



3. การอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยา

การอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยาเป็นการอ้างเหตุผลจากการมีอยู่ของโลกไปสู่การมีอยู่ของพระเจ้า โดยทั่วไปการอ้างเหตุผลแบนี้มีอยู่ 2 ขั้นตอนคือ ขั้นแรกอ้างถึงการมีอยู่ของโลกไปสู่การมีอยู่ของปฐมเหตุ (a first cause) หรือสัตจำเป็น (necessary being) ซึ่งเป็นที่มาของการดำรงอยู่ของโลก และขั้นที่สองเสนอว่าปฐมเหตุดังกล่าวมีคุณสมบัติต่างๆ ที่ตรงกับความคิดเรื่องพระเจ้า การอ้างเหตุผลแบบนี้สามารถสืบย้อนไปได้ถึงแนวคิดเรื่อง "ปฐมกร" ของอริสโตเติ้ลในงานเรื่อง Metaphysics และ Physics และเป็นการอ้างเหตุผลที่มีบทบาทสำคัญในบรรดานักปรัชญาศาสนาและนักเทววิทยาในยุคกลาง นักปรัชญาชาวอาหรับ เช่น อัล-กอซาลี (al-Ghazali) นักเทววิทยายิว เช่น ไมโมนิเดส (Maimonides)  และนักเทววิทยาคริสต์ เช่น อไควนัส (Aquinas) ล้วนแต่ใช้การอ้างเหตุผลยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้าแบบนี้ทั้งสิ้น  งานของอไควนัส คือ Summa Theologiae ได้เสนอการอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยาที่ส่งอิทธิพลต่อนักคิดยุคต่อมา เช่น ไลบ์นิซ (Leibniz) รวมถึงนักปรัชญาศาสนาร่วมสมัย เช่น อี. แอล. มาสคาล (E.L. Mascall) ออสติน  ฟาร์เรอร์  (Austin Farrer)  เฟรดเดอริก โคเพลสตัน (Frederick Copleston) และริชาร์ด เทย์เลอร์ (Richard Taylor) เป็นต้น

การอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยาสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่คือ กลุ่มแรกเป็นการอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยาแบบคาลาม (the Kalam cosmological argument) ของนักคิดฝ่ายอาหรับ เช่น อัล-คินดี และ อัล-กอซาลี การอ้างเหตุผลดังกล่าวมีข้ออ้างคือ

(1) สิ่งใดก็ตามที่เริ่มดำรงอยู่ มีสาเหตุให้ดำรงอยู่โดยสิ่งอื่น

(2) จักรวาลเริ่มดำรงอยู่

(3) ดังนั้น จักรวาลมีสาเหตุให้ดำรงอยู่โดยสิ่งอื่น และสาเหตุของการดำรงอยู่ของจักรวาลคือพระเจ้า

การอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยาแบบคาลามมีเป้าหมายที่จะแสดงว่าจักรวาลนั้นมีการเริ่มต้นที่ขณะใดขณะหนึ่งในอดีต และเนื่องจากทุกสิ่งไม่สามารถที่จะเกิดมาจากความว่างเปล่า ดังนั้น ย่อมต้องมีสาเหตุที่ทำให้สิ่งอื่นๆ เกิดขึ้นมา และสิ่งนั้นก็คือพระเจ้า

แบบที่สองเป็นของโทมัส อไควนัส เรียกว่า “การอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยาแบบโทมิสต์” (Thomist cosmological argument) อไควนัสไม่เห็นด้วยกับการอ้างเหตุผลแบบคาลาม โดยมองว่าเราไม่สามารถที่จะแสดงให้เห็นได้ว่าโลกมีจุดเริ่มต้นในเชิงเวลา ขณะเดียวกันอไควนัสปฏิเสธการสืบสาวสาเหตุถอยไปเป็นลำดับอย่างไม่มีที่สิ้นสุด อไควนัสเห็นว่าพระเจ้าเป็นสาเหตุแรกของการเกิดสิ่งต่างๆ โดยไม่ขึ้นกับเวลา ใน Summa Theologiae  อไควนัสได้เสนอการอ้างเหตุผลยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้าไว้ห้ารูปแบบหรือที่เรียกว่า Five Ways (quinque viae) ได้แก่ การอ้างเหตุผลจากการเคลื่อนไหว (argument from motion) การอ้างเหตุผลจากสาเหตุ (argument from cause) การอ้างเหตุผลจากความเป็นไปได้ (argument from contingency) การอ้างเหตุผลจากความสมบูรณ์แบบ (argument form perfection) และการอ้างเหตุผลจากการออกแบบ (argument from design) โดยสามอย่างแรกจัดเป็นการอ้างเหตุผลแบบจักรวาลวิทยา

สำหรับการอ้างเหตุผลจากการเคลื่อนไหว อไควนัสเริ่มจากข้อเท็จจริงที่ว่าสิ่งต่างๆ ในโลกแห่งประสบการณ์นี้เคลื่อนไหว เขาชี้ต่อไปว่าสิ่งที่เคลื่อนไหวจะเคลื่อนไหวได้ก็ด้วยสิ่งอื่น หรืออีกนัยหนึ่ง มันไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยตัวเอง เหตุผลก็เพราะว่าการเคลื่อนไหวคือการเปลี่ยนจากสภาวะแฝง (potentiality) กลายเป็นสภาวะจริง (actuality) ถ้าสิ่งที่เคลื่อนไหวสามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยตัวเอง ก็แปลว่ามันเป็นสภาวะแฝงและสภาวะจริงในขณะเดียวกัน เพราะว่าถ้าสิ่งนั้นทำให้ตัวเองเคลื่อนไหว ก็หมายความว่ามันอยู่ในสภาวะจริง มิฉะนั้น จะไม่สามารถกำลังกระทำการได้ แต่ในเมื่อสิ่งที่จะถูกทำให้เคลื่อนไหวต้องเริ่มจากสภาวะแฝง ก็หมายความว่าสิ่งนั้นต้องอยู่ในสภาวะแฝงด้วย แต่จริงๆ แล้วไม่มีสิ่งใดที่จะสามารถเป็นทั้งสภาวะแฝงและสภาวะจริงได้ในเวลาเดียวกัน ดังนั้น สิ่งใดๆ ก็ตามที่เคลื่อนไหวได้ต้องถูกทำให้เคลื่อนไหวด้วยสิ่งอื่น  แต่ถ้าเป็นเช่นนี้ สิ่งที่มาเคลื่อนไหวสิ่งอื่นก็ต้องถูกทำให้เคลื่อนไหวโดยสิ่งอื่นอีกทอดหนึ่ง อย่างไรก็ตาม อไควนัสเห็นว่าจะต้องมีจุดเริ่มต้นของความเคลื่อนไหวทั้งมวล มิฉะนั้น ก็จะประสบปัญหาการสืบสาวสาเหตุของความเคลื่อนไหวถอยกลับไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และหากค้นหาสิ่งที่เคลื่อนไหวเป็นอันดับแรกไม่พบ ก็จะหมายความว่าไม่มีสิ่งที่ถูกทำให้เคลื่อนไหวต่อมาจากสิ่งนั้น สิ่งนี้ก็จะหมายความอีกว่าไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ในปัจจุบัน ซึ่งขัดแย้งกับข้อเท็จจริง ดังนั้น จากการมีอยู่ของ สิ่งต่างๆ เคลื่อนไหวที่ถูกทำให้เคลื่อนไหว" (moved movers) เราต้องสรุปว่ามี สิ่งที่ทำให้เคลื่อนไหวโดยตัวเองไม่เคลื่อนไหว" (unmoved mover) ซึ่งก็คือพระเจ้า

ส่วนการอ้างเหตุผลจากสาเหตุ อไควนัสเริ่มจากข้อเท็จจริงที่ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นโดยสัมฤทธิเหตุ (efficient cause) หรือโดยผู้กระทำ (active agent) ย่อมต้องมีสาเหตุ แต่ไม่มีสิ่งใดที่สามารถเป็นสัมฤทธิเหตุของตัวเองได้ มิฉะนั้นจะหมายความว่าสิ่งนั้นมีอยู่ก่อนที่ตัวเองจะเกิดขึ้นมา และเช่นเดียวกัน การสืบสาวหาสาเหตุถอยกลับไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั้นยอมรับไม่ได้ เนื่องจากถ้าไม่มีสาเหตุเริ่มแรกย่อมไม่มีสาเหตุที่เป็นผลต่อเนื่องตามมาและก็จะไม่มีผลลัพธ์ปัจจุบัน ซึ่งขัดแย้งกับประสบการณ์ของเรา ดังนั้น จากการมีอยู่ของ สาเหตุที่มีสาเหตุ" (caused cause) เราต้องสรุปว่ามี สาเหตุแรก" (first cause) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยสาเหตุอื่น และสาเหตุเริ่มแรกนั้นก็คือพระเจ้า การอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยาแบบโทมิสต์ อาจสรุปได้ดังนี้

(1) สิ่งต่างๆ ในธรรมชาติย่อมมีสาเหตุ
(2) ไม่มีอะไรที่เป็นสาเหตุของตัวมันเอง
(3) การสืบสาวหาสัมฤทธิเหตุย้อนกลับไปเป็นลำดับอย่างไม่มีสิ้นสุดเป็นไปไม่ได้
(4) ดังนั้น มีสาเหตุแรกที่ไม่ได้เกิดจากสาเหตุอื่น ซึ่งทุกคนเรียกว่าพระเจ้า

การอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยาแบบที่สามเป็นการอ้างเหตุผลตามแนวทางของไลบ์นิซ (Leibnizian cosmological argument) โดยเขาพัฒนาการอ้างเหตุผลแบบนี้ต่อมาจากอไควนัสอีกทีหนึ่ง ไลบ์นิซตั้งคำถามว่าทำไมจึงมีบางสิ่งแทนที่จะไม่มีอะไรอยู่เลย (Why are there something rather than nothing?) ในความหมายของไลบ์นิซ การมีบางสิ่งอยู่ในจักรวาลไม่ได้เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ ไลบ์นิซเสนอให้ใช้ หลักเหตุผลเพียงพอ" (principle of sufficient reason) ซึ่งมีเนื้อหาว่า "ไม่มีข้อเท็จจริงใดๆ ที่จริงหรือดำรงอยู่ หรือประพจน์ที่จริงใดๆ ที่ไม่อาจหาเหตุผลอันเพียงพอที่จะอธิบายว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น และไม่เป็นเช่นอื่น แม้ว่าเราจะไม่สามารถรู้เหตุผลนี้ได้ในกรณีส่วนใหญ่ก็ตาม" (There can be found no fact that is true or existent, or any true proposition, without there being a sufficient reason for its being so and not otherwise, although we cannot know these reasons in most cases.) เขาเห็นว่าเราไม่อาจค้นพบเหตุผลเพียงพอจากสิ่งเฉพาะทั้งหลายในจักรวาล แต่ต้องมีสัตเหนือโลกอันเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีอยู่เชิงอภิปรัชญา และการไม่มีอยู่ของสิ่งนี้เป็นไปไม่ได้ โดยที่ตัวของสัตนั้นเองจะเป็นเหตุผลเพียงพอสำหรับการมีอยู่ ทั้งของตัวมันเองและของทุกสิ่งที่มีเงื่อนไขหรือสิ่งเฉพาะทั้งหลายด้วย การอ้างเหตุผลของไลบ์นิซสรุปได้ดังนี้ 

(1) ทุกสิ่งที่มีอยู่มีคำอธิบายการมีอยู่ของมัน ไม่ว่าโดยความจำเป็นโดยธรรมชาติของตัวมันเอง หรือโดยสาเหตุจากภายนอก

(2) ถ้าจักรวาลมีคำอธิบายเรื่องการมีอยู่ของมัน คำอธิบายนั้นคือพระเจ้า

(3) จักรวาลมีอยู่

(4) ดังนั้น คำอธิบายเรื่องการมีอยู่ของจักรวาลก็คือพระเจ้า

ในงานเขียนเรื่อง Dialogues Concerning Natural Religion (ค.ศ.1779) Treatise of Human Nature (ค.ศ.1739) An Enquiry Concerning Human Understanding (ค.ศ.1748) เดวิด ฮูม (David Hume) โต้แย้งการอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยา โดยแย้งว่าการที่เราเข้าใจว่าทุกเหตุการณ์ต้องมีสาเหตุนั้นเป็นเพียงการทำงานของจิตที่เชื่อมโยงระหว่างเหตุการณ์ที่มาก่อนกับที่มาทีหลังเข้าด้วยกัน จริงๆ แล้วสิ่งต่างๆ ไม่ได้เชื่อมโยงกันในลักษณะของการเป็นสาเหตุและผลแต่อย่างใด การอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยาถูกโต้แย้งเป็นอย่างมากในปัจจุบันจากทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะทฤษฎีที่เกี่ยวกับกำเนิดจักรวาล เช่น ทฤษฎีบิ๊กแบงซึ่งเป็นเรื่องการขยายตัวออกของจักรวาลเอง และต้องอาศัยคำอธิบายเชิงเวลา จักรวาลในแบบนี้เกิดขึ้นในเวลาและอวกาศด้วยตัวเอง ไม่ได้เกี่ยวกับสาเหตุอื่น นอกจากนี้ ยังมีทฤษฎีต่างๆ เช่น ทฤษฎีจักรวาลยืดหด (oscillating universe) ทฤษฎีจักรวาลขยายออกไร้ระบบ (chaotic inflationary universe) เป็นต้น ทฤษฎีเหล่านี้สามารถอธิบายจักรวาลได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยความคิดเรื่องการมีสาเหตุแบบปฐมกรหรือพระเจ้าแต่อย่างใด


4. การอ้างเหตุผลเชิงอันตวิทยา

การอ้างเหตุผลเชิงอันตวิทยา เรียกอีกอย่างหนึ่งได้ว่า การอ้างเหตุผลจากการออกแบบ (argument from design) การอ้างเหตุผลแบบนี้เป็นแบบหลังประสบการณ์และสัมพันธ์กับการอ้างเหตุผลสองแบบแรก โดยมีข้ออ้างพื้นฐานคือ

(1) โลกแสดงตัวออกมาโดยมีระบบระเบียบที่มีเป้าหมายหรือมีรูปแบบ
(2) ดังนั้น โลกย่อมถูกสร้างโดยผู้ออกแบบที่มีสติปัญญา (an intelligent designer)

การอ้างเหตุผลเชิงอันตวิทยาในยุคแรกๆ ใช้การเปรียบเทียบระหว่างสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นกับโลกธรรมชาติ การอ้างเหตุผลดังกล่าวพัฒนาขึ้นในช่วงเวลาใกล้กับการพัฒนาของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ การอ้างผลที่เป็นที่รู้จักกว้างขวาง คือ การอ้างเหตุผลของวิลเลี่ยม พาเลย์ (William Paley) ใน Natural Theology (1802) นักปรัชญาและนักเทววิทยาชาวอังกฤษ  ในปัจจุบันมีนักปรัชญาศาสนาและนักเทววิทยาหลายคนเสนอการอ้างเหตุผลแบบนี้ เช่น เอฟ. อาร์. เทนแนนท์ (F.R. Tennant) ริชาร์ด สวินเบิร์น (Richard Swinburne) เอ อี เทย์เล่อร์ (A.E. Taylor) ปีเตอร์ เบอร์ตอคชี (Peter Bertocci) อัลวิน แพลนติงกา (Alvin Plantinga) และเอ็ม เอ คอรีย์ (M.A. Corey) เป็นต้น

พาเล่ย์มองว่าจักรวาลและโลกธรรมชาติมีระบบหรือมีรูปแบบ เช่น ความสม่ำเสมอของฤดูกาล การเคลื่อนไหวของดาวเคราะห์ การเจริญเติบโตของพืช ระบบกลไกของร่างกายมนุษย์ ระบบหรือรูปแบบเหล่านี้มีลักษณะคล้ายกับสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น นาฬิกา ซึ่งไม่เพียงแต่มีการทำงานอย่างเป็นระบบที่เหมือนกันเท่านั้น หากแต่ยังมีการกระทำเพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่างเช่นกัน และส่วนประกอบแต่ละส่วนของของระบบกลไกนี้สามารถเคลื่อนไหวอย่างสอดคล้องกับส่วนอื่นๆ ให้บรรลุเป้าหมายได้ เรารู้ว่าสิ่งสร้างต่างๆ เป็นผลของสติปัญญาและการวางแผนของมนุษย์  ผลของสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์นั้นละม้ายคล้ายคลึงกับผลของสิ่งที่เราพบในโลกธรรมชาติ เราจึงสามารถอนุมานได้ว่าสาเหตุที่ก่อให้เกิดผลเหล่านี้มีลักษณะคล้ายกัน  ปรากฏการณ์ต่างๆในโลกธรรมชาติต้องมีผู้มีสติปัญญาเป็นผู้ออกแบบสร้างสรรค์ขึ้นนั่นคือ พระเจ้า การอ้างเหตุผลของพาเลย์เป็นการเปรียบเทียบระหว่างจักรวาลกับสิ่งสร้างของมนุษย์คือนาฬิกา ทั้งโลกธรรมชาติและนาฬิกาต่างเป็นสิ่งที่สร้างที่มีระบบ ดำเนินไปเพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่าง ทั้งสองสิ่งนี้ทำให้เราสามารถคิดได้ว่าต้องมีผู้สร้างที่เป็นสาเหตุให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น ในขณะที่นาฬิกาต้องมีผู้สร้างคือ ช่างทำนาฬิกา โลกธรรมชาติย่อมต้องมีผู้ออกแบบและสร้างขึ้นในลักษณะเดียวกันคือพระเจ้า

การอ้างเหตุผลจากการออกแบบถูกโต้แย้งและลดความน่าเชื่อถือในเวลาต่อมาโดยทฤษฎีของดาร์วิน ซึ่งให้คำอธิบายเรื่องการคัดสรรตามธรรมชาติ (natural selection) ซึ่งอธิบายการปรับเปลี่ยนขององคาพยพของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ว่าขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและปรับเปลี่ยนอวัยวะส่วนต่างๆ ตามหน้าที่การใช้งานซึ่งไม่จำเป็นต้องอ้างถึงผู้มีปัญญาอย่างพระเจ้าในฐานะของผู้ออกแบบโลกธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีการโต้แย้งถึงความแตกต่างระหว่างโลกธรรมชาติกับสิ่งสร้างของมนุษย์อย่างนาฬิกาว่านาฬิกาไม่มีหลักการเปลี่ยนแปลงหรือปรับเปลี่ยนภายในตัวมันเอง ซึ่งต่างจากองคาพยพต่างๆ ในธรรมชาติที่ปรับตัวได้ ในทำนองเดียวกัน เดวิด ฮูม ได้โต้แย้งการอ้างเหตุผลจากการออกแบบว่าสิ่งที่มนุษย์ออกแบบสร้างขึ้นกับโลกธรรมชาติแบบองค์รวมมีความแตกต่างกันในหลายด้านมากกว่าที่จะมีลักษณะเหมือนกัน  

การอ้างเหตุผลเชิงอันตวิทยาในปัจจุบันพยายามหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบระหว่างโลกธรรมชาติกับสิ่งสร้างของมนุษย์ แต่เน้นไปที่การพยายามอธิบายข้อมูลจากประสบการณ์ของมนุษย์ นักปรัชญาศาสนาอ้างว่าสมมติฐานทางเทววิทยาที่ว่ามีผู้สร้างซึ่งทรงสติปัญญานั้น ใช้อธิบายได้ดีกว่าสมมติฐานทางธรรมชาติวิทยาหรือทางวิทยาศาสตร์ เช่น เอฟ. อาร์. เทนแนนท์ เสนอประเด็นเรื่องความเหมาะสมของโลกที่เป็นเสมือนบ้านสำหรับสิ่งมีชีวิต และความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพที่ความหลากหลายจำเป็นต่อการทำให้ชีวิตสามารถเป็นไปได้ กล่าวคือ โลกมีเป้าหมายและดำเนินไปอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้เทนแนนท์ยังเน้นแง่มุมของเป้าหมายทางจริยศาสตร์และสุนทรียศาสตร์ของจักรวาลว่าจักรวาลเป็นพื้นที่อันเหมาะสมแก่การพัฒนาทางจริยธรรมและเปี่ยมไปด้วยความงาม 

ส่วนสวินเบิร์นเน้นเรื่อง ความเป็นระบบระเบียบเชิงเวลา (temporal order)” ของจักรวาลในความหมายที่ว่าจักรวาลสอดคล้องกับกฎทางวิทยาศาสตร์ แต่เนื่องจากวิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดกฎธรรมชาติโดยทั่วไปทั้งหลายจึงดำเนินไปอย่างที่เป็นอยู่  การอธิบายทางเทววิทยาจึงสามารถให้คำตอบที่ดีกว่าได้ กล่าวคือ หากเราไม่ถือว่าความเป็นระบบระเบียบในจักรวาลคือจุดสุดท้ายของคำอธิบายทุกชุด เราก็ต้องตั้งสมมติฐานว่ามีพลังและความรู้อันยิ่งใหญ่ ผู้ซึ่งกระทำอย่างต่ำเนื่องต่อจักรวาล อันเป็นผลให้สรรพวัตถุต่างดำเนินไปตามกฎธรรมชาติ  แต่หากเรายอมรับเสียแล้วว่าจักรวาลอาจถูกสร้างจากผู้มีสติปัญญาได้ เหตุใดเราจะยอมรับไม่ได้ว่าการมีอยู่ของสิ่งสร้างอย่างมนุษย์ ที่ทั้งมีเหตุผลจนสามารถพัฒนาความรู้และพลังอำนาจของตนได้ รวมถึงสามารถสร้างความแตกต่างให้กับสภาพแวดล้อมของตนได้ นั้นเองก็อาจจะเป็นผลผลิตของผู้สร้างที่มีสติปัญญานั้นได้ไม่น้อยไปกว่ากัน ดังนั้นข้อเท็จจริงที่ว่าโลกซึ่งถูกควบคุมโดยกฎที่ทำนายได้ก็จะมีฐานะเป็นหลักฐานสำหรับความมีสติปัญญาของผู้สร้าง ลักษณะของจักรวาลแบบนี้สนับสนุนว่าต้องมีผู้กระทำที่เป็นบุคคลในฐานะสาเหตุและผู้กระทำนี้มีเหตุผลที่จะออกแบบสร้างจักรวาลที่ควบคุมด้วยกฎ (a law-governed universe)

ข้อเสนอของสวินเบิร์นถูกโจมตีโดยนักปรัชญาศาสนาคนอื่น เช่น จอห์น ฮิคที่ไม่เห็นด้วยกับการเทียบเคียงระหว่างเทววิทยากับธรรมชาตินิยมเพราะความรู้ทางธรรมชาตินิยมของเราทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ตีความขึ้น และไม่มีหลักฐานใดที่จะตีความเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ได้ ส่วน เจ. แอล. แมคคี (J.L. Mackie) เห็นว่าการมองว่ามีผู้กระทำที่เป็นบุคคลและเป็นสัตเชิงวิญญาณที่ไม่มีรูปร่าง อยู่เหนือกาลเวลา แต่สามารถกระทำต่อโลกทางวัตถุได้โดยเจตนามันขัดแย้งกับข้อเสนอเรื่องความเรียบง่ายของพระเจ้าที่สวินเบิร์นเสนอเองด้วย 

นอกจากนี้ นักปรัชญาศาสนายังมีการพยายามนำแนวคิดทางวิทยาศาสตร์มาสร้างเป็นฐานสำหรับการอ้างเหตุผลเชิงอันตวิทยาเช่นเดียวกับพาเล่ย์แต่มีความแตกต่างออกไป เช่น ทัศนะของ เอ็ม เอ คอรีย์ (M.A. Corey) โต้แย้งว่า ปัจจัยจำเป็นที่ทำให้ชีวิตเป็นไปได้มีความหลากหลายมากและต่างเป็นอิสระจากกันในเชิงสาเหตุ (คืออยู่เป็นอิสระโดยไม่ขึ้นต่อกัน)  ปัจจัยที่ต่างออกไปจากที่เป็นอยู่แม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้ไม่เกิดสิ่งมีชีวิตใดๆ เลยก็ได้เช่นกัน  ดังนั้นจึงจะต้องมีผู้ที่จงใจสร้างให้ให้สิ่งมีชีวิตนั้นเกิดขึ้น คอรีย์ได้อ้างเหตุผลดังนี้

(1) ปัจจัยแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้ชีวิตเกิดขึ้นได้ ได้เกิดขึ้นพร้อมกันในทางฟิสิกส์ใต้เงื่อนไขปัจจัยต่างๆ ซึ่งเป็นอิสระต่อกันในเชิงสาเหตุนั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยบังเอิญ แต่เกิดขึ้นได้ด้วยผู้ออกแบบที่มีสติปัญญา (intelligent design) เท่านั้น

(2) จักรวาลของเรามีการเกิดขึ้นพร้อมกันอย่างนี้จำนวนมาก

(3) ดังนั้น จักรวาลของเราย่อมถูกออกแบบมาอย่างมีสติปัญญา (โดยผู้สร้างที่มีสติปัญญา)

ทั้งนี้คอรี่ย์ได้กล่าวถึงทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์หลายทฤษฎี เช่น ทฤษฎีบิ๊กแบง ทฤษฎีการก้าวกระโดดทางวิวัฒนาการต่างๆ ว่าไม่มีทฤษฎีใดที่สามารถอธิบายได้น่าพอใจ แต่นักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์หลายคนโต้แย้งว่า การอธิบายของคอรีย์ยังคงมีปัญหา เช่น การเกิดขึ้นของสิ่งต่างๆ ดูเป็นเรื่องของความบังเอิญมากกว่า ถ้าเรานำปัจจัยเรื่องเวลามาพิจารณาด้วย กล่าวคือการที่จักรวาลนั้นเกิดมานานมากแล้ว ทำให้เมื่อระยะเวลายิ่งทอดนานออกไปเท่าไร โอกาสที่ปัจจัยต่างๆ จะประชุมกันได้พร้อมเพรียงด้วยความบังเอิญจนเกิดชีวิตขึ้น ย่อมเป็นไปได้มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย 

การอ้างเหตุผลเชิงอัตวิทยาเป็นการอ้างเหตุผลยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้าที่มีปัญหาหลายประการโดยสรุป คือ ประการแรก แม้ว่าจักรวาลจะประกอบด้วยสิ่งต่างๆ ที่เป็นระบบระเบียบมากมายแต่ไม่จำเป็นต้องมองว่าจักรวาลเป็นสิ่งสร้างเหมือนนาฬิกา แต่สามารถมองเป็นรูปแบบอื่นได้ เช่น เป็นองคาพยพที่มีชีวิต (living organism) ตามทัศนะของฮูม หรือเป็นการคัดสรรตามธรรมชาติแบบดาร์วิน ประการที่สอง เราไม่สามารถที่จะกล่าวได้ว่ามีสาเหตุเดียวที่สร้างสิ่งที่เป็นระบบระเบียบที่เรารู้โดยประสบการณ์ว่าเป็นผู้ออกแบบที่มีสติปัญญา การมีสิ่งที่มีสติปัญญาในธรรมชาติใช่ว่าจะต้องมีสิ่งที่มีสติปัญญาสูงสุดเป็นผู้สร้าง ประการที่สาม ในกรณีที่มีปรากฏการณ์ประหลาดที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยระเบียบทางธรรมชาติ ย่อมหมายถึงว่าจะต้องมีผู้สร้างอื่นที่ประหลาดกว่าผู้สร้างที่มีสติปัญญาเช่นนั้นหรือ แม้เราจะมีประสบการณ์เกี่ยวกับโลกธรรมชาติ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะใช้การเปรียบเทียบเชิงประจักษ์ระหว่างโลกธรรมชาติกับสิ่งสร้างโดยอาศัยประสบการณ์ของเราได้เพราะปรากฏการณ์ต่างๆ ในโลกนั้นเกิดขึ้นโดยไม่ได้สอดคล้องเป็นคู่ขนานกับประสบการณ์ของเราเสมอ การอ้างเหตุผลแบบนี้จึงค่อนข้างมีปัญหามาก
 

5. การอ้างเหตุผลเชิงจริยธรรม

การอ้างเหตุผลเชิงจริยธรรมเป็นข้อถกเถียงแบบหลังประสบการณ์อีกรูปแบบหนึ่ง เป็นข้อถกเถียงที่อาศัยประสบการณ์ทางจริยธรรมของมนุษย์ หลายคนเชื่อว่าการตัดสินทางจริยธรรมของมนุษย์ไม่สามารถที่จะยืนยันได้ หากมิได้ยึดถือไว้ก่อนว่ามีความเป็นจริงสูงสุดอย่างเช่นพระเจ้า การอ้างเหตุผลเชิงจริยธรรมอาจมองได้ในหลายรูปแบบ เช่น กฎจริยธรรมย่อมต้องมีผู้ให้กฎ (lawgiver) ซึ่งผู้ที่ให้กฎย่อมต้องเป็นพระเจ้า หรือการเข้าใจกฎจริยธรรมในฐานะคำสั่ง ย่อมหมายความว่าต้องมีผู้ออกคำสั่งคือพระเจ้า ทั้งหลายนี้ชี้ว่าพระเจ้าทรงเป็นที่มาของจริยธรรมอันสัมบูรณ์ (absolute) คือ เป็นสากล และเป็นภววิสัย (objective) การอ้างเหตุผลแบบนี้อยู่ในรูปแบบดังต่อไปนี้

(1) ถ้ากฎจริยธรรมสัมบูรณ์มีอยู่ พระเจ้าย่อมมีอยู่

(2) กฎจริยธรรมสัมบูรณ์มีอยู่

(3) ดังนั้นพระเจ้าย่อมมีอยู่

การอ้างเหตุผลเชิงจริยธรรมเป็นการอ้างเหตุผลเพื่อยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้าซึ่งเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป เนื่องจากมีลักษณะเด่นสองประการ คือ เป็นการอ้างเหตุผลเชิงปฏิบัติซึ่งอิงกับประสบการณ์ทางจริยธรรมของมนุษย์มากกว่าที่จะเป็นการอ้างเหตุผลเชิงทฤษฎี และการอ้างเหตุผลแบบนี้ยังเป็นการยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้าในลักษณะที่เป็นบุคคลมากกว่าจะเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ เช่น ในฐานะปฐมกร (the prime mover) หรือสัตที่มีอยู่อย่างจำเป็น (necessary being) ในเชิงทฤษฎีทางเทววิทยาและปรัชญา นักปรัชญาที่เสนอการอ้างเหตุผลเชิงจริยธรรมเพื่อยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้ามีสืบย้อนไปได้ถึงสมัยปรัชญากรีก คือ เปลโต (Plato) วิลเลี่ยมแห่งออคคัม (William of Occum) เดส์การ์ต(Descartes) เบิร์คเล่ย์ (Berkley) ค้านต์ (Kant) และนักปรัชญาศาสนาร่วมสมัย เช่น ซี. เอส. ลูวิส (C.S. Lewis) เฮสติง แรชดัล (Hasting Rashdall) ดับเบิลยู. อาร์. ซอร์เล่ย์ (W.R. Sorley) เอ. อี. เทย์เลอร์ (A.E. Taylor) และโรเบิร์ต อาดัมส์ (Robert Adams) เป็นต้น

การอ้างเหตุผลเชิงจริยธรรมที่สำคัญมาจากการอ้างเหตุผลของค้านต์ ใน Critique of Pure Reason (1786) Critique of Judgment (1790) Religion within the Limits of Reason Alone (1792) และ Opus Postumum (1804) ค้านต์ปฏิเสธการอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยาเพราะเห็นว่าไม่มีข้อถกเถียงจากประสบการณ์ใดที่สามารถจะยืนยันการมีอยู่ของสิ่งที่อยู่นอกเหนือประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสของมนุษย์ได้ และประสาทสัมผัสของมนุษย์ก็ไม่สามารถเข้าถึงความเป็นจริงเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่พ้นการรับรู้อย่างพระเจ้าได้ แต่ทั้งนี้ค้านต์ก็ยังยอมรับการมีอยู่ของพระเจ้า โดยอ้างเหตุผลอิงกับประเด็นทางจริยธรรม สำหรับค้านต์แล้ว พระเจ้าไม่ใช่วัตถุของความรู้หากแต่เป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันความแน่นอนทางจริยธรรม (moral certainty) กล่าวคือ เขาเชื่อว่าจริยธรรมจะกลายเป็นสิ่งที่ไร้ความหมายหากพระเจ้าไม่ได้ดำรงอยู่

ค้านเห็นว่าความดีสมบูรณ์ (complete good) ประกอบด้วยคุณธรรมสมบูรณ์ (perfect virtue) พร้อมด้วยความสุขสมบูรณ์ (perfect happiness) อันเป็นรางวัลแก่คุณธรรมนั้น ค้านต์เห็นว่าคุณธรรมควรนำมาซึ่งความสุข มิฉะนั้นจริยธรรมก็จะไม่มีความหมาย อย่างไรก็ตาม ในธรรมชาติ เราไม่อาจแน่ใจได้ว่าคนดีมีคุณธรรมจะประสบกับความสุขเสมอไป ในทางตรงข้าม เราพบได้เสมอว่าผู้มีคุณธรรมประสบความทุกข์ยาก ดังนั้น เพื่อให้จริยธรรมมีความหมาย เหตุผลปฏิบัติจึงคิดสมมุติฐานหนึ่งขึ้นมา นั่นคือ มีสิ่งเหนือธรรมชาติที่มีความรู้ อำนาจและความดีงาม ซึ่งเป็นผู้ทรงคอยช่วยรับประกันว่าผู้ที่เป็นคนดีมีคุณธรรมจะได้รับความสุขเป็นรางวัล สังเกตุได้ว่าการอ้างเหตุผลนี้มิได้มุ่งเสนอว่าพระเจ้าทรงดำรงอยู่จริง หากแต่มุ่งเสนอว่าเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่จะคิดว่าพระเจ้าทรงดำรงอยู่

การอ้างเหตุผลนี้มีข้อโต้แย้งว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นการได้รับความสุขเป็นรางวัลนั้น เป็นเงื่อนไขของการปฏิบัติตนเป็นคนดี ยิ่งไปกว่านั้น มีที่โต้แย้งว่าถ้าเรามัวแต่คาดหวังว่าจะได้รับความสุขเป็นรางวัล เราก็จะมิได้ปฏิบัติตนเป็นคนดีเพื่อความดี แต่ปฏิบัติดังกล่าวเพื่อรางวัล การอ้างเหตุผลเชิงจริยธรรมยังมีอีกปัญหาหนึ่งที่สำคัญคือเราสามารถคิดถึงหลักการทางจริยธรรมได้โดย ไม่จำเป็นต้องอ้างถึงพระเจ้า เช่น หลักประโยชน์นิยม หรือหลักจริยธรรมในศาสนาแบบอเทวนิยม เช่น พุทธศาสนา นอกจากนี้ ยังเผชิญปัญหาเรื่องสัมพัทธ์นิยมเชิงจริยธรรม (ethical relativism) ที่เห็นว่าการตัดสินทางจริยธรรมผันแปรไปตามบุคคลหรือสังคม กล่าวคือ ถ้าหากพระเจ้าทรงมีอยู่จริงและทรงเป็นผู้สร้างหลักทางจริยธรรม เหตุใดหลักทางจริยธรรมจึงมีความแตกต่างหลากหลายอยู่มาก ยิ่งไปกว่านั้น ในหลายกรณี หลักการเหล่านี้ก็ขัดแย้งกันเองด้วย
 

6. การอ้างเหตุผลแบบอื่นๆ

การอ้างเหตุผลยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้ายังสามารถอ้างเหตุผลได้อีกหลายรูปแบบเช่น การอ้างเหตุผลเชิงปฏิบัตินิยม (pragmatic argument) เป็นการอ้างเหตุผลเพื่อยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้า โดยพิจารณาจากผลของความเชื่อของแต่ละบุคคลว่าทำแล้วเกิดผลดีหรือเกิดประโยชน์หรือไม่ นักปรัชญาที่สนับสนุนการอ้างเหตุผลนี้เช่น เบลส ปาสกาล (Blaise Pascal) โจเซฟ บัตเล่อร์ (Joseph Butler) และวิลเลี่ยม เจมส์ (William James)  นอกจากนี้ ยังมีการอ้างเหตุผลในแบบอื่นๆ เช่น การอ้างเหตุผลเรื่องการมีอยู่ของความงาม ประสบการณ์ศาสนา ระดับของความสมบูรณ์ ซึ่งการอ้างเหตุผลเหล่านี้ล้วนมีข้อเสนอและพยายามยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้าโดยมีรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไปอีกมาก

ศากุน  ภักดีคำ (ผู้เรียบเรียง)

เรียบเรียงจาก

·

Aston, Willian A. 2006. Teleological Argument for the Existence of God. In Donald M. Bochert (ed.). The Encyclopedia of Philosophy. Second Edition. New York, Vol. 9: 376-382.

·

Craig, William Lane. 2006. Cosmological Argument for the Existence of God. In Donald M. Bochert (ed.). The Encyclopedia of Philosophy. Second Edition. New York, Vol. 2: 550-556.

·

Dore, Clement. 2000. Ontological Argument. In Philip L. Quinn and Charles Taliaferro (eds.). Blackwell Companion to Philosophy of Religion. Massachusetts: Blackwell, pp. 323-330.

·

Evans, C. Stephen. 2000. Moral Argument. In Philip L. Quinn and Charles Taliaferro (eds.). Blackwell Companion to Philosophy of Religion. Massachusetts: Blackwell, pp. 345-351.

·

Garcia, Laura L. 2000. Teleological and Design Argument. In Philip L. Quinn and Charles Taliaferro (eds.). Blackwell Companion to Philosophy of Religion. Massachusetts: Blackwell, pp. 338-344.

·

Hepburn, Ronald W. 2006. Moral Argument for the Existence of God. In Donald M. Bochert (ed.). The Encyclopedia of Philosophy. Second Edition. New York, Vol. 6: 353-360.

·

Inwagen, Peter Van. 2006. Ontological Argument for the Existence of God. In Donald M. Bochert (ed.). The Encyclopedia of Philosophy. Second Edition. New York, Vol. 7: 15-21.

·

Palmer, Michael. 2001. The Question of God: An Introduction and Sourcebook. London & New York: Routledge.

·

Plantinga, Alvin. 1998. Arguments for Existence of God. In Edward Craig (ed.). Routledge Encyclopedia of Philosophy [CD-Rom Version 1.0]. London and New York: Routledge.

·

Rowe, William L. 2000. Cosmological Argument. In Philip L. Quinn and Charles Taliaferro (eds.). Blackwell Companion to Philosophy of Religion. Massachusetts: Blackwell, pp. 331-337.


เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม

·

Adams, R. M. 1987.  The Virtue of Faith and Other Essays in Philosophical Theology. Oxford: Oxford University Press. (ข้อเสนอของอาดัมส์ในการมองพระเจ้าฐานะผู้รักและการอ้างเหตุผลเชิงศีลธรรม)

·

Aquinas, T. 1964. Summa Theologiae. London: Eyre & Spottiswoode, and New York: Mcgraw-Hill. (งานต้นฉบับของการอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยาและงานเขียนของอไควนัสเรื่อง Five Ways)

·

Barth, Karl. 1960. Anslem: Fides Quaerens Intellectum. Ian Robertson (trans.). London and Richmond, Va.: SCM Press and John Knox Press. (การอ้างเหตุผลเชิงภววิยาของบาร์ธว่าด้วยเรื่องการแสดงออกของความศรัทธา)

·

Cahn, Steven M. 2005. Ten Essential Texts in the Philosophy of Religion. New York & Oxford: Oxford University Press. (รวมรวมงานเขียนสำคัญของนักปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับปรัชญาศาสนาในประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะการอ้างเหตุผลยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้า รวมทั้งบทความที่เกี่ยวข้ององนักปรัชญาศาสนาร่วมสมัยกับประเด็นนั้นๆ)

·

Copleston, F. 1955. Thomas Aquinas. London: Search Press. (ว่าด้วยการแก้ปัญหาเรื่องลำดับเชิงเวลาของสาเหตุของอไควนัส)

·

Corey M. A. 1993. God and the New Cosmology. Lanham: Roman & Littlefield. (การอ้างเหตุผลเชิงอันตวิทยาของคอเร่ย์)

·

Craig, William. 1980. The Cosmological Argument from Plato to Leibniz. London: Macmillan. (งานรวมประวัติของการอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยา)

·

Descartes, Rene. 1955. Meditations. New York: Dover. (เกี่ยวกับการอ้างเหตุผลเชิงภววิทยาของเดสการ์ตส์)
· Hume, David. 1980. Dialogue Concerning Natural Religion. Indianapolis: Hackett. (งานเขียนของฮูมเกี่ยวกับศาสนาและการอ้างเหตุผลเพื่อยืนยันความมีอยู่ของพระเจ้าแบบต่างๆ)
· Kant, Immanuel. 1992. Critique of Pure Reason. Trans and ed. Kemp Smith. London: Macmillan. (ค้านท์วิจารณ์การอ้างเหตุผลเชิงภววิทยา จักรวาลวิทยาและอันตวิทยา)
· Leibniz, G. 1951. Monadology (1714). In P. P. Wiener (ed.). Leibniz Selections. New York: Charles Scribner’s Sons. (ว่าด้วยข้อเสนอของไลบ์นิซเรื่องเหตุผลเพียงพอของการอ้างเหตุผลเชิงจักรวาลวิทยา)
· Malcom, Norman. 1960. Anslem’s Ontological Arguments. Philosophical Review 69 (1), January: 41-62. (มาลคอมเสนอการอ้างเหตุผลเชิงภววิทยาโดยแสดงให้เห็นว่ามโนทัศน์เรื่องสัตจำเป็นเข้าใจได้ในบริบททางศาสนา)
· Paley, William. 1972. Natural Theology.  Houston: St Thomas Press. (งานเขียนเกี่ยวกับการอ้างเหตุผลเชิงอันตวิทยาของพาเล่ย์)
· Plantinga, Alvin. 1974. The Nature of Necessity. Oxford: Clarendon Press. (ให้รายละเอียดของการอ้างเหตุผลเชิงภววิทยาในด้านอภิปรัชญาของโลกที่เป็นไปได้ (modality) )
· Swinburne, Richard. 1979. The Existence of God. Oxford: Clarendon Press. (งานเขียนของสวินเบิร์นเกี่ยวกับการอ้างเหตุผลยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้า)
· Tennant, F.R. 1930. Philosophical Theology. Cambridge: Cambridge University Press. (การอ้างเหตุผลอันตวิทยาว่าด้วยโลกดำเนินไปอย่างมีเป้าหมาย)


คำที่เกี่ยวข้อง

ญาณวิทยาศาสนา / ปัญหาความชั่วร้าย / อเทวนิยม
Epistemology of Religion / Problem of Evil / Atheism


 

หน้าแรก | เกี่ยวกับเรา | เชื่อมโยง | ติดต่อเรา


 


สารานุกรมปรัชญาออนไลน์ฉบับสังเขป
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สนับสนุนโครงการ