|
1. บทนำ
มโนทัศน์เรื่องการเป็นสาเหตุ (causation)
หรือการพยายามเข้าใจธรรมชาติและความสัมพันธ์ของสิ่งที่เรียกว่า
‘สาเหตุ’ (cause)
และ ‘ผล’
(effect)
ของปรากฏการณ์ทั้งทางกายภาพ ทางสังคม และทางจิตใจนั้น
เป็นสิ่งที่อยู่ในความสนใจของนักปรัชญา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักอภิปรัชญา
มาเป็นเวลาช้านานนับตั้งแต่สมัยกรีกแล้ว
ดังที่นักญาณวิทยาได้เสนอทฤษฎีว่าด้วยความรู้(knowledge),
ทฤษฎีว่าด้วยการรับรู้
(perception),
และ ว่าด้วยความทรงจำ (memory)
ที่อาศัยความเข้าใจเรื่องสาเหตุเป็นพื้นฐานหลายทฤษฎี
หรือนักปรัชญาวิทยาศาสตร์ก็สนใจเรื่องการเป็นสาเหตุนี้โดยโยงเข้ากับเรื่องของการอธิบาย
(explanation)
ปรากฏการณ์หรือเหตุการณ์
ส่วนนักปรัชญาภาษาบางคนคิดว่าการเข้าใจเรื่องความหมายของคำ
(meaning)
ต้องนำเอาความเข้าใจเรื่องการเป็นสาเหตุมาใช้อธิบาย
อีกทั้งนักปรัชญาจิตก็พูดถึงเรื่องการเป็นสาเหตุทางจิต (mental
causation)
นักปรัชญาประวัติศาสตร์สนใจการเป็นสาเหตุระหว่างเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์
รวมถึงนักปรัชญากฎหมายก็อาจจะต้องสนใจเรื่องสาเหตุที่เกี่ยวเนื่องด้วยผลของการกระทำและความรับผิดชอบของผู้ที่ทำให้เกิดผลดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม
การที่มโนทัศน์เรื่องการเป็นสาเหตุได้รับความสนใจมากในหมู่นักปรัชญานั้น
อาจเป็นเพราะเราก็พบเห็นด้วยว่าการพูดถึงเรื่องของสาเหตุและผลนั้น
มีอยู่ในการพูดจาประจำวันของคนทั่วไปอย่างเป็นปกติ
ตั้งแต่ที่ว่าเสียงของนาฬิกาปลุก ทำให้
เราตื่นนอนขึ้นมา
จนกระทั่งการที่ร่างกายต้องการการพักผ่อนนั้นเป็นเหตุให้เราง่วงนอน
การสร้างความชัดเจนให้กับการพูดจาธรรมดาเกี่ยวกับเรื่องการเป็นสาเหตุในด้านต่างๆเหล่านี้จึงเป็นบทบาทที่นักปรัชญาสาขาต่างๆสนใจเข้าไปมีส่วนร่วม
ดังปรากฏอย่างชัดเจนในวงการปรัชญาปัจจุบัน
หัวข้อสารานุกรมนี้มีจุดประสงค์ในการให้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเป็นสาเหตุอย่างที่ได้รับการอภิปรายกันอยู่ในวงการปรัชญาอย่างกว้างๆ
โดยจะเริ่มต้นด้วยการพูดถึงความเข้าใจเรื่องการเป็นสาเหตุของปรัชญาสมัยโบราณอันมีแนวคิดเรื่องสาเหตุ
4 ประเภทของอริสโตเติลเป็นหลัก
ต่อไปจะกล่าวถึงแนวคิดเรื่องการเป็นสาเหตุของเดวิด ฮูม
ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการถกเถียงเรื่องการเป็นสาเหตุในประวัติปรัชญา
โดยเป็นแนวคิดที่ให้กรอบการสนทนาเรื่องการเป็นสาเหตุในช่วงเวลาต่อมาเกือบจะทั้งหมด
รวมทั้งจะได้กล่าวถึงความเข้าใจเรื่องสาเหตุที่มีลักษณะเฉพาะตัวแบบที่คานต์และมิลล์เสนอไว้อย่างสังเขป
หลังจากนั้นจะได้กล่าวถึงทฤษฎีว่าด้วยการเป็นสาเหตุทฤษฎีสำคัญๆ
ที่มีในปัจจุบัน ทั้งที่ได้รับอิทธิพลจากความเข้าใจแบบฮูม
และที่พยายามจะออกจากกรอบความเข้าใจดังกล่าว
2. แนวคิดเรื่องสาเหตุของอริสโตเติล
อริสโตเติล (Aristotle)
ได้แยกประเภทของสาเหตุออกเป็น 4
อย่าง
เขาเรียกสิ่งที่เป็นตัวทำให้การเปลี่ยนแปลงอันหนึ่งเกิดขึ้นว่า
‘efficient cause’ หรือ ‘สาเหตุด้านการออกแรง’
เรียกเป้าหมายหรือจุดประสงค์ของการเปลี่ยนแปลงอันหนึ่งว่า
‘final cause’ หรือ ‘สาเหตุด้านเป้าหมายสุดท้าย’
เรียกสิ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นเองว่า
‘material cause’ หรือ ‘สาเหตุด้านวัตถุปัจจัย’
และเรียกรูปลักษณะที่การเปลี่ยนแปลงหนึ่งได้ดำเนินไปตามรูปลักษณะดังกล่าวว่า
‘formal cause’ หรือ ‘สาเหตุด้านรูปแบบ’
เราสามารถเข้าใจการแยกแยะดังกล่าวได้ชัดเจนขึ้นตามตัวอย่างที่อริสโตเติลเองได้ให้ไว้เกี่ยวกับการเกิดขึ้นของรูปสลักรูปหนึ่ง
ในกรณีดังกล่าวนายช่างผู้สลักรูปสลักดังกล่าวขึ้น
ถือเป็นสาเหตุด้านการออกแรงของรูปสลัก
ก้อนหินอ่อนที่นายช่างออกแรงแกะสลักลงไปถือเป็นสาเหตุด้านวัตถุปัจจัย
ถ้าหากนายช่างผู้นั้นสลักรูปสลักนั้นขึ้นเนื่องจากมีความปรารถนาอยากจะครอบครองงานศิลปะที่สวยงามชิ้นหนึ่งไว้
ความปรารถนานั้นก็จะถือเป็นสาเหตุด้านเป้าหมายสุดท้ายของรูปสลักดังกล่าว
ด้วยเหตุนั้นนายช่างจึงสลักหินอ่อนก้อนนั้นขึ้นตามรูปลักษณะที่เขามุ่งหวัง
ซึ่งก็คือรูปลักษณะอย่างที่ถูกสลักออกมา
และรูปลักษณะดังกล่าวนั้นเองก็คือสาเหตุด้านรูปแบบของตัวรูปสลัก
สำหรับอริสโตเติลแล้ว
‘สาเหตุ’
ชนิดที่สำคัญที่สุดที่จะเป็นตัวอธิบายธรรมชาติของรูปสลักดังกล่าวก็คือ
‘สาเหตุด้านเป้าหมายสุดท้าย’
สาเหตุด้านอื่นๆจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการที่รูปสลักรูปนั้นมีเป้าหมายสุดท้าย
และเป้าหมายสุดท้ายนี้เองที่จะคอยบอกเราว่าสาเหตุด้านอื่นๆจะต้องเกิดขึ้นในลักษณะใดบ้างเพื่อทำให้รูปสลักดังกล่าวเปลี่ยนแปลงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสุดท้ายนั้นได้
อริสโตเติ้ลเชื่อว่าธรรมชาติที่แท้จริงของทุกสิ่งนั้นจะสามารถเป็นที่เข้าใจได้อย่างเหมาะสม
ก็ต่อเมื่อเราเข้าใจเป้าหมายสุดท้ายและการเปลี่ยนแปลงไปสู่เป้าหมายนั้น
จุดยืนทางปรัชญาที่มีลักษณะเฉพาะตัวดังกล่าวของอริสโตเติลจึงถูกเรียกว่า
‘อันตวิทยา’ (Teleology)
โดยที่คำว่า ‘อันต’
หรือ ‘telos’ (ในภาษากรีก)
นั้นแปลว่า ‘จุดหมาย’
หรือ ‘end’
แนวคิดของอริสโตเติลดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการประสานแนวคิดว่าด้วยการเป็นสาเหตุหลายแนวทางที่ถกเถียงกันอยู่ก่อนหน้าสมัยของเขาเข้าด้วยกัน
อริสโตเติลมองว่าแนวทางเหล่านั้นเลือกเน้นเข้าใจการเป็นสาเหตุไปในแบบใดแบบหนึ่งมากเกินไปจนละเลยความเข้าใจแบบอื่น
นักปรัชญากรีกที่เสนอคำตอบเรื่องปฐมธาตุหรือธรรมชาติพื้นฐานที่แท้จริงของโลกนั้นเน้นเข้าใจการเป็นสาเหตุในแบบวัตถุปัจจัย
ส่วนแนวคิดของเอมพิโดคลีส (Empedocles)
เรื่องแรงสองแบบ คือ ‘ความรัก’
และ ‘การต่อสู้ดิ้นรน’
ที่คอยเคลื่อนไหวสิ่งต่างๆ
นั้นก็อาจจะเป็นต้นเค้าของแนวคิดเรื่องสาเหตุด้านการออกแรงของอริสโตเติล
และการที่เพลโตพูดราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเข้าใจได้อย่างแท้จริงถ้าเราเข้าใจ
‘แบบ’ (form)
ของมัน
(ซึ่งตามวิธีพูดของอริสโตเติลแล้วก็คือสาเหตุด้านรูปแบบนั่นเอง)
ก็เป็นสิ่งที่อริสโตเติลวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นแนวคิดที่มีความคับแคบ
(Taylor, 1963: 56)
อย่างไรก็ดี
ในปัจจุบันนี้ความเข้าใจเรื่องสาเหตุด้านวัตถุปัจจัยและด้านรูปแบบนั้นถือเป็นแนวคิดที่เกือบจะไม่มีใครยึดถืออีกแล้ว
กล่าวคือ
ฟิสิกส์สมัยใหม่ได้ปฏิเสธความเข้าใจสาเหตุในแบบที่อิงกับเป้าหมายสุดท้ายไปนานแล้ว
แต่สาขาวิชาที่ยังพอมีอิทธิพลของแนวคิดเรื่องสาเหตุด้านเป้าหมายสุดท้ายอยู่พอสมควรก็คือจิตวิทยา
ดังการพยายามจะหาคำอธิบายเกี่ยวกับการเกิดพฤติกรรมต่างๆของบุคคล
(แต่นักจิตวิทยาก็ไม่ได้เห็นพ้องในแบบดังกล่าวกันทุกคน)
ถ้าจะถามว่าความเข้าใจการเป็นสาเหตุแบบอริสโตเติลแบบใดที่พอจะมีจุดร่วมกับการถกเถียงเรื่องการเป็นสาเหตุที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบันนี้ได้
ก็ต้องตอบว่าคือการเป็นสาเหตุด้านการออกแรง (efficient cause)
นั่นเอง
และถ้าเราจะใช้ถ้อยคำของอริสโตเติลมาใช้ในการพูดถึงความสนใจต่อมโนทัศน์
‘การเป็นสาเหตุ’
ที่ดำเนินอยู่ในวงการปรัชญาปัจจุบัน
เราก็อาจกล่าวได้ว่าคำถามเกี่ยวกับการเป็นสาเหตุที่นักปรัชญาในปัจจุบันมุ่งแสวงหาคำตอบก็คือคำถามที่ว่า
เราควรเข้าใจ
‘สาเหตุ’
ในความหมายแบบ
‘efficient cause’ นั้นอย่างไรดี
3. แนวคิดเรื่องการเป็นสาเหตุของเดวิด ฮูม
ในหนังสือของเดวิด ฮูม
(David Hume) ชื่อ An
Enquiry concerning Human Understanding
(1748), section VII เขาได้นิยาม
‘สาเหตุ’
เอาไว้ว่าหมายถึง
วัตถุหนึ่งซึ่งถูกตามมาด้วยอีกวัตถุหนึ่ง
และในทุกกรณีที่วัตถุทั้งหลายที่เหมือนกันกับ
(similar to)
วัตถุแรกนั้นถูกตามมาด้วยวัตถุทั้งหลายที่เหมือนกันกับวัตถุหลัง
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า
ถ้าวัตถุแรกนั้นไม่มีอยู่
วัตถุที่สองนั้นก็จะไม่มีอยู่ไปด้วย
คำนิยามดังกล่าวนี้ดูเหมือนว่าจะเข้าใจความเป็นสาเหตุในสองลักษณะด้วยกัน
คือ
ส่วนแรกจะเข้าใจว่าความเป็นสาเหตุเป็นเพียงชุดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆในลักษณะเดียวกัน
และเราอาจจะพิจารณาได้ว่าฮูมกำลังเสนอทฤษฎีของความเป็นสาเหตุที่มีสาระสำคัญอยู่ที่การเกิดขึ้นถัดจากกันอย่างสม่ำเสมอ
(regular succession)
เราจะเรียกความคิดแบบนี้ว่าทฤษฎีความเป็นสาเหตุเชิงการเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
(regularity theory of causation)
ส่วนหลังของคำนิยามดังกล่าวเข้าใจความเป็นสาเหตุว่าอยู่ในรูปของความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุที่เป็นความสัมพันธ์เชิงเงื่อนไข
(conditional) ในบางลักษณะ
ที่เรียกกันว่าเงื่อนไขที่ตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริง
(counterfactual conditional)
ซึ่งเป็นข้อความที่อยู่ในรูปแบบที่ว่า “ถ้า
ข. (ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้ว
ข.คือข้อความที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง)
จริงแล้ว ค.
ก็จะจริงด้วย (และเช่นเดียวกัน
จริงๆแล้ว ค.
ก็ไม่ได้เกิดขึ้น)” [เขียนเป็นภาษาอังกฤษได้ในรูปแบบที่ว่า
“If…had…, then…would have…” ]
นั่นหมายความว่า
เราอาจจะพิจารณาได้เช่นกันว่าฮูมกำลังเสนอทฤษฎีของความเป็นสาเหตุในอีกลักษณะหนึ่งไว้ในคำนิยามดังกล่าวด้วย
ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าทฤษฎีความเป็นสาเหตุเชิงเงื่อนไขที่ตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริง
(counterfactual theory of causation)
เราไม่อาจจะแน่ใจได้ว่าฮูมนั้นคิดอย่างไรแน่เกี่ยวกับความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันของทฤษฎีในสองลักษณะดังกล่าว
ข้อความส่วนที่อยู่ก่อนหน้าวลี
‘กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า’
ในคำนิยามข้างต้นนั้น
ไม่ได้มีความหมายที่ตรงกันเสียทีเดียวกับข้อความหลังวลีดังกล่าว
แต่เราก็สามารถจะเข้าใจได้ว่าการเกิดขึ้นถัดจากกันอย่างสม่ำเสมออาจจะมีฐานะเป็นฐานส่วนหนึ่งให้กับความจริงของข้อความเชิงเงื่อนไขในลักษณะดังกล่าวก็ได้
และเราจะอาศัยการเข้าใจความเป็นสาเหตุในสองลักษณะนี้เป็นจุดตั้งต้นในการสำรวจปัญหาต่างๆของทฤษฎีว่าด้วยความเป็นสาเหตุที่ได้รับอิทธิพลจากฮูมสองแบบ
ซึ่งจะได้พิจารณาในส่วนต่อๆ ไป
อย่างไรก็ตาม
ความเข้าใจการเป็นสาเหตุทั้งสองลักษณะข้างต้นดูเหมือนจะถูกเชื่อมโยงไว้ด้วยความเข้าใจลักษณะหนึ่ง
คือการเข้าใจว่ามีความสัมพันธ์ที่แสดงถึงความจำเป็นบางอย่างระหว่างสิ่งที่ถือว่าเป็น
‘เหตุ’
กับสิ่งที่ถือว่าเป็น ‘ผล’
ฮูมได้กล่าวไว้ในงานเขียนชิ้นสำคัญอีกชิ้นหนึ่งของเขาว่า
ตามคำนิยามของข้าพเจ้า ความจำเป็น
(necessity) เป็นส่วนประกอบสำคัญอันหนึ่ง
(an essential part)
ของความเป็นสาเหตุ (Hume,
1739: 407)
และเขายังได้ท้าทายนักปรัชญาคนอื่นให้หาคำจำกัดความของ
‘สาเหตุ’ ที่ไม่มี
การเชื่อมโยงกันอย่างจำเป็น (necessary
connexion) เป็นส่วนหนึ่งของคำจำกัดความ
แต่ในที่สุดแล้วฮูมกลับเสนอการวิเคราะห์ว่า ‘ความจำเป็น’
ซึ่งเราคิดกันว่ามีอยู่ในการเป็นสาเหตุนั้น
หาได้มีอยู่จริงภายนอกจิตใจของเราไม่
หากแต่เป็นผลผลิตของการทำงานบางอย่างภายในจิตใจของเราเท่านั้น
ตัวอย่างที่ฮูมยกขึ้นมาเพื่อทำให้เราเห็นภาพดังกล่าวชัดขึ้นก็คือตัวอย่างเรื่องการชนกันของลูกบิลเลียดบนโต๊ะ
ในเหตุการณ์ที่ลูกบิลเลียดลูกที่หนึ่งเคลื่อนมาชนลูกที่สองและลูกที่สองเคลื่อนที่จากออกไปนั้น
คนโดยทั่วไปจะเข้าใจเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเกี่ยวกับความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ
กล่าวคือ
การเคลื่อนที่เข้าชนของลูกบิลเลียดลูกหนึ่งเป็นสาเหตุให้ลูกบิลเลียดอีกลูกเคลื่อนที่ออกไป
ฮูมคิดว่าความสัมพันธ์ในเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ความสัมพันธ์เชิงตรรกะ
(logical)
หมายความว่าการเคลื่อนที่ออกไปของลูกบิลเลียดลูกหนึ่งไม่ได้เป็นข้อสรุปของการที่ลูกบิลเลียดอีกลูกหนึ่งเคลื่อนที่เข้ามาประชิด
เนื่องจากเราสามารถที่จะนึกถึงผลลัพธ์ได้อีกหลายทางโดยไม่เกิดความขัดแย้งในทางตรรกะใดๆ
นอกจากนั้นความสัมพันธ์ดังกล่าวยังไม่ใช่ความสัมพันธ์ทางกายภาพที่เกิดจากพลังผลักดัน
(power)
หรือความสัมพันธ์ที่มีลักษณะจำเป็น (necessary
relation)
อื่นใดนอกเหนือไปจากความสัมพันธ์ในเชิงข้อเท็จจริง (factual
relation) 3
ลักษณะที่เราสามารถสังเกตได้ในกรณีดังกล่าว คือ 1.
การเกิดขึ้นร่วมกันอย่างคงที่ (constant
conjunction)
ระหว่างเหตุการณ์ซึ่งเป็นองค์ประกอบของการเคลื่อนที่เข้าชน
(คือ ระหว่างการเคลื่อนที่เข้ามาประชิด
กับการเคลื่อนที่จากออกไป) 2.
ความใกล้ชิดติดเนื่องทางตำแหน่งและเวลา (spatiotemporal
contiguity) ระหว่างเหตุการณ์ย่อยดังกล่าว
และ 3. ลำดับก่อนหลัง (temporal priority)
ของเหตุการณ์ย่อยเหล่านั้น
ความคงที่ของความสัมพันธ์ในทางข้อเท็จจริงดังกล่าวจะส่งอิทธิพลบางอย่างต่อจิตใจของเรา
ถ้าหากเราสังเกตและรับรู้รูปแบบของการเกิดขึ้นของเหตุการณ์ดังกล่าวบ่อยๆ
เราก็มีแนวโน้มที่จะคาดหวังว่ารูปแบบดังกล่าวจะเกิดขึ้นซ้ำอีก
ฮูมเห็นว่านี่เป็น
‘นิสัย’
ของมนุษย์โดยปกติ กล่าวคือ
ความเป็นสาเหตุเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา
ผ่านมโนภาพต่างๆ ที่ถูกนำมาเชื่อมโยงเข้าหากัน (association
of ideas) ตามแนวคิดแบบประจักษ์นิยม (empiricism)
ของเขา
หรือเหมือนกับตัวอย่างเรื่องสุนัขที่ถูกวางเงื่อนไขให้น้ำลายไหลด้วยการสั่นกระดิ่งในการทดลองทางจิตวิทยาอันเลื่องชื่อของปาฟลอฟ
(I. P. Pavlov)
ข้อสรุปของฮูมที่ว่าในโลกภายนอกจิตใจของเรานั้นไม่มี
‘ความเป็นสาเหตุ’
ใดๆให้เราสังเกตทราบได้เป็นข้อสรุปที่ฟังดูแปลกมาก
และดูเหมือนจะไม่มีใครในปัจจุบันนี้ที่เดินตามข้อสรุปดังกล่าวของเขา
จะมีใครเล่าที่เชื่อว่าลักษณะการไหลของแม่น้ำโคโลราโดนับร้อยล้านปีที่ผ่านมาไม่ได้เป็นสาเหตุอะไรเลยของภูมิลักษณ์ของแกรนด์แคนย่อนในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม
คุณูปการที่ฮูมมอบให้แก่วงการปรัชญาก็คือลักษณะหรือทิศทางในการวิเคราะห์มโนทัศน์
‘การเป็นสาเหตุ’
ที่ว่ามโนทัศน์เรื่องความเป็นสาเหตุนั้นเกี่ยวพันกับความเข้าใจเรื่องความสม่ำเสมอ
(regularity) หรือความจำเป็น(necessity)
บางอย่าง กล่าวคือ
ผลนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญหรืออาจจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้
(contingent)
แต่ก่อนที่เราจะได้พิจารณาทฤษฎีการเป็นสาเหตุในยุคปัจจุบันที่ได้รับอิทธิพลมาจากฮูมนั้น
ในหัวข้อต่อไปจะขอพูดถึงท่าทีของนักปรัชญาสำคัญ 2
ท่านในสมัยถัดมาจากฮูม
ต่อประเด็นปัญหาเรื่องวิธีเข้าใจธรรมชาติของ ‘การเป็นสาเหตุ’
คือแนวคิดของ คานต์ (Kant)
กับ มิลล์ (Mill)
ซึ่งมีลักษณะเด่นเป็นของตนเองเสียก่อน
4. แนวคิดเรื่องการเป็นสาเหตุของคานต์และมิลล์
4.1 ทัศนะเรื่องการเป็นสาเหตุของคานต์
อิมมานูเอล คานต์ (Immanuel
Kant) นักปรัชญาเยอรมันคนสำคัญที่สุด
ได้เสนอความเข้าใจเรื่องความเป็นสาเหตุไว้ในหนังสือเล่มสำคัญของเขาชื่อ
Critique of Pure Reason (1781/1787)
เอาไว้ว่า
จิตของมนุษย์ในขณะที่รับรู้เข้าใจประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสที่หลากหลายนั้น
มีโครงสร้างที่เป็นระเบียบตายตัวบางอย่างเป็นเงื่อนไขของการเข้าใจประสบการณ์ที่ไร้ระเบียบดังกล่าว
คานต์เรียกเงื่อนไขของความเข้าใจที่มีอยู่ในจิตของมนุษย์ทุกคนเหล่านั้นว่า
‘categories’
หนึ่งในเงื่อนไขดังกล่าวก็คือเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับความเป็นสาเหตุ
(the category of causality)
ซึ่งจะคอยทำให้เวลาที่มนุษย์รับรู้วัตถุภายนอกทั้งหลายนั้น
จะต้องรับรู้ว่ามีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุต่อกันในบางลักษณะเสมอ
คานต์กล่าวไว้ในหนังสือเล่มสำคัญของเขาว่า
สิ่งที่เกิดขึ้นหรือเริ่มมีขึ้นทั้งหลายนั้น ทำให้
[เรา]
เข้าใจได้ด้วยว่าจะต้องมีบางสิ่งภายใต้กฎบางอย่าง
ที่นำมันให้เกิดมีขึ้นตามมา (Kant,
1781/1787: 218)
นั่นหมายความว่าการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่เรารับรู้จะตกอยู่ภายใต้กฎในเชิงสาเหตุซึ่งเราอาจจะสามารถทำการสังเกตและทดลองได้
(Cartwright,
1999: 246)
คานต์เห็นแย้งกับฮูม ซึ่งคิดว่า
‘สาเหตุ’
เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นกับจิตของเราในฐานะความคาดหวังอันเป็นนิสัยของมนุษย์
(และดังนั้นจึงไม่ได้มีอยู่จริงในโลก)
หากแต่คานต์มองเรื่องความเป็นสาเหตุ
โดยเฉพาะหลักการที่ถือว่าทุกเหตุการณ์ในโลกธรรมชาติมีฐานะเป็นผลของสาเหตุบางประการเสมอ
(the principle of causality / the principle of
determinism)
ว่ามีฐานะเป็นความจริงอันจำเป็น (necessary truth)
ที่ปฏิเสธไม่ได้
เนื่องจากหลักการดังกล่าวเป็นเงื่อนไขของการเข้าใจประสบการณ์ทุกประสบการณ์ที่เรามีต่อโลกภายนอก
ฮูมคิดว่าเราไม่สามารถเข้าใจว่ามีกฎเชิงสาเหตุ (causal
law) ใดๆ
ได้จาการพิจารณาประสบการณ์ทั้งหลายที่เรามี
แต่คานต์พิจารณาว่าเราไม่มีทางจะเข้าใจประสบการณ์ใดๆของเราได้เลย
ว่าไม่ได้เกิดขึ้นภายใต้กฎในเชิงสาเหตุบางอย่าง
เนื่องจากด้วยความเข้าใจที่เรามีต่อหลักการเกี่ยวกับสาเหตุดังกล่าวนี้เอง
ที่ทำให้เราสามารถแยกแยะความแตกต่างของเรื่องภายในจิตใจของเราเองออกจากเรื่องของโลกภายนอกจิตใจได้
ปัญหาของแนวคิดของคานต์ก็คือ
สิ่งที่เขาพยายามบอกเราอาจจะไม่ได้ช่วยสร้างความกระจ่างอะไรมากนัก
เขาไม่สามารถทำให้เราหายสงสัยได้ว่าบางสิ่งที่นำเหตุการณ์หนึ่งให้เกิดขึ้นตามมานั้นคืออะไรกันแน่
หรือจะหาสิ่งนั้นได้พบที่ไหนและอย่างไร
ถึงบางสิ่งดังกล่าวจะมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มันนำให้เกิดขึ้นตามกฎบางอย่าง
แต่เราก็ยังสงสัยได้ว่ากฎดังกล่าวนั้นมีรูปลักษณ์เป็นอย่างไรหรือเป็นกฎแบบใด
สิ่งที่คานต์พยายามทำเปรียบเหมือนกับการที่มีคนบอกเราว่ามีน้ำมันอยู่ใต้ทะเล
โดยไม่ได้บอกเราด้วยว่ามันอยู่ ณ
ตำแห่งใดและจะขุดพบมันได้อย่างไร (Salmon,
2002: 23)
ความพยายามที่จะสังเกตทราบว่าสิ่งใดเป็นสาเหตุของสิ่งใดที่ดูจะเป็นปัญหานี้นั้น
ได้รับการให้ความสำคัญเป็นพิเศษจากนักปรัชญาในยุคต่อมา
เช่น มิลล์
4.2 ทัศนะเรื่องการเป็นสาเหตุของมิลล์
จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John
Stuart Mill) นักปรัชญาในคริสต์ศตวรรษที่
19
ชาวอังกฤษเป็นนักปรัชญาในธรรมเนียมแบบประจักษ์นิยมเช่นเดียวกับฮูม
ซึ่งถึงแม้ว่าจะเชื่อว่าความรู้ของมนุษย์ทั้งหมดรวมทั้งความรู้ทางคณิตศาสตร์นั้นได้มาจากการมีประสบการณ์ของมนุษย์
แต่ในเรื่องของการเป็นสาเหตุแล้ว
เขามีความเห็นแตกต่างจากฮูมอยู่พอสมควร
กล่าวคือเขาไม่ยอมรับการเข้าใจการเป็นสาเหตุโดยอิงกับแนวคิดเรื่องการเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอของกฎเชิงสาเหตุ
สิ่งที่เป็นผลทุกสิ่งนั้นสามารถจะเกิดขึ้นได้จากสาเหตุในแบบที่แตกต่างกันออกไปได้อย่างมากมาย
มิลล์เรียกลักษณะของการเป็นสาเหตุดังกล่าวนี้ว่า ‘การมีความหลากหลายของสาเหตุ’
(multiplicity of causes)
ความคิดดังกล่าวนี้เป็นพื้นฐานส่วนหนึ่งให้กับแนวคิดเรื่องการเป็นสาเหตุเชิงเดี่ยว
(singular causation)
ซึ่งจะได้พูดถึงในส่วนต่อๆ ไป อย่างไรก็ดี
คุณูปการที่มิลล์ให้ไว้ต่อการถกเถียงเรื่องของการเป็นสาเหตุนั้นก็คือสิ่งที่เรียกว่า
‘วิธีการของมิลล์’
(Mill’s methods)
ซึ่งในแง่หนึ่งได้ช่วยคลายปัญหาที่คานต์ยังทิ้งไว้อยู่ในตอนท้ายของหัวข้อ
4.1 ที่เพิ่งกล่าวไป
มิลล์ไม่ได้ให้ความสนใจมากนักกับการอธิบายว่าการเป็นสาเหตุนั้นคืออะไรกันแน่
แต่เขาสนใจในเรื่องที่ว่าเราจะทราบได้อย่างไรว่าอะไรเป็นสาเหตุของอะไร
มิลล์ได้เสนอวิธีการเชิงทดลอง (experimental
method)
จำนวนหนึ่งขึ้นเพื่อใช้ในการหาปัจจัยที่ปรากฏหรือไม่ปรากฏอย่างเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ในบางลักษณะกับสิ่งที่ถือเป็นผล
(effect)
เมื่อเราค้นพบปัจจัยดังกล่าว
ปัจจัยดังกล่าวจะถือได้ว่าเป็น ‘สาเหตุ’
ของ ’ผล’
ดังกล่าว วิธีการของมิลล์มีอยู่ 5 วิธีด้วยกัน คือ
1. วิธีดูสิ่งที่พ้องกัน
(the
method of agreement):
คือให้ดูว่าในการเกิดขึ้นของ ‘ผล’
อันหนึ่งในหลายๆกรณีนั้น
ถ้ามีปัจจัยใดที่เกิดขึ้นร่วมกับผลนั้นเสมอ
สิ่งนั้นก็น่าจะเป็น ‘สาเหตุ’
ของ ‘ผล’
นั้น
2. วิธีดูสิ่งที่ต่างออกไป
(the method of
difference):
คือให้ดูกรณีของการไม่ปรากฏขึ้นของสิ่งที่เป็นผลในหลายๆครั้ง
ว่าในบรรดาปัจจัยที่เกิดขึ้นก่อนผลดังกล่าวเป็นปกตินั้น
มีปัจจัยใดหรือไม่ที่จะไม่ปรากฏตามไปด้วยทุกครั้งเมื่อสิ่งที่เป็นผลไม่ปรากฏ
ถ้ามี สิ่งนั้นก็น่าจะเป็นตัวสาเหตุ
3. วิธีดูสิ่งที่พ้องและสิ่งที่ต่างร่วมกันไป
(the
joint method of agreement and difference):
คือให้ใช้วิธีที่ 1 และ 2
ร่วมกันในการหาปัจจัยที่เป็นสาเหตุ
ซึ่งก็จะทำให้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าสองวิธีแรกโดยอัตโนมัติ
4.
วิธีดูการผันแปรที่สอดคล้องกัน
(the
concomitant variation):
วิธีนี้จะใช้กับกรณีที่ปัจจัยซึ่งเป็นผลนั้นไม่อาจพิจารณาได้ว่าเกิดขึ้นในแบบปรากฏขึ้นหรือหายไปเป็นสองทางเท่านั้น
แต่ระดับของมันเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงไปมาได้
ในกรณีเช่นนี้ให้ดูว่ามีปัจจัยใดหรือไม่ที่มีระดับของการเพิ่มขึ้นหรือลดลงสัมพันธ์กับสิ่งที่ถือเป็นผล
ไม่ว่าจะเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกันหรือทิศทางตรงกันข้าม
ถ้าหาได้ สิ่งนั้นก็น่าจะเป็นปัจจัยที่เป็นสาเหตุ
5. วิธีดูปัจจัยที่หลงเหลืออยู่
(the
method of residues):
คือให้ลองเสนอปัจจัยต่างๆทั้งหมดที่เป็นไปได้ว่าจะเป็นสาเหตุของสิ่งหนึ่งขึ้นมาชุดหนึ่ง
จากนั้นค่อยๆ พิจารณาตัดปัจจัยจากชุดดังกล่าวออกทีละตัว
ปัจจัยที่เหลืออยู่ตัวสุดท้ายก็น่าจะเป็นสาเหตุที่แท้จริง
ถึงแม้วิธีการดังกล่าวนี้ของมิลล์จะมีอิทธิพลในระดับหนึ่งต่อการพยายามนำเอาเทคนิควิธีทางสถิติมาใช้กับการยืนยันสมมติฐานเชิงสาเหตุของทฤษฎีในทางวิทยาศาสตร์กายภาพและสังคมศาสตร์
และยังช่วยให้เราสามารถแยกแยะความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่แท้จริงออกจากบรรดาความสัมพันธ์ที่เพียง
ดูเหมือน จะเป็นเชิงสาเหตุเท่านั้นได้
แต่สำหรับคำถามของฮูมที่ว่า
แท้ที่จริงแล้วการเป็นสาเหตุคืออะไร?
ความสัมพันธ์ที่เชื่อมสิ่งที่เป็นสาเหตุเข้ากับสิ่งที่เป็นผลเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะใดกัน?
อะไรคือพลังที่แท้จริงที่สาเหตุทำให้ผลเกิดขึ้นได้?
วิธีการของมิลล์ดูจะไม่ได้ช่วยให้เราตอบคำถามที่ลึกซึ้งเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสมนัก
(Salmon,
2002: 24)
5.
ทฤษฎีการเป็นสาเหตุที่เชื่อเรื่องการเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
ถึงแม้ฮูมจะคิดว่าความสัมพันธ์เชิงสาเหตุไม่ได้มีอยู่จริงในโลกภายนอกจิตใจของมนุษย์
แต่จากการที่ฮูมวิเคราะห์มโนทัศน์เรื่องการเป็นสาเหตุโดยลดทอนมโนทัศน์ดังกล่าวให้เป็นเพียงข้อเท็จจริงทางกายภาพในบางลักษณะ
โดยที่ความสัมพันธ์เหล่านั้นไม่ใช่ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุแต่อย่างใด
เป็นแต่เพียงความต่อเนื่องกันบางอย่างที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอเท่านั้น
ทำให้เราสามารถเข้าใจแนวการวิเคราะห์ดังกล่าวได้ว่าเป็นการพยายามอธิบายเพื่อเข้าใจมโนทัศน์
‘การเป็นสาเหตุ’
ด้วยมโนทัศน์อีกชุดหนึ่งซึ่งไม่ต้องใช้มโนทัศน์การเป็นสาเหตุมาเข้าใจตัวมัน
อีกทั้งเข้าใจว่ามโนทัศน์ชุดที่นำมาเป็นคำอธิบายนั้นซับซ้อนน้อยกว่ารวมถึงเป็นจริงมากกว่ามโนทัศน์
‘การเป็นสาเหตุ’
การอธิบายวิเคราะห์ในลักษณะนี้ทางปรัชญาเรียกว่าการอธิบายลดทอน
(reduction)
นักปรัชญากลุ่มหนึ่งเชื่อว่าเราสามารถที่จะเข้าใจ ‘การเป็นสาเหตุ’
ได้ในลักษณะที่ฮูมพยายามเข้าใจ
อย่างไรก็ดีพวกเขาอาจจะไม่จำเป็นต้องสรุปแบบเดียวกับที่ฮูมสรุปก็ได้ว่าการเป็นสาเหตุไม่ได้มีอยู่จริงในตัววัตถุหรือในโลก
เราสามารถเข้าใจได้ว่านักปรัชญาพวกนี้กำลังจะทำให้เราเข้าใจถ้อยคำในภาษาที่เราใช้พูดถึงความสัมพันธ์เชิงสาเหตุได้ชัดเจนขึ้น
ถ้าหากว่าการวิเคราะห์ลดทอนหรือนิยามที่ถูกเสนอขึ้นมานั้นมีความสอดคล้องกับตัวอย่างต่างๆของเหตุการณ์ที่เป็นเรื่องของสาเหตุหรือความสัมพันธ์ที่โดยทั่วไปแล้วเราคิดว่าเป็นความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ
ทฤษฎีที่พยายามจะอธิบายลดทอนมโนทัศน์ ‘การเป็นสาเหตุ’
ให้ไปสู่มโนทัศน์อื่นที่เราจะพูดถึงในส่วนนี้
เป็นทฤษฎีที่ยังคงรักษาความเข้าใจประการหนึ่งร่วมกับที่ฮูมมี
คือการเชื่อว่าเราสามารถอธิบายลดทอนความสัมพันธ์เชิงสาเหตุไปสู่ความสัมพันธ์บางลักษณะที่มีหัวใจอยู่ที่การเกิดขึ้นอย่างคงที่สม่ำเสมอ
และแน่นอนตายตัว เราอาจเรียกทฤษฎีเหล่านี้ได้ว่า
‘ทฤษฎีการเป็นสาเหตุเชิงการเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ’
(regularity theory of causation)
โดยทั่วไปแล้วลักษณะสำคัญของทฤษฎีการเป็นสาเหตุเชิงการเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอนี้จะเน้นการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุโดยอาศัยการเข้าใจความสัมพันธ์ดังกล่าวว่าเป็นความสัมพันธ์เชิงเงื่อนไขบางลักษณะ
กล่าวคือ ถ้าไม่อยู่ในรูปของเงื่อนไขจำป็น (necessary
condition)
ก็จะอยู่ในรูปของเงื่อนไขที่เพียงพอ (sufficient
condition)
หรือถ้าไม่เช่นนั้นก็อาจจะเป็นความสัมพันธ์ที่เป็นส่วนผสมของทั้งสองแบบ
ดังนั้นก่อนที่เราจะได้พิจารณาทฤษฎีการเป็นสาเหตุในแนวทางนี้ต่อไป
ขอทำความเข้าใจถึงเงื่อนไขสองแบบดังกล่าวโดยสังเขปเสียก่อนดังนี้
ความสัมพันธ์เชิงเงื่อนไขที่เพียงพอนั้นสามารถถูกแสดงได้ด้วยข้อความซึ่งอยู่ในรูปแบบ
“ถ้าหาก ก แล้ว ก็จะ ข.”
ในกรณีนี้ ก. เป็นเงื่อนไขที่เพียงพอของ ข.
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การเกิดขึ้นของ ก. เพียงพอที่จะทำให้
ข. เกิดขึ้นด้วย
ส่วนความสัมพันธ์แบบเงื่อนไขที่จำเป็นนั้นสามารถถูกแสดงได้ด้วยข้อความที่อยู่ในรูปแบบ
“ถ้าหากไม่ ก. แล้ว ก็จะไม่ ข.”
ในกรณีนี้ ก.
จะถือเป็นเงื่นไขที่จำเป็นของ ข. กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ข.
ไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้ถ้า ก. ไม่ได้เกิดขึ้น ก.
จึงเป็นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเกิดขึ้นของ ข.
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของเงื่อนไขที่เพียงพอก็คือ
การถูกตัดคอเป็นเงื่อนไขที่เพียงพอของการเสียชีวิต
แต่ไม่ใช่เงื่อนไขที่จำเป็น
เนื่องจากเราอาจเสียชีวิตได้โดยไม่ต้องถูกตัดคอ
ส่วนตัวอย่างรูปธรรมของเงื่อนไขที่จำเป็นก็คือ
การได้รับอ็อกซิเจนที่เพียงพอเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการมีชีวิต
หากแต่ไม่ใช่เงื่อนไขที่เพียงพอ
เพราะเรายังต้องการทั้งน้ำและอาหารที่เพียงพอด้วยจึงจะทำให้มีชีวิตอยู่ได้
ต่อไปนี้เราจะเริ่มต้นพิจารณาลักษณะของการวิเคราะห์หรืออธิบายลดทอนมโนทัศน์
‘การเป็นสาเหตุ’
ที่อาศัยความเข้าใจเรื่องการเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอมาเป็นฐาน
โดยจะเริ่มต้นจากคำนิยาม ‘สาเหตุ’
ของฮูม
ถ้าเรายังจำนิยามที่ให้ไว้โดยฮูมในตอนต้นของส่วนที่ 3 ได้
เราก็อาจจะเข้าใจการตีความมโนทัศน์ ‘การเป็นสาเหตุ’
ตามทฤษฎีเชิงการเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอให้ง่ายที่สุดได้ว่า
“ก.
เป็นสาเหตุของ ข.”
หมายความว่า ข. เกิดตาม ก.
มา
และทุกครั้งที่สิ่งที่อยู่ในประเภทเดียวกับ ก.
เกิด สิ่งที่อยู่ในประเภทเดียวกับ ข.
จะเกิดขึ้นตามมาเสมอ
เราจะเห็นถึงความหละหลวมของความเข้าใจดังกล่าวนี้ได้เกือบจะทันที
กล่าวคือ
กลางคืนมักจะเกิดตามกลางวันเสมอและกลางวันก็มักจะเกิดตามกลางคืนเสมอ
แต่เราไม่อาจสรุปได้ว่ากลางวันเป็นสาเหตุของกลางคืนหรือจะสรุปในทางตรงกันข้ามได้เป็นแน่
ปรากฏการณ์ธรรมชาติอีกมากมายที่เกิดตามกันมาเสมอแต่ไม่ได้มีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุต่อกัน
เช่น ทุกครั้งที่เราได้ยินฟ้าร้อง
ความชื้นของอากาศในบริเวณนั้นจะเพิ่มสูงขึ้น
(คือ ฝนกำลังจะตก) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเหตุการณ์ฟ้าร้องเป็นสาเหตุของสภาพความชื้นในอากาศหรือทำให้ฝนตก
ทั้งสองเหตุการณ์อาจจะมีสาเหตุร่วม (common cause)
อันเดียวกันซึ่งเป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งก็ได้
โดยทั่วไปแล้วเราคิดว่าเรื่องของสาเหตุจะต้องมีคุณลักษณะบางอย่างมากกว่าเป็นเพียงเรื่องของการเกิดควบคู่กันไปเสมอ
และนี่เองที่อาจจะทำให้ฮูมสรุปว่าไม่มีความเป็นสาเหตุอยู่จริงๆ
เพราะโดยประสบการณ์แล้ว
เราไม่เคยรับรู้อะไรมากไปกว่าเพียงความสม่ำเสมอดังกล่าว
ปัญหาอีกประการหนึ่งที่ทฤษฎีการเป็นสาเหตุที่เชื่อเรื่องการเกิดขึ้นถัดกันอย่างสม่ำเสมอต้องประสบก็คือคำถามที่ว่า
ทำไมความเป็นสาเหตุนั้นจำเป็นจะต้องเป็นเรื่องของเหตุการณ์
หลาย เหตุการณ์ หรือ ประเภท
(type) ของเหตุการณ์เท่านั้น?
เป็นไปได้หรือไม่ที่จะพูดถึงความเป็นสาเหตุที่เป็นของเหตุการณ์เฉพาะเหตุการณ์หนึ่งเป็นกรณีเดียวเท่านั้น
ที่เรียกว่า
‘ความเป็นสาเหตุเชิงเดี่ยว’
(singular causality) ประเด็นความคิดที่แตกต่างกันนี้จะได้กล่าวถึงอีกครั้งในส่วนต่อๆ
ไป
5.1
แนวคิดที่เข้าใจสาเหตุว่าเป็นเรื่องของเงื่อนไขที่จำเป็น
และเงื่อนไขที่เพียงพอ
ปัญหาซึ่งเกิดจากการมองทฤษฎีเชิงการเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมออย่างง่ายเกินไปดังกล่าวทำให้มีการพัฒนาวิธีเข้าใจเรื่องของสาเหตุว่าจะต้องเกี่ยวกับ
สภาพความเป็นเงื่อนไข
ในบางลักษณะของสิ่งที่อยู่ในความสัมพันธ์เชิงสาเหตุดังกล่าว
กล่าวคือต้องพูดถึงเรื่องของการอยู่ในเงื่อนไขที่จำเป็น
(necessary condition) หรือ
เงื่อนไขที่เพียงพอ (sufficient condition)
ระหว่างคู่สัมพันธ์เชิงสาเหตุด้วย
การเข้าใจความเป็นสาเหตุที่นำเอาความคิดเรื่องลักษณะของการเป็นเงื่อนไขดังกล่าวนี้มาใช้
มุ่งหวังให้เราสามารถแยกแยะกรณีของความสัมพันธ์ก่อนหลังที่เป็นเรื่องของการเป็นสาเหตุออกจากกรณีของความสัมพันธ์ก่อนหลังทุกกรณีซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องของการเป็นสาเหตุได้
เพราะก่อนหน้าที่ฝนจะตก
มีเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นก่อนเสมอ
เป็นการยากที่จะใช้แต่การดูการเกิดขึ้นควบคู่กันเสมอมาพิจารณาแยกแยะเหตุการณ์ต่างๆเหล่านั้นออกจากกัน
แนวคิดเชิงเงื่อนไขลักษณะนี้แนวแรกมองว่าสาเหตุเป็นสิ่ง
จำเป็น ต่อการเกิดผลในสถานการณ์หนึ่งๆ
ซึ่งเมื่อพิจารณารวมๆแล้วอาจจะเขียนเป็นรูปแบบออกมาได้ว่า
1) ก.
เป็นสาเหตุของ ข.
เมื่อและต่อเมื่อ (คือ
เฉพาะในกรณีที่) ก. และ ข.
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง (actual)
และ ก. จำเป็น
ต่อการเกิด ข.
ส่วนแนวที่สองนั้นเข้าใจว่าสาเหตุเป็นสิ่งที่ เพียงพอ
ที่จะทำให้เกิดผล
ซึ่งเมื่อพิจารณารวมๆแล้วอาจจะเขียนออกมาเป็นรูปแบบได้ว่า
2) ก.
เป็นสาเหตุของ ข.
เมื่อและต่อเมื่อ ก. และ ข.
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และ ก.
เพียงพอ ที่จะทำให้เกิด ข.
ตัวอย่างปัญหาของการเข้าใจการเป็นสาเหตุว่าเป็นเรื่องของเงื่อนไขในลักษณะดังกล่าวประการแรกก็คือ
ในโลกที่มีกฎธรรมชาติเป็นไปตามความคิดแบบนิวตันนั้น
สภาพของโลก ณ
ช่วงเวลาใดๆก็แล้วแต่จะถือเป็นสิ่งที่ทั้งจำเป็นและเพียงพอต่อสภาพของโลก
ณ
ช่วงเวลาอื่นด้วยทั้งที่อยู่ก่อนหน้าและอยู่หลังจากช่วงเวลาดังกล่าว
แต่จะค่อนข้างประหลาดอยู่ทีเดียวที่เราจะคิดว่าเหตุการณ์ในปัจจุบันนั้นเป็นสาเหตุของเหตุการณ์ในอดีตเมื่อร้อยหรือพันปีที่ผ่านมา
ตัวอย่างปัญหาประการต่อมาที่จะเกิดขึ้นกับการเข้าใจว่าการเป็นสาเหตุนั้นเป็นเรื่องของเงื่อนไขจำเป็น
ก็คือปัญหาที่เรียกว่า
‘การชิงเป็นสาเหตุก่อน’ (causal
preemption) ซึ่งจะเกิดในกรณีที่ถ้า ก.
เป็นสาเหตุของ ข.
แต่ ก.
ดังกล่าวนั้นเป็นสิ่งที่ถ้าไม่เกิดขึ้น ก็จะทำให้ ค.
เป็นสาเหตุของ ข.แทน
ในกรณีนั้น ก.
ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต่อการเกิด ข.
เนื่องจาก ข. อาจจะเกิดขึ้นเพราะ ค.
ก็ได้
ปัญหาคือ จากกรณีดังกล่าวนั้น
ถ้าเราคิดว่าสาเหตุนั้นอยู่ในรูปของเงื่อนไขจำเป็น
เราจะต้องสรุปว่า ก.
ไม่ใช่สาเหตุของ ข. ไปด้วยหรือ?
ตัวอย่างทำนองเดียวกันนี้สามารถแสดงปัญหาของการเข้าใจสาเหตุว่าเป็นเรื่องของเงื่อนไขจำเป็นได้อีกประการหนึ่งด้วย
กล่าวคือ ถ้าในกรณีดังกล่าวนั้น ทั้ง ก.
และ ค.
ต่างเพียงพอที่จะทำให้เกิด ข.
ด้วยกันทั้งคู่แล้ว ก็จะทำให้หมายความด้วยว่า ไม่ว่า ก.
หรือ ค.
ก็ไม่จำเป็นต่อการเกิด ข. ทั้งๆ
ที่ทั้งคู่นั้นถือได้โดยทั่วไปว่าเป็นสาเหตุของ ข.
กรณีลักษณะนี้เรียกกันเป็นศัพท์เทคนิคว่า
‘causal overdetermination’ หรือ
‘การไม่อาจกำหนดลงไปได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุ’
เช่นตัวอย่างของลูกกระสุนปืนสองนัดที่ถูกยิงให้ตัดขั้วหัวใจหนึ่งพร้อมๆกัน
กระสุนแต่ละนัดนั้นก็ เพียงพอ
ที่จะทำให้คนคนหนึ่งตายได้
แต่ไม่มีนัดใดเมื่อพิจารณาแยกกันที่จำเป็นต่อการตายของคนคนนั้น
ซึ่งถ้าเราคิดว่าสาเหตุนั้นอยู่ในรูปของเงื่อนไขจำเป็น
จะไม่มีกระสุนนัดใดที่เป็นสาเหตุของการตายเลย
ปัญหาที่เกิดกับการถือว่าสาเหตุเป็นเรื่องของเงื่อนไขจำเป็นในย่อหน้าที่ผ่านมานั้นอาจจะยังเกิดขึ้นได้อยู่
แม้ว่าเราจะเปลี่ยนมาเข้าใจว่าสาเหตุเป็นเรื่องของเงื่อนไข
เพียงพอ แทน กล่าวคือ
ปัญหาของการไม่อาจกำหนดได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุ
(causal overdetermination)
นั้นยังถือเป็นเหตุผลหลักที่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเหตุผลในการปฏิเสธการอธิบายความสัมพันธ์เชิงสาเหตุในรูปของเงื่อนไขที่เพียงพอ
ตัวอย่างเช่น กระจกแก้วแผ่นหนึ่งแตกในขณะที่ได้รับความร้อน
แต่ถ้าหากในช่วงเวลาเดียวกันกับที่มันอาจจะแตกด้วยความร้อนนั้น
มีฆ้อนมากระทบมันในระดับที่แรงพอที่จะทำให้มันแตกได้
ปัญหาที่เราสามารถถามได้ก็คือ
อะไรกันแน่ที่เป็นสาเหตุของการที่กระจกแตก ระหว่างความร้อน
ฆ้อน หรือทั้งสองอย่าง หรือว่าไม่ใช่ทั้งคู่?
โดยทั่วไปแล้วเราน่าจะตอบว่าความร้อนคงไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้กระจกแตก
นั่นก็เพราะว่า
ในกรณีดังกล่าวถึงแม้กระจกจะไม่ได้รับความร้อน
อย่างไรเสียก็จะแตกจากการถูกฆ้อนทุบอยู่ดี
แม้ว่าเราจะเข้าใจตรงกันว่าการได้รับความร้อนนั้น
เพียงพอ ที่จะทำให้กระจกแตกก็ตาม หรือในทางกลับกัน
เราอาจจะพูดอย่างเดียวกันได้กับกรณีของฆ้อน กล่าวคือ
การถูกฆ้อนทุบไม่ได้เป็นสาเหตุให้กระจกแตก
เนื่องจากถึงฆ้อนไม่ได้มาทุบ
กระจกก็จะแตกอยู่ดีจากการที่ได้รับความร้อน
ดังนั้นจึงทำให้เราต้องสรุปว่าความสัมพันธ์แบบเงื่อนไขที่เพียงพอนั้นไม่เพียงพอเสียแล้วที่จะทำให้เราระบุได้ว่าเหตุการณ์ใดที่เกิดความสัมพันธ์เชิงสาเหตุขึ้น
นอกจากปัญหาที่ผ่านมาแล้ว
การเข้าใจว่าสาเหตุเป็นเรื่องของเงื่อนไขที่เพียงพอก็อาจจะพบกับปัญหาอีกทางหนึ่งที่มาจากความคิดในปัจจุบันที่ว่า
กฎธรรมชาตินั้นอยู่ในรูปของความน่าจะเป็น (probability)
หรือมีลักษณะเป็นเชิงสถิติ (statistic)
มากกว่าจะเป็นไปในเชิงกฎหรือในเชิงนิยัตินิยม
(deterministic) อย่างตายตัว
ในแง่นี้การเกิดขึ้นของเหตุการณ์หนึ่งไม่ได้รับประกันว่ามันเพียงพอที่จะต้องทำให้อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นด้วย
หากแต่เราเข้าใจได้ว่ามันทำให้โอกาสที่อีกเหตุการณ์หนึ่งจะเกิดขึ้นนั้นมีมากขึ้นเท่านั้น
แนวการมองโลกว่าไม่ได้เป็นไปในแบบนิยัตินิยมดังกล่าวนี้จะพิจารณาอีกครั้งในส่วนที่อภิปรายเกี่ยวกับทฤษฎีความเป็นสาเหตุในเชิงความน่าจะเป็น
(probabilistic theory of causation)
ในตอนนี้ขอให้เรามาลองพิจารณาแนวความเข้าใจการเป็นสาเหตุที่ยังมองว่าเราสามารถที่จะเข้าใจการเป็นสาเหตุได้ในรูปแบบของเงื่อนไขจำเป็นและเพียงพอที่ถูกพัฒนาให้ซับซ้อนยิ่งขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาต่างๆที่ได้กล่าวมา
และเป็นแนวทางที่ได้อาศัยความเข้าใจเรื่องการเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอเป็นพื้นฐานของความเข้าใจในระดับหนึ่งด้วย
แนวคิดดังกล่าวคือแนวคิดที่มองว่าความสัมพันธ์ของวัตถุต่างๆในเชิงสาเหตุอยู่ในเงื่อนไขที่เรียกว่า
‘เงื่อนไข ‘INUS’ (INUS
condition) ที่เสนอไว้โดย เจ.
เอล. แม็คกี
(J. L. Mackie)
5.2 ทฤษฎีการเป็นสาเหตุแบบเงื่อนไข
INUS ของแม็คกี (Mackie)
เราสามารถที่จะเข้าใจนิยามของการเป็นสาเหตุในรูปแบบเงื่อนไข
INUS ได้ว่าอยู่ในรูปแบบดังนี้
ก.
เป็นสาเหตุของ ข.(ในสถานการณ์หนึ่งๆ)
เมื่อและต่อเมื่อ ก.
เป็นส่วนที่ไม่เพียงพอ
(insufficient) แต่ก็ไม่ใช่ส่วนเกิน
(non-redundant)[คือถือได้ว่าเป็นส่วนที่จำเป็น]
ของเงื่อนไขหนึ่ง
ซึ่งเงื่อนไขนั้นโดยตัวของมันเองแล้วไม่จำเป็น
(unnecessary)
แต่เพียงพอ
(sufficient) ที่จะทำให้เกิด ข.
ขึ้น (ในสถานการณ์นั้นๆ)
ตัวอย่างรูปธรรมของความเข้าใจการเป็นสาเหตุตามรูปแบบดังกล่าวนั้นก็เช่น
ในกรณีที่แก๊สรั่วเป็นสาเหตุของเพลิงไหม้
ในกรณีดังกล่าวนั้นลำพังแต่ตัวเหตุการณ์แก๊สรั่วเองไม่จำเป็นหรือเพียงพอที่จะทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้
เพราะเพลิงอาจจะไหม้โดยไม่ต้องมีแก๊สรั่วหรือแก๊สอาจจะรั่วจริงโดยที่เพลิงไม่ไหม้ก็ได้
แต่ถ้าเราเข้าใจตามเงื่อนไข
INUS แล้วเราจะเห็นได้ว่า
ถึงแม้ลำพังตัวแก๊สรั่วเองนั้นจะ ไม่เพียงพอ
ที่จะทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้
เพราะจะต้องมีปัจจัยอื่นๆประกอบด้วยเพลิงถึงจะเกิดไหม้ขึ้น
คือจะต้องมีสถานการณ์แวดล้อมที่ประกอบไปด้วยปัจจัยต่างๆนอกจากแก๊สรั่ว
(เช่น มีประกายไฟ,
ความร้อน, วัสดุที่ติดไฟได้)
ที่ เพียงพอ
ต่อการเกิดเพลิงไหม้ด้วย
แต่สถานการณ์แวดล้อมทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่เงื่อนไขที่
จำเป็น
เพราะเพลิงไหม้อาจจะเกิดขึ้นโดยเงื่อนไขแวดล้อมที่ต่างออกไปอีกเงื่อนไขหนึ่งก็ได้
หากแต่เมื่อพิจารณาเฉพาะภายใต้เงื่อนไขที่เกิดขึ้นจริงตามตัวอย่างดังกล่าวแล้ว
เราจะต้องถือว่าแก๊สรั่วนั้นเป็นองค์ประกอบที่
ไม่ใช่ส่วนเกิน
คือเป็นส่วนสำคัญสำหรับการเกิดเพลิงไหม้ในสถานการณ์อันเป็นเงื่อนไขนั้น
(กล่าวคือ ในสถานการณ์นั้น
ถ้าแก๊สไม่รั่วเพลิงก็จะไม่ไหม้)
ปัญหาของการเข้าใจสาเหตุในรูปของเงื่อนไข
INUS สามารถกล่าวได้คร่าวๆดังต่อไปนี้
ประการแรก
เนื่องจากเงื่อนไขแบบ
INUS
ได้รับการพัฒนาขึ้นมาจากความเข้าใจเรื่องเงื่อนไขที่จำเป็นและเงื่อนไขที่เพียงพอซึ่งเราได้พิจารณาไปแต่แรกแล้ว
โดยได้นำอาความเข้าใจในเงื่อนไขทั้งสองรูปแบบมาใช้สร้างตัวแบบที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น
กระนั้นเราก็อาจจะเข้าใจได้ว่าโดยพื้นฐานจริงๆ แล้ว
การเข้าใจเงื่อนไข INUS
อย่างไรเสียก็หนีไม่พ้นจากการต้องเข้าใจพื้นฐานทางมโนทัศน์เกี่ยวกับเงื่อนไขที่จำเป็นและที่เพียงพอเสียก่อน
ดังนั้นสิ่งที่เป็นปัญหาต่อความเข้าใจสาเหตุในแง่ของเงื่อนไขที่จำเป็นและที่พอเพียง
ก็อาจถูกพิจารณาว่าเป็นปัญหาของความเข้าใจแบบเงื่อนไข
INUS ไปด้วยเช่นกัน
ประการที่สอง
เราจะเห็นได้ว่าปัญหาประการแรกนั้นเกี่ยวพันกับการ
เลือกเข้าใจ
ให้ตัวของสิ่งหรือเหตุการณ์ที่เราคิดว่าเป็นสาเหตุนั้นเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขเพียงพอ
หรือ เป็นเงื่อนไขเพียงพอเสียเอง ปัญหาคือ
เวลาเราเลือกเข้าใจดังกล่าวนั้นเราเอาเกณฑ์ใดมาใช้เลือก?
หรือทำไมเราจึงเลือกให้เหตุการณ์หนึ่งเป็นสาเหตุแทนที่จะเป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งในบรรดาส่วนประกอบอื่นๆ
ที่ขาดเสียไม่ได้สำหรับสถานการณ์ที่เป็นเงื่อนไขที่เพียงพอนั้น?
ในกรณีตัวอย่างข้างต้น
ทำไมเราจึงไม่เลือกให้การเกิดประกายไฟเป็นสาเหตุแทนแก๊สรั่ว?
เกณฑ์ที่แม็คกีเสนอให้ใช้ก็คือให้พิจารณาว่าสถานการณ์ใดเป็นปกติและสถานการณ์ใดไม่เป็นปกติ
ถ้าปกติก็ให้ถือว่าเป็นเงื่อนไขแวดล้อม
ถ้าไม่ปกติก็ให้ถือว่าเป็นส่วนที่เป็นสาเหตุ
นี่เองที่ทำให้เราเข้าใจได้ว่าแก๊สรั่วนั้นเป็นสาเหตุได้อย่างไร
กล่าวคือแก๊สรั่วเป็นเหตุการณ์ที่โดยปกติแล้วไม่ได้เกิดขึ้น
แต่ถ้าพิจารณาให้ดีแล้ว
เราจะเห็นว่าการจะเข้าใจว่าอะไรเป็นปกติหรือไม่ปกตินั้นจำเป็นต้องอิงกับบริบทแวดล้อม
(context)
เป็นสำคัญอย่างเลี่ยงไม่ได้ กล่าวคือ
ขึ้นอยู่กับว่าสถานที่ที่เกิดเพลิงไหม้ในตัวอย่างของเรานั้นคือที่ไหนและมีคุณลักษณะเฉพาะเป็นอย่างไรด้วย
เช่น
ถ้าเกิดในบ้านที่หุงต้มอาหารอยู่เป็นประจำก็จะถือว่าแก๊สรั่วเป็นสาเหตุ
แต่ถ้าไปเกิดในโรงงานซ่อมถังแก๊สจะต้องถือเอาประกายไฟเป็นสาเหตุแทน
ดังนั้นปัจจัยที่เกี่ยวกับความสนใจ เป้าหมาย
หรือความรู้ของมนุษย์
จึงเข้าไปเกี่ยวพันกับการพิจารณาเรื่องการเป็นสาเหตุอย่างตัดออกไปได้ยาก
ถ้าพิจารณาจากประเด็นนี้จะต้องถือว่าเงื่อนไข INUS
นั้นยังไม่สามารถจะสร้างความเข้าใจเรื่องการเป็นสาเหตุที่อยู่ในตัววัตถุหรือในธรรมชาติภายนอกล้วนๆได้อย่างน่าพอใจนัก
(Salmon, 2002: 26)
ดูเหมือนว่าแม็คกีเองจะตระหนักถึงปัญหานี้และพยายามจะทำให้ความเข้าใจเรื่องการเป็นสาเหตุนั้นขึ้นอยู่กับการเลือกเข้าใจของมนุษย์ให้น้อยที่สุด
โดยพยายามจะพูดถึงการแจกแจง
‘สาเหตุที่สมบูรณ์’
(full cause)
หรือชุดของเงื่อนไขเพียงพอที่เป็นไปได้ทั้งหมดออกมาให้อยู่ในรูปของ
‘ข้อความสากลที่เว้นที่ไว้ให้เติมรายละเอียด’
(gappy universal statement)
แต่ปัญหาก็จะตามมาว่า
ข้อความดังกล่าวนั้นในเมื่อมันยังไม่ถูกเติมให้สมบูรณ์
และจริงๆแล้วเติมให้สมบูรณ์ไม่ได้ด้วย มันจึงเป็นเพียงแค่
รูปแบบ ของข้อความ ไม่ใช่ข้อความจริงๆ
นี่ก็ยังคงทำให้เราไม่สามารถจะเข้าใจความเป็นสาเหตุที่ไม่ขึ้นกับความสนใจหรือการเลือกเข้าใจของมนุษย์อยู่ดี
ประการที่สาม
ถึงแม้ว่าการเป็นสาเหตุตามเงื่อนไข
INUS
นั้นไม่ได้รับประกันว่าในทุกกรณีของการเกิดขึ้นของสาเหตุดังกล่าว
ผลอย่างหนึ่งจะเกิดขึ้นตามมาเสมอ (คือจะต้องขึ้นกับบริบทที่กำลังอ้างความเป็นสาเหตุนั้นอยู่ด้วย)
แต่จากความพยามยามที่จะแจกแจงชุดของสาเหตุที่เป็นไปได้ทั้งหมดออกมาในรูปของสาเหตุที่สมบูรณ์นั้น
แสดงให้เห็นว่าตามหลักการแล้วสามารถที่จะมีชุดที่เป็นผลรวมของเงื่อนไขแวดล้อมต่างๆอย่างน้อยหนึ่งชุดที่จะทำให้เกิดผลอันหนึ่งตามมาอย่างแน่นอน
นี่เท่ากับว่าความเข้าใจเรื่องการเป็นสาเหตุแบบเงื่อนไข
INUS
สามารถที่จะถูกพิจารณาว่ายังเชื่อเรื่องของการเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
(regularity) อยู่
ซึ่งเท่ากับมองว่าเรื่องของการเป็นสาเหตุนั้นไปกันไม่ได้กับแนวคิดแบบอนิยัตินิยม
(indeterminism)
ที่ไม่เชื่อในเรื่องความเป็นนิยัตินิยม
กล่าวคือ ถ้าจริงๆ
แล้วเหตุการณ์ทั้งหลายไม่ได้ถูกกำหนด (determined)
ให้ต้องเกิดขึ้นแล้ว
เหตุการณ์ที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขเพียงพอที่ทำให้เกิดผลอย่างหนึ่งขึ้น
(ความหมายของ ‘สาเหตุ’
ตามความเข้าใจแบบ INUS)
ก็ย่อมไม่อาจจะมีได้ (ดู
Hitchcock, 2003)
ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว
ถ้าหากว่าความคิดที่เชื่อในเรื่องนิยัตินิยมสามารถถูกท้าทายได้แล้ว
ก็เท่ากับว่าคำอธิบายการเป็นสาเหตุที่มีแนวคิดแบบนิยัตินิยมเป็นพื้นฐานก็ยืนอยู่บนพื้นฐานที่น่าสงสัยไปด้วย
แม็คกีเข้าใจและอธิบายความหมายของ
‘เงื่อนไขที่จำเป็น’
และ ‘เงื่อนไขที่เพียงพอ’
ในทฤษฎีของเขาแยกออกเป็นสองทางด้วยกันคือ
สำหรับการอ้างการเป็นสาเหตุด้วยข้อความที่พูดถึงสาเหตุแบบทั่วไป
(general causal statement) แล้ว
เขาจะเข้าใจความเป็นเงื่อนไขดังกล่าวในลักษณะที่อิงกับกฎ
(nomological)
แต่ถ้าเป็นเรื่องของข้อความที่พูดถึงสาเหตุเชิงเดี่ยว
(singular causal statement) แล้ว
เขาเสนอการวิเคราะห์ที่เป็นไปในเชิงที่เรียกว่า ‘เงื่อนไขแบบซับจังทีฟ’
(subjuctive conditional) ซึ่งก็คือการวิเคราะห์การเป็นสาเหตุตามแนวทางการอธิบายความเป็นสาเหตุแบบเงื่อนไขที่ตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริง
(counterfactual theory of causation)
ดังนั้นปัญหาต่างๆ
ที่เราจะได้อภิปรายถึงในส่วนต่อไปจึงอาจถือเป็นปัญหาของคำอธิบายการเป็นสาเหตุของแม็คกีในส่วนนี้ได้ด้วย
5.3
ทฤษฎีการเป็นสาเหตุเชิงเงื่อนไขที่ตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริง
ตามที่เราได้พิจารณาคำจำกัดความหนึ่งของ
‘สาเหตุ’
ที่ฮูมให้ไว้ ที่สามารถเข้าใจได้คร่าวๆว่า ก.
เป็นสาเหตุของ ข.
เมื่อและต่อเมื่อ ถ้า ก. (ซึ่งเกิดขึ้นจริง)
ไม่เกิดขึ้นแล้ว ข. (ซึ่งเกิดขึ้นจริงเช่นกัน)ก็จะไม่เกิดขึ้นด้วย
เราเรียกรูปแบบของเงื่อนไขในลักษณะนี้ว่าเงื่อนไขที่ตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริง
(counterfactual conditionals)
และข้อความที่แสดงเงื่อนไขประเภทดังกล่าวนี้เรียกว่าข้อความแสดงเงื่อนไขแบบซับจังทีฟ
(subjunctive)
ซึ่งต่างไปจากข้อความแสดงเงื่อนไขแบบบอกเล่าตรงๆ
(indicative)
ที่เราสามารถจะตัดสินลงไปได้ว่าจริงหรือเท็จโดยตัวข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเอง
เช่น ข้อความว่า “ถ้าหากนายพลแพตตันไม่ได้นำกองทัพบุกเบอร์ลินจริง
ก็ต้องมีคนอื่นนำทัพดังกล่าว”
เรารู้ว่าตามข้อเท็จจริงแล้วมีการนำทัพบุกเบอร์ลิน
เราสามารถใช้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตัดสินได้ว่าข้อความดังกล่าวนี้จริง
แต่สำหรับข้อความที่ว่า “ถ้านายพลแพตตันไม่ได้ร่วมนำทัพบุกเบอร์ลินแล้ว
สัมพันธมิตรจะไม่ชนะสงคราม”
เราจะตัดสินความจริงของข้อความนี้โดยใช้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นไม่ได้
เพราะความจริงแล้วสัมพันธมิตรชนะสงคราม
แต่เราก็ไม่สามารถจะตัดสินลงไปทีเดียวว่าข้อความดังกล่าวนั้นไม่จริง
ข้อความประเภทหลังนี้เองที่เรียกว่าข้อความเงื่อนไขที่ตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริง
การเข้าใจความสัมพันธ์
‘จำเป็นต่อการเกิด’
หรือ ‘เพียงพอให้เกิด’
ที่มักถูกใช้ในการให้คำจำกัดความต่อการที่สิ่งหนึ่งเป็นสาเหตุของอีกสิ่งหนึ่งนั้น
สามารถที่จะใช้การเป็นเงื่อนไขแบบซับจังทีฟดังกล่าวมาเข้าใจแทนเรื่องของการอ้างกฎบางอย่างดังที่เราได้พิจารณาไปแล้วในส่วนที่พูดถึงทฤษฎีเชิงการเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
กล่าวคือ เราสามารถเข้าใจได้ว่า ก.
เป็นเงื่อนไขจำเป็นของการเกิด ข.
ในสถานการณ์หนึ่ง เมื่อและต่อเมื่อ ถ้า ก.
ไม่เกิดขึ้นแล้ว ข.
ก็จะไม่เกิดขึ้น (โดยที่ตามข้อเท็จจริงแล้วทั้ง
ก. และ ข.
เกิดขึ้นจริง)
และเราสามารถเข้าใจได้ว่า ก.
เป็นเงื่อนไขเพียงพอของการเกิด ข.
ในสถานการณ์หนึ่ง เมื่อและต่อเมื่อ ถ้า ข.
ไม่เกิดขึ้นแล้ว ก.
ก็จะไม่เกิดขึ้น (โดยที่ตามข้อเท็จจริงแล้วทั้ง
ก. และ ข.
เกิดขึ้น)
ถ้าเข้าใจในลักษณะดังกล่าวนี้ได้
เราก็สามารถจะเข้าใจได้ว่าแก๊สรั่วเป็นสาเหตุของเพลิงไหม้ได้
ซึ่งหมายความอย่างเดียวกับเมื่อเราพูดว่า “ถ้าแก๊สรั่วไม่เกิดขึ้นแล้ว
เพลิงไหม้ก็จะไม่เกิดขึ้นด้วย” (โดยที่ข้อเท็จจริงคือทั้งแก๊สรั่วและเพลิงไหม้นั้นเกิดขึ้นจริง)
กล่าวอีกนัยหนึ่ง
แนวคิดที่เข้าใจความเป็นสาเหตุแบบนี้เข้าใจว่าเพลิงไหม้
(ผล)
นั้นขึ้นต่อแก๊สรั่ว (สาเหตุ)
ในแบบที่จะเข้าใจได้โดยการคิดถึงสถานการณ์ที่ตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
นักปรัชญาคนสำคัญที่เสนอทฤษฎีการเป็นสาเหตุที่อาศัยความเข้าใจเรื่องเงื่อนไขที่ตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริงนี้อย่างเป็นหลักเป็นฐานเป็นคนแรกคือ
เดวิด เค ลูว์อิส
เขาวิเคราะห์ว่าการเป็นสาเหตุเป็นเรื่องของการขึ้นต่อกันในเชิงสาเหตุ
(causal dependence) กล่าวคือ
เหตุการณ์
(event) ก.
เป็นสาเหตุของเหตุการณ์ ข.
เมื่อและต่อเมื่อ มีชุดที่ต่อเนื่อง (chain)
ของเหตุการณ์ต่างๆที่ขึ้นต่อกันในเชิงสาเหตุ เชื่อมโยง ข.
ไว้กับ ก.
อีกทั้งเข้าใจการขึ้นต่อกันในเชิงสาเหตุดังกล่าวในแบบเงื่อนไขที่ตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริง
กล่าวคือ เหตุการณ์ ก.
จะขึ้นต่อเหตุการณ์ ข.
ในเชิงสาเหตุเมื่อและต่อเมื่อ ถ้า ข.
ไม่เกิดขึ้นแล้ว ก.
ก็จะไม่เกิดขึ้น (โดยที่ตามข้อเท็จจริงแล้ว
ก. และ ข.
เกิดขึ้นจริง) (โปรดดู
Lewis, 1975) ถึงแม้ว่าตามการเข้าใจในลักษณะนี้
สิ่งที่เป็นสาเหตุไม่ได้เป็นเงื่อนไขจำเป็นของการเกิดผล
แต่จากการที่ความสัมพันธ์ในลักษณะของการขึ้นต่อกันในเชิงสาเหตุที่ถือเป็นพื้นฐานนั้นคือการที่เหตุการณ์หนึ่งเป็นเงื่อนไขจำเป็นของอีกเหตุการณ์หนึ่ง(แม้จะเป็นในรูปของเงื่อนไขที่ตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริงก็ตาม)
ทำให้ปัญหาที่แนวทางนี้ต้องเผชิญก็จะเป็นไปในทำนองเดียวกับที่จะพบในความเข้าใจการเป็นสาเหตุที่อิงกับความเข้าใจเรื่องเงื่อนไขที่จำเป็น
ปัญหาที่ควรกล่าวถึงประการหนึ่งของแนวทางแบบเงื่อนไขที่ตรงข้ามกับข้อเท็จจริงนี้เป็นปัญหาที่มีความคล้ายคลึงกับปัญหาหนึ่งที่พบในแนวทางแบบเงื่อนไข
INUS คือ
ปํญหาของการเข้าใจความเป็นสาเหตุที่อิงอยู่กับความเข้าใจในบริบทแวดล้อมมากเกินไป
อย่างเช่นในข้อความ “ถ้านายพลแพตตันไม่ได้ร่วมนำทัพบุกเบอร์ลินแล้ว
สัมพันธมิตรจะไม่ชนะสงคราม”
การที่ผู้กล่าวข้อความดังกล่าวจะอ้างว่าข้อความนี้เป็นจริงได้
เขาจะต้องมีความเชื่ออันเป็นสมมติฐานบางประการไว้ก่อนแล้วพอสมควรทีเดียว
อย่างน้อยก็ในเรื่องของความเกี่ยวพันกันของคุณสมบัติบางอย่างของกองทัพที่มีนายพลแพตตันนำ
กับคุณสมบัติของกองทัพที่สามารถเอาชนะเยอรมันได้
ผลจากการมีสมมติฐานแวดล้อมหลายอย่างที่รองรับการอ้างความจริงของเงื่อนไขที่ตรงข้ามกับข้อเท็จจริงนี้
ทำให้เป็นเรื่องยากอย่างมากที่จะระบุลงไปให้แน่ชัดว่าเงื่อนไขใดที่จะนำมาตัดสินความจริงหรือเท็จของข้อความเชิงเงื่อนไขดังกล่าวได้
(Salmon, 2002: 27) กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ
เป็นไปได้หรือไม่ว่าเงื่อนไขแวดล้อมที่ผู้อ้างความจริงของข้อความดังกล่าวเข้าใจว่ามีอยู่นั้นยังซับซ้อนน้อยไป
จนทำให้จริงๆ
แล้วข้อความที่แสดงเงื่อนไขดังกล่าวนั้นไม่จริง เช่น
อันที่จริงนายพลแพตตันอาจจะตัดสินใจตามเสนาธิการที่ปราดเปรื่องนายหนึ่ง
บางทีเราอาจจะไม่มีทางทราบเงื่อนไขที่ซับซ้อนดังกล่าวนี้ได้
โดยในกรณีนี้
ปัจจัยที่มีส่วนสำคัญให้สัมพันธมิตรชนะสงครามจริงๆ
คือการตัดสินใจของเสนาธิการของนายพลแพตตัน
ไม่ใช่ตัวนายพลแพตตัน
6. ทฤษฎีความเป็นสาเหตุที่ไม่เชื่อเรื่องการเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
เราได้พิจารณาแนวความเข้าใจเกี่ยวกับการเป็นสาเหตุที่ผูกพันอย่างใกล้ชิดกับมโนทัศน์เรื่องการเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
ซึ่งโดยทั่วไปแล้วแนวทางเหล่านั้นคิดว่าเราจะต้องถือเอาความสัมพันธ์ที่ตายตัวในบางลักษณะมาเป็นองค์ประกอบสำคัญของการวิเคราะห์มโนทัศน์เรื่องการเป็นสาเหตุ
(ความสัมพันธ์แบบเงื่อนไขเพียงพอก็ถือเป็นความสัมพันธ์ที่ตายตัวอันหนึ่ง
เนื่องจากถ้า ก. เพียงพอให้เกิด ข.
ก็แสดงด้วยว่า ถ้า ก.
เกิดขึ้นแล้ว ข.
ต้อง
เกิดขึ้นด้วย) เราได้แสดงให้เห็นโดยสังเขปไปว่าแนวทางดังกล่าวมีปัญหาในความเข้าใจอยู่มากมาย
แต่ระยะหลังมานี้มีแนวทางที่เห็นปัญหาของแนวทางแบบดั้งเดิมนั้น
และพยายามจะหนีออกจากการเข้าใจการเป็นสาเหตุว่าเป็นเรื่องของเงื่อนไขที่ตายตัว
โดยพยายามจะอธิบายลดทอนความเข้าใจเรื่องความเป็นสาเหตุไปสู่สิ่งที่มีความตายตัวน้อยกว่าเงื่อนไขแบบดั้งเดิม
หรืออธิบายลดทอนไปสู่สิ่งอื่นที่ไม่ได้อยู่ในรูปของเงื่อนไขใดๆ
เลย
หรือแม้กระทั่งเสนอแนวทางที่ไม่เชื่อว่าเราสามารถจะอธิบายมโนทัศน์
‘สาเหตุ’
ด้วยคำอธิบายอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องของความเป็นสาเหตุได้
ตลอดจนแนวคิดที่เรียกร้องให้เราเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องธรรมชาติของความสัมพันธ์เชิงสาเหตุเสียใหม่
ซึ่งจะได้อภิปรายเป็นลำดับจากนี้ไป
โดยจะเริ่มต้นที่แนวทางซึ่งเข้าใจความเป็นสาเหตุว่าเป็นเรื่องของความน่าจะเป็น
6.1 ทฤษฎีความเป็นสาเหตุเชิงความน่าจะเป็น
ทฤษฎีความเป็นสาเหตุเชิงความน่าจะเป็น
(probabilistic theory of causation)
ได้รับอิทธิพลมาจากความคิดทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับลักษณะของกฎทางฟิสิกส์ของกลศาสตร์ควอนตัม
(quantum mechanics)
ที่เชื่อว่าสาเหตุไม่ใช่เรื่องของกระบวนการที่เป็นเชิงนิยัตินิยม
(deterministic)
ตัวอย่างหลักที่มักใช้สนับสนุนทฤษฎีความเป็นสาเหตุในลักษณะนี้ก็คือ
ตัวอย่างของกรณีที่เราคิดว่าเป็นเรื่องของการเป็นสาเหตุ
แต่ขณะเดียวกันสิ่งที่เราคิดว่าเป็นสาเหตุนั้นไม่ได้จำเป็นหรือเพียงพอที่จะทำให้เกิดผลเสมอไป
เช่น การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุของมะเร็งปอด
หรือตัวอย่างต่างๆในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ในระดับอนุภาค
ในกรณีดังกล่าวเหล่านั้น
สิ่งที่ถือเป็นผลไม่ได้เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องตามมาจากสิ่งที่เป็นสาเหตุอย่างเลี่ยงไม่ได้
หากแต่ควรเข้าใจว่า ‘สาเหตุ’
นั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ความน่าจะเป็นหรือโอกาสที่จะเกิดผลเพิ่มสูงขึ้นกว่าในกรณีที่
‘สาเหตุ’
ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้น (Hitchcock, 2003: 2)
หลักการทั่วไปของแนวทางดังกล่าวในการอ้างความเป็นสาเหตุแบบเป็นการทั่วไป
(general causality) ก็คือ
การที่เหตุการณ์ประเภท A
เป็นสาเหตุของเหตุการณ์ประเภท B
นั้นหมายความว่า A
มีสหสัมพันธ์ในเชิงบวก (positively
correlate) กับ B
ส่วนเหตุการณ์ประเภทใดจะมีสหสัมพันธ์ในเชิงบวกกับเหตุการณ์ประเภทใดนั้น
ขึ้นอยู่กับว่าระดับความน่าจะเป็น (probability)
ของเหตุการณ์ประเภทหลังเมื่อมีเหตุการณ์แรกเป็นเงื่อนไขนั้น
มีมากกว่าระดับความน่าจะเป็นของมันเมื่อไม่มีเหตุการณ์ประเภทแรกเป็นเงื่อนไข
เราอาจจะแสดงความเข้าใจดังกล่าวออกมาในรูปแคลคูลัสของความน่าจะเป็นได้ดังนี้
P(B/ A) > P(B/ not-A)
รูปแบบพื้นฐานของความเข้าใจการเป็นสาเหตุด้วยความเข้าใจเรื่องความน่าจะเป็นดังกล่าวนี้ได้รับการพัฒนาให้สามารถจัดการกับปัญหาต่างๆที่เกี่ยวกับความเข้าใจเรื่องสาเหตุ
ด้วยการสร้างเงื่อนไขต่างๆเพิ่มเติมเข้าไป
ปัญหาสำคัญๆที่แนวทฤษฎีดังกล่าวต้องการแก้ใขได้แก่
ปัญหาที่เรียกว่า
‘สหสัมพันธ์ที่บกพร่อง’ (spurious
correlations) ซึ่งจะเกิดในกรณีที่
B
ดูเหมือนว่าจะมีสหสัมพันธ์ในเชิงบวกต่อ A
แต่จริงๆแล้วสหสัมพันธ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากเหตุการณ์อีกเหตุการณ์
C ซึ่งเป็นสาเหตุของทั้งคู่
(Hitchcock, 2003: 6-9.)
หรือปัญหาเรื่องของความสมมาตรกัน (symmetry)
ของปัจจัยที่เป็นสาเหตุกับที่เป็นผล
เนื่องจากตามหลักการโดยทั่วไปของทฤษฎีความน่าจะเป็นแล้ว
ถ้า P(B/A)>P(B/not-A) แล้ว
เราสามารถจะสรุปได้ด้วยว่า P(A/B)>P(A/not-B)
ด้วย
ซึ่งจะทำให้ผลกลายเป็นสาเหตุของสาเหตุของมันไปแทน
(Hitchcock, 2003: 9-10) ปัญหาของทฤษฎีความน่าจะเป็นเชิงความเป็นไปได้ดังกล่าวสามารถสรุปได้กว้างๆ
ดังนี้
จากความเข้าใจเรื่องการเพิ่มระดับของความเป็นไปได้โดยสาเหตุให้กับผลนั้น
อาจจะพบตัวอย่างแย้งความน่าเชื่อถือของแนวคิดดังกล่าวได้สองแนวตัวอย่างหลักๆ
กรณีแรกคือกรณีที่สิ่งที่คิดว่าเป็นสาเหตุนั้นไม่ได้เพิ่มระดับความน่าจะเป็นของสิ่งที่เป็นผล
ตัวอย่างของปัญหาดังกล่าวคือกรณีของการตีลูกกอล์ฟพลาดเป้าหมายไป
แต่เผอิญว่าไปกระเด้งกับอะไรบางอย่างมาลงหลุม
ในกรณีดังกล่าวการตีผิดพลาดเป็นปัจจัยที่ลดระดับความเป็นไปได้ของการที่ลูกกอล์ฟโดยปกติแล้วจะเดินทางไปลงหลุม
แต่อย่างไรก็ตามการตีพลาดดังกล่าวกลับเป็นสาเหตุของการที่ลูกกอล์ฟเดินทางไปลงหลุม
(Hitchcock, 2003: 17-18.)
ทางออกจากปัญหาดังกล่าวทางหนึ่งก็คือให้พิจารณาความเป็นสาเหตุในเชิงเปรียบเทียบกับทางเลือกที่เป็นไปได้อื่นๆ
ถ้าเราเข้าใจระดับของความน่าจะเป็นในกรณีดังกล่าวว่าถูกเพิ่มขึ้น
เมื่อเปรียบเทียบกับ
ทางเลือกอีกทางหนึ่งนอกจากการตีลูกกอล์ฟอย่างแม่นยำ
ซึ่งคือทางเลือกที่ไม่มีการตีลูกกอล์ฟเลยที่โอกาสในการลงหลุมเกือบจะเป็นศูนย์
เราก็อาจจะเข้าใจได้ว่าการตีลูกกอล์ฟผิดพลาดในกรณีดังกล่าวเป็นสาเหตุให้ลูกกอล์ฟลงหลุมได้อยู
ปัญหาในแนวนี้อีกตัวอย่างหนึ่งเป็นเรื่องของ
‘การชิงกันเป็นสาเหตุ’ (causal
preemption) ที่เราเคยกล่าวถึงไปบ้างแล้ว
ตัวอย่างเช่น โรค ก.
ทำให้ความน่าจะเป็นของการเสียชีวิตเป็น 0.1
ส่วนโรค ข.
นั้นทำให้ความน่าจะเป็นของการเสียชีวิตอยู่ที่ 0.9
โดยมีเงื่อนไขอยู่ประการหนึ่งว่าถ้าติดโรคใดโรคหนึ่งในสองโรคนี้แล้วจะไม่เป็นอีกโรคหนึ่ง
สมมติว่าบุคคลคนหนึ่งคือนาย ค.
ต้องติดโรคใดโรคหนึ่งในสองโรคนี้ และปรากฏว่าเขาติดโรค ก.
ซึ่งเป็นสาเหตุให้เขาตาย
เราจะต้องถือว่าการติดโรค ก. ของนาย ค.
นั้นได้ลดระดับของโอกาสที่เขาจะตายลง (คือถ้านาย ค.
ไม่ได้ติดโรค ก.
แต่ไปติดโรค ข. แทน
จะทำให้ระดับความน่าจะเป็นที่เขาจะตายนั้นสูงถึง
0.9
และสูงกว่าระดับความน่าจะเป็นในกรณีที่เขาติดโรค ก.
มาก)
กรณีดังกล่าวจะแย้งกับความเข้าใจพื้นฐานของทฤษฎีความเป็นสาเหตุเชิงความน่าจะเป็นที่ว่า
สาเหตุนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ระดับความน่าจะเป็นของผลเพิ่มสูงขึ้น
(Tooley, 1999: 74)
ทางออกจากปัญหาดังกล่าวทางหนึ่งคือให้เข้าใจการเพิ่มระดับความน่าจะเป็นหรือการเป็นสาเหตุดังกล่าวว่ามีลักษณะเป็นเชิงส่งผ่าน
(transitive) กล่าวคือ
ถึงแม้ระดับของความน่าจะเป็นที่จะเสียชีวิตจากโรค ก.
นั้นต่ำกว่าโรค ข.
มาก แต่ในเมื่อนาย ค. ติดโรค
ก.
แล้วจะต้องถือว่าการติดโรค ก.ของนาย
ค.ดังกล่าวได้เพิ่มระดับความน่าจะเป็นของการเสียชีวิตของเขาให้มากขึ้น
ในเมื่อตามเงื่อนไขแล้วโรค ข.
จะไม่ติดเมื่อติดโรค ก.
เราก็ต้องกลับมาเริ่มพิจารณาระดับความน่าจะเป็นดังกล่าวกันใหม่จากจุดที่โอกาสที่นาย
ค. จะเสียชีวิตด้วยโรค ข.
นั้นไม่มีแล้ว
ในขั้นของการพิจารณาดังกล่าวเราต้องถือว่าการติดโรค ก.
ของนาย ค.
เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของเขา
การส่งผ่านดังกล่าวก็คือการส่งผ่านการพิจารณาระดับของความน่าจะเป็น
จากระดับของการพิจารณาหนึ่งไปสู่การพิจารณาอีกระดับหนึ่งนั่นเอง
ตัวอย่างแย้งแนวที่สองต่อความน่าเชื่อถือของทฤษฎีการเป็นสาเหตุเชิงความน่าจะเป็น
คือกรณีที่สิ่งซึ่งเราไม่คิดว่าจะมีฐานะเป็นสาเหตุ
กลับมาเป็นสิ่งที่ยกระดับความน่าจะเป็นของสิ่งที่ไม่น่าจะถือว่ามีฐานะเป็นผลของมัน
ซึ่งสามารถเข้าใจได้จากตัวอย่างต่อไปนี้
มีคนสองคนยิงปืนไปที่เป้า
ทั้งคู่มีโอกาสที่จะยิงถูกตรงเป้าพอๆกัน
ปรากฏว่าคนแรกยิงถูกแต่คนที่สองพลาด
การที่คนที่สองยิงปืนออกไป ถึงแม้ไม่ถูกเป้า
แต่ก็ต้องถือว่าเป็นการช่วยเพิ่มความน่าจะเป็นที่เป้าจะถูกยิงให้มากยิ่งขึ้นกว่ากรณีที่เขาไม่ได้ยิง
เราจะเห็นได้ว่าในกรณีดังกล่าวนั้นการยิงเป้าของคนที่สองเข้าเกณฑ์ที่จะเรียกได้ว่าเป็นสาเหตุของการที่เป้าถูกยิง
แต่โดยทั่วไปแล้วคงไม่มีใครคิดว่าการยิงเป้าไม่ถูกเป็นสาเหตุของการที่เป้าถูกยิงเป็นแน่
ทางออกที่เป็นไปได้จากตัวอย่างแย้งดังกล่าวคือ
การพยายามเชื่อมโยงทฤษฎีการเป็นสาเหตุเชิงความน่าจะเป็นดังกล่าว
เข้ากับเงื่อนไขเพิ่มเติมที่พูดถึงเรื่องความเชื่อมโยงทางพื้นที่และเวลาในบางลักษณะระหว่างสาเหตุกับผล
จะเห็นได้ว่า
ปัญหาในเชิงความเข้าใจที่เกิดจากตัวอย่างแย้งต่างๆของแนวทางการเข้าใจความเป็นสาเหตุในเชิงความน่าจะเป็นนั้นมีอยู่หลายประการและสามารถถูกเสนอขึ้นมาได้เรื่อยๆ
นักปรัชญาหลายคนพยายามแก้ปัญหาเหล่านั้นด้วยการเพิ่มเติมเงื่อนไขในเชิงเทคนิคบางอย่างเข้าไปในขั้นตอนของการอธิบายเมื่อเกิดปัญหาขึ้นแต่ละครั้ง
เราสามารถพบปัญหาและความพยายามแก้ปัญหาในลักษณะดังกล่าวได้อยู่เรื่อยๆ
ในรูปของบทความวิชาการตามวารสารทางปรัชญาชั้นนำทั่วไป
6.2
ทฤษฎีการเป็นสาเหตุที่มีพื้นฐานอยู่บนความเข้าใจเรื่องพลังในเชิงสาเหตุ
รอม ฮาร์เร
(Rom Harré) และ ที อี แมดเดน
(T.E. Madden)
ได้เสนอแนวทางการเข้าใจการเป็นสาเหตุที่อิงอาศัยแนวคิดเรื่องพลังเชิงสาเหตุ
(causal power)
โดยนำเสนอทฤษฎีที่เรียกว่า ‘ทฤษฎีความเป็นสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับการก่อให้เกิด’
(a theory of generative causality)
ขึ้นมาเป็นทางออกจากปัญหาที่ทฤษฎีของการเป็นสาเหตุที่อิงความสม่ำเสมอต้องเผชิญ
เนื้อหาของทฤษฎีดังกล่าวพอจะสรุปได้ดังนี้ เขาเข้าใจ
‘พลังเชิงสาเหตุ’
ว่าไม่ใช่พลังหนึ่งใดที่มีการดำรงอยู่เป็นของตัวมันเอง
เราจะเข้าใจพลังดังกล่าวได้ก็โดยการอ้างอิงไปยังวัตถุที่มีพลัง
(forceful objects)
จำนวนหนึ่งที่อยู่ในความสนใจของเรา
และถ้าการเป็นสาเหตุเป็นเรื่องของพลังเหล่านี้แล้ว
เราจึงเข้าใจได้ด้วยว่า ‘การเป็นสาเหตุ’
ที่มีการดำรงอยู่ของตนเองเป็นต่างหากจากสิ่งต่างๆในโลกนั้นไม่มีอยู่
มีแต่สิ่งต่างๆซึ่งสามารถกระทำอะไรเชิงสาเหตุได้
(causally active things)
ซึ่งความสัมพันธ์ที่สิ่งเหล่านั้นมีต่อกันในเหตุการณ์ต่างๆคือสิ่งที่เรียกว่า
‘กลไกเชิงการก่อให้เกิด’
(generative mechanism)
ดังนั้นเราสามารถเข้าใจได้ว่า ก.
เป็นสาเหตุของ ข. หมายความว่า ก.
ก่อให้เกิด(หรือผลิตให้เกิด)
ข.
แต่ไม่ได้หมายความว่า ก. มี ข.
ติดตามมา
ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่ได้หมายความว่า ก.
และ ข.
เกิดขึ้นร่วมกันอย่างที่ไม่อาจเป็นอย่างอื่นได้ (โปรดดู
Harre, 1983)
ฮาร์เรอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องตัวกระทำเชิงสาเหตุ
(causal agent)
โดยเขาได้เสนอว่าสิ่งที่ ’มีอยู่’
(being) นั้น มีอยู่สองประเภท
ประเภทแรกเรียกว่า ‘ตัวรับ’
(patient)
ซึ่งจะไม่กระทำการอะไรจนกว่าจะมีสิ่งอื่นมากระตุ้น
อีกประเภทหนึ่งเรียกว่า ‘ตัวกระทำ’
(agent)
ซึ่งพร้อมจะกระทำการบางอย่างในกรณีที่ปราศจากสิ่งที่มาเหนี่ยวรั้งไม่ให้กระทำ
คำอธิบายดังกล่าวเมื่อถูกเสริมด้วยความเข้าใจเรื่องคุณสมบัติต่างๆที่สิ่งต่างๆมีอยู่โดยตัวของมันเองที่เรียกว่า
‘คุณสมบัติในตัวเอง’
(intrinsic property)
ก็จะทำให้เราสามารถทราบถึงความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างสิ่งต่างๆได้
ผู้ที่สนับสนุนแนวคิดแบบนี้บางคนเห็นว่าจริงๆแล้วมโนทัศน์เรื่องพลังหรือความโน้มเอียงพื้นฐาน
(disposition)
ที่ทฤษฎีของความเป็นสาเหตุดังกล่าวถือเป็นมโนทัศน์เบื้องต้นที่สำคัญนั้น
เป็นมโนทัศน์เดียวกันกับมโนทัศน์เรื่อง ‘คุณสมบัติ’
(property) ที่สิ่งต่างๆมี
เพราะถ้าไม่เข้าใจแบบนี้ มโนทัศน์ ‘คุณสมบัติ’
จะเป็นสิ่งที่ไร้ความหมายไป
(Cartwright, 1999: 249.) กล่าวคือจะเข้าใจว่าสิ่งต่างๆมี
‘คุณสมบัติ’
ไปเพื่ออะไร
หากไม่เข้าใจว่าคุณสมบัติที่ต่างกันนั้นทำให้สิ่งต่างๆ
ทำ อะไรที่ต่างกันได้
ปัญหาหนึ่งของทฤษฎีในลักษณะดังกล่าวนี้อยู่ที่ประเด็นเรื่องความเกี่ยวพันกันของพลังในเชิงสาเหตุกับกฎเชิงสาเหตุ
กล่าวคือ
เราจะเข้าใจว่าวัตถุหนึ่งมีพลังในการก่อให้เกิดอะไรได้โดยไม่อิงกับกฎในบางลักษณะได้อย่างไร?
ถ้าเรานึกถึงคำถามพื้นฐานที่เรียกร้องให้เราอธิบายคุณสมบัติในการทำให้ง่วงนอนของฝิ่น
เราก็จะเห็นว่าคำตอบในทำนองที่ว่าฝิ่นมีคุณสมบัติบางอย่างอยู่
โดยที่คุณสมบัตินั้นคือคุณสมบัติของการสามารถทำให้คนง่วงได้นั้น
ถือเป็นคำอธิบายที่ไม่น่าพอใจเลย
เนื่องจากที่จริงแล้วคำตอบดังกล่าวไม่ได้บอกอะไรเพิ่มเติมขึ้นเลย
ดังนั้นสิ่งที่ทฤษฎีในลักษณะนี้จะต้องทำให้ได้ก็คือ
การหาคำอธิบายตัวคุณสมบัติที่ทำให้เกิดผลดังกล่าวให้น่าพอใจกว่านี้
และจะต้องเป็นคำอธิบายซึ่งไม่ได้ย้อนกลับไปหาคำอธิบายที่พึ่งพาความเข้าใจในเรื่องกฎให้ได้ด้วย
เนื่องจากถ้าทำไม่ได้
ก็เท่ากับทฤษฎีการเป็นสาเหตุแนวนี้กำลังย้อนกลับไปอธิบาย
‘การเป็นสาเหตุ’
แบบที่เชื่อในเรื่องความสม่ำเสมอและตายตัวในบางลักษณะ
ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวทฤษฎีนี้เองแสดงจุดยืนว่าต้องการหลีกเลี่ยงตั้งแต่ต้น
6.3
ทฤษฎีที่มองว่าการเป็นสาเหตุเป็นเรื่องของกระบวนการ
โดยทั่วไปแล้วเรามักเข้าใจว่าการเป็นสาเหตุนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคู่สัมพันธ์คู่หนึ่ง
คือ
‘สาเหตุ’ กับ
‘ผล’
นอกจากนั้นยังมักเข้าใจลักษณะของความสัมพันธ์ดังกล่าวด้วยคำอธิบายที่อิงกับความเข้าใจเรื่องความเป็นเงื่อนไขในบางลักษณะ
นักปรัชญาอย่างเวสลี แซลมอน (Wesley Salmon)
เรียกร้องให้เรายกเลิกธรรมเนียมการเข้าใจความเป็นสาเหตุในลักษณะดังกล่าว
เนื่องจากความเข้าใจในแบบเดิมนี้ได้ทำให้เราซึ่งรวมทั้งฮูมเองด้วย
ไม่สามารถจะหา ‘การเป็นสาเหตุ’
ที่อยู่ ในตัวของวัตถุเอง (in the objects)
ได้
การมองหาการเป็นสาเหตุดังกล่าวทำให้การตัดสินและเข้าใจว่าอะไรเป็น
‘สาเหตุ’
ของเราเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับบริบทเป็นสำคัญ
(context-dependence) (Salmon, 2002: 37) [โปรดดูข้อวิจารณ์ที่มีต่อเงื่อนไข
INUS ในส่วนที่ 5.2 ประกอบ]
เขาเสนอให้เรามองความเป็นสาเหตุเสียใหม่ว่าเป็นเรื่องของกระบวนการ
(process)
บางอย่างที่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันในบางลักษณะ
กระนั้นเราก็ยังสามารถที่จะเลือกเข้าใจความเป็นสาเหตุในแง่ของ
เหตุ-กับ-ผล
ได้อยู่
โดยต้องมองว่าเป็นเรื่องของการที่สองกระบวนการเชิงสาเหตุ
(causal process)
หรือมากกว่ามามีปฏิสัมพันธ์กัน
หรือไม่ก็ต้องเป็นเรื่องของการที่เหตุการณ์สองเหตุการณ์นั้นถูกเชื่อมโยงกันด้วยกระบวนการเชิงสาเหตุกระบวนการหนึ่ง
ในทางใดทางหนึ่งเท่านั้น
เขามองว่า
‘กระบวนการ’
คืออะไรก็ตามที่มีความสืบเนื่องในทางพื้นที่และเวลาในบางลักษณะ
และเกือบทุกสิ่งสามารถจะพิจารณาว่าเป็น ‘กระบวนการ’
ได้ทั้งสิ้น หลักการสำคัญคือ
การแยกแยะ
‘กระบวนการเชิงสาเหตุ’
ที่แท้จริงออกมาจากสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘กระบวนการเทียม’
(pseudo-process) ให้ได้
ความแตกต่างกันระหว่างกระบวนการสองประเภทก็คือ
กระบวนการแบบแรกเป็นกระบวนที่มีการส่งผ่าน
อิทธิพลในเชิงสาเหตุ (causal influence)
หรือที่เขาเข้าใจและเรียกว่า ‘ร่องรอย’
(mark) ในทางกายภาพบางอย่าง
ส่วนกระบวนการเทียมนั้นไม่มีคุณลักษณะดังกล่าว
(Salmon, 2002: 29)
เขาให้ความหมายของปฏิสัมพันธ์เชิงสาเหตุแบบดังกล่าวไว้ในลักษณะต่างๆ
โดยอิงอยู่กับความเข้าใจพื้นฐานประการหนึ่งในทางฟิสิกส์ที่เรียกว่า
‘ปริมาณที่ถูกธำรงไว้’
(conserved quantities)
โดยที่ปริมาณดังกล่าวสามารถเข้าใจว่ามีพื้นฐานอยู่บนสิ่งที่มีลักษณะเป็นดังเช่น
มวล พลังงาน หรือ โมเมนตัม เป็นต้น
ในที่สุดแล้วเขาได้เสนอความเข้าใจต่อปฏิสัมพันธ์เชิงสาเหตุเอาไว้ว่า
เมื่อใดก็ตามที่กระบวนการเกิดการแลกเปลี่ยน
(exchange) ปริมาณที่ถูกธำรงไว้ส่วนหนึ่ง
จากการบรรจบกัน (intersection)
ของกระบวนการดังกล่าวในแต่ละครั้ง
การบรรจบกันดังกล่าวนี้ถือได้ว่าเป็นการมีปฏิสัมพันธ์เชิงสาเหตุ
(Salmon, 2003: 33)
จากความเข้าใจดังกล่าว
เขาเชื่อว่าจะทำให้เราสามารถจะเข้าใจการเกิดขึ้นของการเป็นสาเหตุในพื้นที่และเวลาใดๆ
ก็ตามได้อย่างเป็นวัตถุวิสัย
ในรูปของการแจกแจงเอาทุกกระบวนการเชิงสาเหตุและทุกปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในพื้นที่หนึ่งๆออกมาให้หมด
ซึ่งจะทำให้เราได้เรื่องราวเชิงสาเหตุอย่างสมบูรณ์ที่มีความสลับซับซ้อนออกมา
แต่เราก็สามารถที่จะเลือกกล่าวเฉพาะบางส่วนของเรื่องราวนั้นได้
โดยขึ้นอยู่กับเป้าหมายเชิงปฏิบัติของเรา
(Salmon, 2003: 35) ถ้าเรื่องราวส่วนที่เราเลือกมาสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับการเกิดขึ้นของเหตุการณ์ในบริบทหนึ่งๆ
ได้อย่างน่าพอใจ เราก็สามารถอ้างว่ามันเป็น คำอธิบาย
เชิงสาเหตุ (causal explanation)
ที่เหมาะสมที่สุดของเหตุการณ์นั้นๆ ได้ (Salmon,
2003: 38)
6.4 ทฤษฎีความเป็นสาเหตุแบบสัจนิยม
เราสามารถเข้าใจแนวทางการอธิบายเรื่องความเป็นสาเหตุที่ไม่อิงกับมโนทัศน์เรื่องการเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอในแนวทางแบบสัจนิยมนี้ได้โดยเริ่มต้นจากการพิจารณางานของ
จี อี เอ็ม แอนสคอมบ์
(G. E. M. Anscombe) เรื่อง
“Causality and Determination”
ซึ่งพยายามจะวิจารณ์แนวคิดที่เชื่อมโยงมโนทัศน์เรื่องความเป็นสาเหตุเข้ากับเรื่องของความจำเป็นหรือความตายตัวอย่างสม่ำเสมอที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดมาจากงานของฮูม
แอนสคอมบ์มองว่านักปรัชญาที่มีชื่อเสียงหลายคนภายหลังฮูม
นั้นดำเนินและพัฒนาความคิดของตนตามแนวทางของฮูม
หรือถึงแม้ว่าว่าจะโต้แย้งกับฮูม
แต่ก็แทบจะไม่มีใครเลยที่ตั้งคำถามต่อการทำให้เรื่องความเป็นสาเหตุเป็นเรื่องของความจำเป็นดังกล่าว
(Anscombe, 1981: 135)
ตัวของแอนสคอมบ์
เองนั้นไม่เห็นด้วยกับแนวคิดแบบที่เดินตามฮูม
และเห็นว่าเราสามารถจะเห็นว่าความคิดดังกล่าวนั้นผิดได้ในทันที
เพราะ
เป็นการง่ายกว่ามากที่จะสืบสาวจากผลทั้งหลายไปหาสาเหตุต่างๆ
ด้วยความแน่นอนมากกว่าจะทำนายถึงผลต่างๆจากสาเหตุทั้งหลาย
เรามักจะรู้จักสาเหตุอันหนึ่งโดยไม่ต้องรู้ว่าจะมีการทำให้เป็นเรื่องทั่วไปที่ไม่มีข้อยกเว้น…หรือจะมีความจำเป็นหนึ่งใดหรือไม่
(Anscombe, 1981: 135-136)
แอนสคอมบ์กล่าวถึงกรณีของการรู้ถึงสาเหตุหลายกรณี เช่น
เรารู้ว่าเราติดโรคมาจากไหน
และแพทย์เองก็ไม่ได้รู้ถึงเงื่อนไขทั้งหมดที่จะกำหนดบังคับให้เราต้องติดโรคดังกล่าวแต่อย่างใด
สิ่งที่แอนสคอมบ์เสนอในที่นี้คือความคิดที่ว่า
สาระสำคัญของความเป็นสาเหตุอยู่ที่การได้มา
(diriverativeness)
ของผลอันหนึ่งจากสาเหตุต่างๆของมัน
และเธอเห็นว่านี่เป็นลักษณะหลักที่มีอยู่ร่วมกันในบรรดาการเป็นสาเหตุชนิดต่างๆ
(Anscombe, 1981: 136.) และจากตัวอย่างเรื่องที่ว่าเรายอมรับกันอยู่ทุกคนว่าความเป็นแม่ลูกทางกายภาพเป็นความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ
การได้มาของผลจากสาเหตุจึงเป็นเรื่องเชิงวัตถุ
การวิเคราะห์ในเชิงของความจำเป็นและความเป็นสากลจึงไม่ได้บอกอะไรเราเกี่ยวกับการได้มาซึ่งผลดังกล่าว
และไม่ได้พูดถึงแหล่งที่มาของสิ่งที่เป็นผล
ดังนั้นการเป็นสาเหตุจึงต้องไม่ถูกทำให้เป็นสิ่งเดียวกับการเป็นเรื่องจำเป็น
เราสามารถเข้าใจความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างสิ่งสองสิ่งได้ในรูปแบบของการได้
A มาจาก B (A's coming from
B)
โดยไม่ต้องอ้างไปถึงเรื่องความเป็นสากลของสิ่งที่อยู่ในลักษณะเดียวกับ
A และ B
หรือ ความเป็นเงื่อนไขจำเป็นใดๆ ของสิ่งทั้งสอง
นอกจากนั้นแอนสคอมบ์ยังได้วิพากษ์วิจารณ์ความคิดที่ว่าเราไม่สามารถที่จะสังเกตการมีสาเหตุต่อกันใดๆได้
เธอเห็นว่าในภาษาของเรานั้น
เราเรียนรู้การแสดงและการใช้มโนทัศน์เชิงสาเหตุมากมายซึ่งแสดงออกด้วยถ้อยคำที่รายงานสิ่งที่สังเกตเห็น
หรือไม่ก็ด้วยถ้อยคำที่แสดงการมีสมมติฐานเรื่องความเป็นสาเหตุ
คำเหล่านั้นก็เช่น ดัน ถือ กิน ทำให้เปียก เผา ตี กันออกไป
สร้าง หรือ ติดเชื้อ
นี่เองที่จะตอบคำถามเราได้ว่าความรู้เบื้องแรกของการเป็นสาเหตุมาได้อย่างไร
และเมื่อเป็นเช่นนั้นทำไมเราจะเพิ่มคำอีกคำคือ
"เป็นเหตุให้เกิด"
เข้าไปในภาษาที่เราใช้ไม่ได้
อีกอย่างหนึ่งที่แอนสคอมบ์ชวนให้เรามองคือ
ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องเข้าใจกฎธรรมชาติว่าจะต้องอยู่ในรูปของ
"จะเป็นอย่างนี้เสมอ ที่ว่าถ้ามี
A แล้ว B
จะตามมา"
แต่อาจจะมีกฎธรรมชาติในลักษณะเช่น "จุดที่จะลุกเป็นไฟของวัตถุอย่างหนึ่งนั้นคือ…"
ซึ่งจะเป็นคำอธิบายถึงสาเหตุว่าทำไมเวลาจุดไม้ขีดแล้วมันจะติดไฟเป็นปกติ
(Anscombe, 1981: 138)
อีกส่วนหนึ่งที่แอนสคอมบ์เสนอในงานชิ้นดังกล่าวคือการเชื่อมโยงให้เห็นถึงการเข้าใจความเป็นสาเหตุแบบของเธอกับความเข้าใจเรื่องความเป็นนิยัตินิยม
(determinism)
ถ้าเข้าใจการเป็นสาเหตุแบบนี้ไม่ได้บังคับให้เราต้องถือว่าทุกสิ่งทุกอย่างถูกกำหนดมาล่วงหน้าจากสาเหตุที่มาก่อน
มีมโนทัศน์หลายอย่างที่ดูเหมือนว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การกำหนด
(และดังนั้นจึงทำนายได้)
ล่วงหน้าดังกล่าวไม่เป็นจริง เช่น
สิ่งที่เราไม่สามารถจะควบคุมหรือรู้ถึงที่มาที่ไปของมันได้แน่นอนอย่างปรากฏการณ์ของควอนตัมฟิสิกส์
แรงในลักษณะต่างๆ (forces)
ที่อาจจะเข้ามาแทรก หรืออิสรภาพการตัดสินใจของมนุษย์
เป็นต้น
เราสามารถเข้าใจได้ว่าแอนสคอมบ์กำลังเสนอคำอธิบายการเป็นเหตุผลแบบที่อาจเรียกได้ว่าเป็น
’สาเหตุเชิงเดี่ยว’ (singular
cause)
ซึ่งหมายถึงการเข้าใจการเป็นสาเหตุของสิ่งเฉพาะที่มีความสัมพันธ์กันในสถานการณ์เฉพาะหนึ่งๆ
โดยไม่ได้อ้างออกไปถึงความเป็นทั่วไปของวัตถุประเภทเดียวกันอื่นๆนอกเหนือไปจากที่มีความสัมพันธ์กันอยู่ในสถานการณ์เฉพาะนั้นๆ
กล่าวคือ
ไม่ได้อ้างถึงความสม่ำเสมอแบบกฎธรรมชาติที่ผู้ที่เดินตามแบบฮูม
โดยทั่วไปคิดว่าต้องมีในการเข้าใจความเป็นสาเหตุ
แนนซี่ คาร์ทไรต์ (Nancy Cartwright)
ได้สนับสนุนความคิดเรื่องสาเหตุเชิงเดี่ยว (Cartwright,
1999: 47-58)
โดยเสนอข้อโต้แย้งว่าสาเหตุเชิงเดี่ยวดังกล่าวคือสิ่งที่ความเข้าใจเรื่องความเป็นสาเหตุแบบประสบการณ์นิยมในแนวทางแบบวิทยาศาสตร์ต้องการในการให้คำอธิบายต่อการอ้างการเป็นสาเหตุหนึ่งๆ
โดยเธอเสนอว่าแม้แต่ในการเข้าใจความสัมพันธ์เชิงสาเหตุซึ่งอาศัยคำอธิบายเชิงสถิติที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไปในปัจจุบันนั้น
เมื่อวิเคราะห์กันให้ดีแล้ว
ก็ยังประสบปัญหาในด้านความเข้าใจบางประการที่จะแก้ไม่ตกถ้าไม่อาศัยคำอธิบายความเป็นสาเหตุแบบสาเหตุเชิงเดี่ยว
เธอได้ยกตัวอย่างให้เห็นว่าการศึกษาถึงสาเหตุเชิงเดี่ยวนั้นไม่ได้เป็นของแปลกสำหรับวงการการทดลองทางวิทยาศาสตร์แต่อย่างใด
ตัวแบบของการเสนอข้ออ้างที่เกี่ยวกับการเป็นสาเหตุกันแบบเชิงเดี่ยวมีอยู่ในแบบการทดลองทางฟิสิกส์ที่เรียกว่า
‘การทดลองเที่ยวเดียว’
('one-shot' experiment)
ซึ่งไม่ได้มีเรื่องสถิติเข้ามาเกี่ยวข้อง
(Cartwright, 1999: 54)
การทดลองดังกล่าวเป็นการทดลองเที่ยวเดียว
โดยที่ผู้ทดลองจะต้องมีความรู้บางอย่างเกี่ยวกับความเป็นสาเหตุในเรื่องบางเรื่องอยู่ก่อนแล้ว
และใช้ความรู้ดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญในการหาข้อสรุปเชิงสาเหตุจากการทดลองนั้นอีกทีหนึ่ง
กล่าวคือ
ความรู้ในเรื่องการเป็นสาเหตุที่ได้รับอันมีฐานะเป็นผลของการทดลองนั้นมาจากความรู้
(ที่จริงอาจจะมีฐานะเป็นเพียงแค่สมมติฐานเท่านั้น)
เรื่องสาเหตุบางอย่างที่มีมาก่อนแล้ว
ซึ่งโดยทั่วไปแล้วรวมถึงการอ้างความรู้เรื่องสาเหตุเชิงเดี่ยวเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเครื่องมือต่างๆที่นำมาใช้ในการทดลองนั้นด้วย
อย่างน้อยสิ่งที่เราได้จากงานของคาร์ทไรต์ก็คือความเป็นไปได้หนึ่งของความพยายามที่จะบอกว่าการสังเกตการเป็นสาเหตุในสถานการณ์เฉพาะนั้นมีทางเป็นไปได้
ถึงแม้ว่าจะไม่ตรงไปตรงมาแบบที่ แอนสคอมบ์บอกเรา
สิ่งที่น่าสนใจก็คือคำอธิบายที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งความรู้เกี่ยวกับความเป็นสาเหตุเชิงเดี่ยว
ที่ในบางครั้งนักฟิสิกส์ผู้ทำการทดลองจะต้องมีอยู่ก่อนนั้นได้มาได้อย่างไร?
และสามารถเปรียบเทียบได้กับความสามารถในการใช้มโนทัศน์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุที่มีอยู่ในภาษาของเราอยู่แล้วเหมือนกับที่แอนสคอมบ์
พยายามยกขึ้นมาให้เห็นมากน้อยเพียงไร?
คำถามนี้ดูจะเป็นปัญหามากที่สุดของแนวคิดแบบนี้
มีปัญหาสำคัญอยู่ประการหนึ่งในคำอธิบายเรื่องการเป็นสาเหตุที่เดินตามทางของ
แอนสคอมบ์ กล่าวคือ
จริงๆแล้วคำอธิบายดังกล่าวได้เพิ่มเติมอะไรให้กับเราในการเข้าใจเรื่องความเป็นสาเหตุมากขึ้นหรือไม่?
ในท้ายที่สุดก็จะต้องสรุปว่ามีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุบางอย่างที่เราจะต้องถือเอาไว้ก่อนโดยไม่นิยาม
แอนสคอมบ์บอกกออกมาอย่างชัดเจนว่า "…เราสามารถบอกได้ว่า
การเป็นสาเหตุนั้นเองเป็น
สิ่งที่เพียงแต่เกิดขึ้นเท่านั้น (mere hap)
มันยากที่จะอธิบายความคิดนี้ให้มากขึ้น"
(Anscombe, 1981: 145)
ส่วนคาร์ทไรต์เองก็ไม่ได้อธิบายว่าความรู้เกี่ยวกับสาเหตุเชิงเดี่ยวที่นักฟิสิกส์มีอยู่ก่อนหน้าและภายหลังจาก
"การทดลองเที่ยวเดียว"
นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
และเราจะเข้าใจได้อย่างไรนอกบริบทของห้องปฏิบัติการ
อย่างไรก็ตาม ไมเคิล ทูลี (Micheal Tooley)
ซึ่งเป็นนักปรัชญาที่พยายามให้คำอธิบายการเป็นสาเหตุแบบเชิงเดี่ยวเช่นกัน
ได้ปฏิเสธท่าทีของแอนสคอมบ์ในการถือมโนทัศน์เรื่องการเป็นสาเหตุเป็นมโนทัศน์พื้นฐาน(basic)
ซึ่งไม่ต้องอธิบายด้วยความคิดอื่นใดอีก
(โปรดดู Tooley, 1999)
ทูลีให้เหตุผลในการปฏิเสธดังกล่าวว่า
ข้ออ้างที่ว่าบางสิ่งบางอย่างเป็นสิ่งที่สามารถสังเกตได้ในความหมายโดยทั่วไปที่ไม่เป็นในเชิงทฤษฎีนั้น
ไม่ได้เป็นเหตุผลให้เราไปสรุปว่ามโนทัศน์ดังกล่าวสามารถที่จะถือได้ว่าเป็นสิ่งที่เป็นพื้นฐานในการให้ข้อวิเคราะห์
(Tooley, 1999: 465)
ทูลีได้เสนอข้อวิจารณ์ต่อแนวคิดอีกแนวคิดหนึ่งที่พยายามจะเข้าใจการเป็นสาเหตุในแบบเชิงเดี่ยวเช่นเดียวกัน
แนวคิดดังกล่าวถูกแสดงไว้โดย ซี เจ ดูแคสซี
(C. J. Ducasse)
เราสามารถสรุปความคิดของดูแคสซีโดยสังเขปได้ว่า
เขาคิดว่าเราสามารถสังเกตสิ่งที่เรียกว่า ‘การเป็นสาเหตุ’
ของสถานการณ์เฉพาะของวัตถุหนึ่งได้จากความสัมพันธ์ที่สิ่งนั้นมีต่อกันในความต่อเนื่องกันทางสถานที่และลำดับก่อนหลังทางเวลาอย่างที่ฮูมเองก็ยอมรับอยู่
กล่าวคือ เมื่อสิ่ง C และ
K เปลี่ยนแปลง โดย
C
เปลี่ยนแปลงในเวลาและสถานที่ซึ่งยุติลง ณ ขณะเวลา
I และบนพื้นผิว S
และ K
เปลี่ยนแปลงในเวลาและสถานที่ที่เริ่มต้นขึ้น ณ ขณะเวลา
I บนพื้นผิว S
บวกกับเงื่อนไขที่ว่าในเวลาและสถานที่ของ
C และ K
นั้นไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆเกิดขึ้นอีกนอกจาก C
และ K
เองเท่านั้น (โปรดดู Ducasse, 1975)
ทูลีปฏิเสธข้อเสนอของดูแคสซี
จากตัวอย่างแย้งเรื่องการขว้างก้อนหินถูกกระจกแตกในขณะที่ลมพัดมาถูกกระจกด้วย
ในกรณีดังกล่าวเราไม่สามารถที่จะบอกได้จากข้อวิเคราะห์ของดูแคสซี
ว่าก้อนหินเป็นสาเหตุให้กระจกแตก
เนื่องจากเงื่อนไขประการสุดท้ายไม่ได้ถูกตอบสนอง
นอกจากนั้นเขายังได้ตั้งคำถามอีกว่า
เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการเป็นสาเหตุที่ไม่มีการสัมผัสกันทางพื้นที่
ถ้ากรณีดังกล่าวมีได้
การวิเคราะห์ของดูแคสซีย่อมไม่ครอบคลุมไปถึง
ตัวอย่างของการเป็นสาเหตุดังกล่าวก็เช่นสิ่งที่เรียกว่า
‘การกระทำที่มีการเว้นระยะห่าง’
(action at a distance) (Tooley, 1999: 465)
ซึ่งตัวอย่างหลักของการกระทำดังกล่าวก็คือ
การที่แรงโน้มถ่วงของโลก (gravity)
สามารถมีอิทธิพลต่อสิ่งต่างๆ ได้นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม
ถึงแม้ว่าทูลีเองจะคิดว่าหากเราจะสังเกตทราบการเป็นสาเหตุ
ก็จะต้องสังเกตทราบโดยผ่านกรอบทฤษฎีที่เป็นเทคนิค
ซึ่งกรอบทฤษฎีดังกล่าวไม่ใช่ความสัมพันธ์ขั้นมูลฐานระหว่างเหตุการณ์และไม่ได้เป็นสิ่งที่วิเคราะห์ต่อไปไม่ได้
แต่กระนั้นเขาก็คิดว่าเราสามารถที่จะมีมโนทัศน์เรื่องการเป็นสาเหตุที่เกี่ยวกับสถานการณ์เฉพาะได้
เพียงแต่ไม่สามารถทอนลงเป็นคุณสมบัติและความสัมพันธ์ที่สังเกตทราบโดยตรงได้เท่านั้น
(Tooley, 1999: 466)
เขาเห็นว่าทางออกเดียวที่มี
(ถ้าเรายังถือแนวคิดเรื่องการเป็นสาเหตุเชิงเดี่ยวอยู่)
คือจะต้องถือว่าการเป็นสาเหตุเป็นความสัมพันธ์
เชิงทฤษฎี (theoretical relation)
ระหว่างเหตุการณ์ต่างๆ
ดังนั้นเขาจึงได้เสนอทฤษฎีเพื่อความเข้าใจความเป็นสาเหตุเชิงเดี่ยวในแบบของเขา
โดยอาศัยมโนทัศน์เชิงสถิติของทฤษฎีความน่าจะเป็นมาใช้เป็นเครื่องมืออธิบาย
พุฒวิทย์ บุนนาค (ผู้เรียบเรียง)
เอกสารอ้างอิง
|
· |
Anscombe, G. E. M. 1981. Causality and
Determination. In G. E. M. Anscombe (ed.).
Metaphysics and the Philosophy of Mind.
Oxford: Blackwell. |
|
· |
Cartwright, Nancy. 1999.
Causation. In Edward Craig.
(ed.). Routledge
Encyclopedia of Philosophy.
[CD- Rom Version 1.0]. |
|
· |
Cartwright, Nancy. 2000. An Empiricist Defence
of Singular Causes. In Roger Teichmann. (ed.).
Logic, Cause and Action, pp. 47-58.
Cambridge University Press. |
|
· |
Ducasse, C.J. 1975. The nature and the
Observability of the Causal Relation. In Ernest
Sosa. (ed.).
Causation and Conditionals. Oxford:
Oxford University Press. |
|
· |
Harre, Rom.
1988. Our Knowledge of Causality. In G. H. R.
Pakinson. (ed.). An Encyclopedia of Philosophy,
pp. 301-326. London: Routledge.
|
|
· |
Hitchcock, Christopher. 2002. Probabilistic
Causation. In Edward N. Zalta (ed.). Stanford
Encyclopedia of Philosophy. <URL=http://plato.stanford.edu/entries/causation-probabilistic> |
|
· |
Hume, David. 1739. A Treatise of Human Nature.
L. A. Selby-Bigge (ed.). Oxford: Clarendon Press. |
|
· |
Kant, Immanuel. 1781/1787. Critique of Pure
Reason. Norman Kemp Smith (trans.). London:
Macmillan. |
|
· |
Lewis, David. 1975. Causation. In Ernest Sosa.
(ed.). Causation and Conditionals.
Oxford: Oxford University Press. |
|
· |
Salmon, Wesley C. 2003. Causation. In Richard M.
Gale. (ed.). The Blackwell Guide to
Metaphysics. Oxford: Blackwell Publishing. |
|
· |
Taylor, Richard. 1963. Causation. In Paul Edwards.
(ed.). The Encyclopedia of Philosophy.
New York: Macmillan. |
|
· |
Tooley, Micheal. 1999. The Nature of Causation: A
Singularist Account. In Jaegwon Kim and Ernest Sosa.
(eds.). Metaphysics: An Anthology.
Oxford: Blackwell. |
|
· |
Anscombe, G.E.M. 1971. Causality and
Determination. Cambridge: Cambridge
University Press.
(งานชิ้นบุกเบิกในเรื่องการเป็นสาเหตุเชิงเดี่ยวและทัศนะสัจนิยมเกี่ยวกับการเป็นสาเหตุ) |
|
· |
Dowe, P. 1992. Wesley Salmon’s
Process Theory of Causality and
Conserved Quantity Theory.
Philosophy of Science
59: 195-216.
(สำหรับผู้สนใจการเป็นสาเหตุเชิงกระบวนการ) |
|
· |
Harre, R. and Madden, T.E. 1975. Causal Powers.
Oxford: Blackwell.
(สำหรับผู้สนใจเรื่องพลังเชิงสาเหตุ) |
|
· |
Mackie, J. L. 1980. The Cement of the
Universe: A Study of Causation. Oxford:
Clarendon Press.
(งานคลาสสิกที่เสนอทฤษฎีการเป็นสาเหตุแบบ
INUS) |
|
· |
Salmon, W. 1984. Scientific Explanation
and the Causal Structure of the World.
Princeton, NJ: Princeton University Press.
(สำหรับผู้สนใจเรื่องคำอธิบายเชิงสาเหตุและทฤษฎีการเป็นสาเหตุเชิงความน่าจะเป็น) |
|
· |
Suppes, P. 1970. A
Probabilistic Theory of
Causality. Amsterdam:
North Holland.
(สำหรับผู้สนใจรายละเอียดของทฤษฎีการเป็นสาเหตุเชิงความน่าจะเป็น)
|
|
· |
Tooley, M. (ed.). 1993. Causation.
Oxford: Oxford University Press.
(หนังสือรวมบทความระดับคลาสสิกเกี่ยวกับการเป็นสาเหตุ)
|
|