ปรับปรุงแก้ไขล่าสุด: 16/04/54

 

ความเสมอภาค
Equality

 

1. บทนำ
2. มโนทัศน์เรื่องความเสมอภาค
3. ความเสมอภาคในด้านกำลังความสามารถ
4. ความเสมอภาคด้านคุณค่าทางจริยธรรม

5. ข้อท้าทายต่างๆ ที่มีต่อมโนทัศน์เรื่องความเสมอภาค
เรียบเรียงจาก
เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม

คำที่เกี่ยวข้อง

 

1. บทนำ

มโนทัศน์เรื่องความเสมอภาคหรือความเท่าเทียมนั้น เป็นมโนทัศน์ที่ได้รับความสนใจอยู่ในวงการปรัชญา โดยเฉพาะปรัชญาการเมืองมาช้านานแล้ว อย่างน้อยในบทสนทนาชื่อ The Republic ของเปลโต (Plato) ซึ่งเป็นงานปรัชญาการเมืองระดับคลาสสิกเมื่อกว่าสองพันปีที่แล้ว ก็มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องความเสมอภาคนี้อยู่ไม่น้อย เท่าที่เข้าใจกันอยู่ทั่วไปนั้น เปลโตพยายามเสนอข้อวิพากษ์ต่อการปกครองแบบประชาธิปไตยของนครรัฐเอเธนส์ในขณะนั้น หลักการพื้นฐานประการหนึ่งของการปกครองแบบประชาธิปไตยก็คือการเคารพในความเสมอภาคกันในหมู่พลเมืองทั้งหลาย ตามหลักการประชาธิปไตยแล้ว ไม่มีเสียงของใครที่ดังหรือควรได้รับความสำคัญมากกว่าเสียงของคนอื่น หลักการ “หนึ่งคนหนึ่งเสียง” ของประชาธิปไตยนี้นี่เองที่ได้ทำให้โสกราตีส (Socrates) ผู้เป็นอาจารย์ของเปลโต ต้องถูกพิพากษาให้ประหารชีวิตด้วยการกินยาพิษ สำหรับเปลโตแล้ว เราไม่ควรจะให้น้ำหนักกับความเห็นของคนทุกคนเท่ากันหมด โดยเสียงที่เราควรฟังที่สุดก็คือเสียงของความจริง และผู้ที่จะเข้าถึงความจริงหรือผู้มีความรู้ได้มีอยู่ไม่กี่คน เสียงของคนเหล่านี้เองที่ควรจะดังกว่าเสียงของคนอื่น การปกครองที่พึงประสงค์ไม่อาจจะเป็นการปกครองของเหล่าบุคคลที่เสมอภาคกันได้ ผู้ที่โดยธรรมชาติแล้วด้อยปัญญาก็ไม่ควรที่จะเข้ามามีสิทธิมีเสียงในการปกครอง กล่าวโดยสรุปการปกครองในอุดมคติตามแนวคิดของเปลโตนั้นดูเหมือนจะไปกันไม่ได้กับหลักการเรื่องความเสมอภาค ถ้าเราสังเกตให้ดี การปกครองแบบดั่งเดิมของหลายสังคมวางอยู่บนแนวคิดซึ่งปฏิเสธความเสมอภาคในฐานะคุณค่าอันควรเคารพของพลเมืองดังที่ได้กล่าวไปนี้

อย่างไรก็ดี การถกเถียงในเชิงปรัชญาว่าเราควรจะถือว่าบรรดาพลเมืองของรัฐนั้น มีความเสมอภาคหรือมีความสำคัญเท่าเทียมกันหรือไม่ เริ่มต้นอย่างจริงจังเมื่อมีการนำเสนอข้อสนับสนุนทางปรัชญาให้กับแนวการปกครองแบบประชาธิปไตยเมื่อประมาณสามสี่ร้อยปีมานี้ โดยเฉพาะจากงานเขียนของนักปรัชญาที่ถือเป็นผู้วางรากฐานให้กับการปกครองแบบประชาธิปไตยในยุโรป อย่างเช่นโธมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes) จอห์น ล็อค (John Locke) และ ฌองฌาค รุสโซ(Jean-Jacques Rousseau) นักคิดเหล่านี้มีความเห็นเกี่ยวกับประชาธิปไตยแตกต่างกันในรายละเอียด แต่พื้นฐานความคิดในส่วนที่เกี่ยวกับความเสมอภาคในหมู่พลเมืองของรัฐนั้นดูจะคล้ายคลึงกัน พวกเขาถือว่ารัฐนั้นเกิดขึ้นมาจากการรวมตัวของบรรดาปัจเจกชน (individuals) ผู้มีความเท่าเทียมหรือเสมอภาคกันในคุณสมบัติที่สำคัญบางประการ แต่ก็มิใช่ว่านักปรัชญาเหล่านี้จะเข้าใจตรงกันว่า ‘คุณสมบัติ’ ดังกล่าวนั้นว่าคืออะไร ฮอบบส์เชื่อว่าโดยรวมๆ แล้วบรรดาปัจเจกชนมีความเท่าเทียมกันในแง่กำลังความสามารถ และพยายามจะสร้างทฤษฎีการเมืองของเขาขึ้นมาจากฐานคิดดังกล่าว ล็อคมีความเห็นต่างออกไป โดยเสนอว่าถึงแม้ตามข้อเท็จจริงแล้วคนทั้งหลายอาจจะมีสถานภาพในแง่กำลังความสามารถแตกต่างกันได้ แต่เขาเหล่านั้นมีฐานะเป็นมนุษย์ผู้ทรงสิทธิได้เท่าๆ กัน ส่วนรุสโซนั้นดูจะเชื่อมโยงความเสมอภาคของมนุษย์ไว้กับแนวคิดของเขาเรื่องเสรีภาพที่มนุษย์มีอยู่โดยธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาโดยรวมๆ แล้ว นักคิดเหล่านี้ให้ความสำคัญกับ ‘ความเสมอภาค’ ในหมู่พลเมืองไว้เป็นพื้นฐาน และปฏิเสธแนวคิดที่เชื่อว่ามีผู้ที่มีสิทธิมีอำนาจเหนือกว่าผู้อื่นโดยธรรมชาติ อันเป็นความเชื่อที่พบในแนวคิดของเปลโตหรือผู้ที่เชื่อในเรื่องอำนาจอันเป็นเทวสิทธิ (divine rights) ของกษัตริย์

ในปัจจุบัน มโนทัศน์เรื่องความเสมอภาคมีบทบาทสำคัญต่อข้อถกเถียงทางปรัชญาหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการกระจายรายได้หรือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การเข้าถึงทรัพยากรและบริการสาธารณะ การกระจายการจ้างงานหรือโอกาสการทำงาน รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวกับการมีตัวแทนในทางการเมืองของบุคคล กลุ่มทางสังคม หรือการมีตัวแทนแห่งรัฐ อย่างไรก็ตาม มโนทัศน์ดังกล่าวก็เป็นที่ถกเถียงกันเป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน ซึ่งหัวข้อสารานุกรมนี้พยายามจะนำเสนอให้เห็นลักษณะของการถกเถียงในประเด็นต่างๆ เป็นลำดับต่อไป


2. มโนทัศน์เรื่องความเสมอภาค    

ข้อถกเถียงพื้นฐานเกี่ยวกับมโนทัศน์เรื่องความเสมอภาคนั้นเป็นเรื่องของความหมาย ในแวดวงปรัชญาการเมืองปัจจุบัน มีความเข้าใจเกี่ยวกับมโนทัศน์ดังกล่าวอยู่สามนัยด้วยกัน (1) ความเสมอภาคเป็นคำบรรยายลักษณะของชีวิตมนุษย์ในบางแง่มุม เช่น บางคนอาจบอกว่ามนุษย์โดยทั่วไปมีความเสมอภาคในด้านพลกำลัง (strength) เป็นต้น (2) ความเสมอภาคมีฐานะเป็นหลักการพื้นฐานที่ใช้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติต่อบุคคลทั้งหลาย นั่นคือ เราควรถือว่าบุคคลทั้งหลายมีค่าในทางจริยธรรม (moral worth) เท่าเทียมกัน และ (3) ความเสมอภาคมีฐานะเป็นสภาวะที่ควรจะสร้างให้เกิดขึ้นในสังคม โดยอาศัยกติกาเรื่อง ‘หนึ่งคนหนึ่งคะแนนเสียง’ (one person, one vote) หรือใช้วิธีกระจายรายได้ให้เป็นธรรมยิ่งขึ้น เป็นต้น

อย่างไรก็ดี มโนทัศน์เรื่องความเสมอภาคนัยที่ (2) กับ (3) นั้น อาจมีความเกี่ยวข้องกันอยู่ในแง่ที่ว่า หากเราถือเอาความเข้าใจเรื่องความเสมอภาคตามนัยที่ (2) เป็นเหตุผล เราก็อาจสรุปความเสมอภาคตามนัยที่ (3) ออกมาได้ หรืออีกนัยหนึ่ง เราสามารถสรุปได้ว่าสังคมที่พึงปรารถนาควรมีกฎกติกาอะไร อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราควรถือว่ามนุษย์นั้นมีค่าทางจริยธรรมเท่าเทียมกัน กติกาดังกล่าวอาจจะยอมให้มีความไม่เสมอภาคในบางลักษณะได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากอาจเป็นไปได้ที่ความไม่เสมอภาคทางสังคมในบางแง่มุม (เข่น การกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรือทางการเมือง) เป็นสิ่งที่ชอบธรรม

นักคิดบางพวกเสนอว่าที่จริงแล้วเราควรเข้าใจเสมอว่าความเสมอภาคอย่างโดดๆ โดยตัวของมันเองนั้น เป็นสิ่งที่เข้าใจไม่ได้ มโนทัศน์นี้จะเข้าใจได้ในฐานะที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งหรือบุคคลในมิติใดมิติหนึ่งเสมอ กล่าวคือ ถ้าเราพิจารณากันตามข้อเท็จจริงในทุกแง่ทุกมุมแล้ว มนุษย์ทั้งหลายนั้นหาได้มีความเสมอภาคกันไม่ คือ สูง หนัก ฉลาด เก่ง รวย ฯลฯ ไม่เท่ากันสักคน มิหนำซ้ำ ถ้าหากรัฐบาลหนึ่งพยายามจะสร้างความเสมอภาคในบางด้านให้เกิดขึ้นกับพลเมืองทุกคน รัฐบาลนั้นก็มักจะต้องไปทำให้ เกิดความไม่เสมอภาคในด้านอื่นๆ พร้อมกันไปด้วย เช่น ถ้ารัฐบาลจะสร้างความเสมอภาคกันในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ รัฐบาลก็อาจต้องปรับอัตราค่าจ้างแรงงานต่อชั่วโมงของแต่ละคนให้ไม่เท่ากัน

ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่ามโนทัศน์เรื่องความเสมอภาคจะไร้ความหมาย หากพิจารณานอกกรอบทฤษฎีทางสังคมและการเมืองที่กว้างไปกว่าเรื่องความเสมอภาค ไม่มีทฤษฎีทางสังคมและการเมืองใดที่จะพูดถึง ความเสมอภาคอย่างโดดๆ แต่ละทฤษฎีต้องเชื่อมโยงให้เห็นว่าตามกรอบแนวคิดเกี่ยวกับสังคมหรือการเมืองในภาพกว้างนั้น เราจะต้องเข้าใจ “ความเสมอภาค” ว่าคืออะไรและควรจะเป็นไปในลักษณะใด และจึงค่อยให้เหตุผลสนับสนุนทางด้านจริยธรรมหรือด้านการเมืองกับมโนทัศน์ตามความหมายและลักษณะดังกล่าว


3. ความเสมอภาคในด้านกำลังความสามารถ

แนวคิดทางการเมืองที่เรียกว่าเสรีนิยมแบบดั้งเดิม (classical liberalism) นั้น เข้าใจกันว่าเป็นฐานรากสำคัญที่ก่อให้เกิดการเมืองประชาธิปไตยยุคใหม่ การพิทักษ์สิทธิต่างๆ แก่พลเมือง รวมถึงทฤษฎีการเมืองแบบสัญญาประชาคม (social contact theory) แนวคิดดังกล่าวความสำคัญกับเรื่องความเสมอภาค เนื่องจากเห็นว่าความเสมอภาคของบุคคลเป็นเหตุผลพื้นฐานรองรับความจำเป็นที่มนุษย์ทั้งหลายต้องยอมตกอยู่ภายใต้กติกาหรือองค์กรที่มีสิทธิอำนาจ (authority) บางอย่างร่วมกัน กล่าวให้เฉพาะเจาะจงขึ้นก็คือเสรีนิยมแบบดั่งเดิมใช้ความเข้าใจเรื่องความเสมอภาคเป็นเหตุผลสนับสนุนการมีอยู่ของรัฐและการใช้อำนาจอย่างชอบธรรมของรัฐ อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจเรื่องความเสมอภาคที่แนวคิดนี้นำมาใช้ค่อนข้างจะมีลักษณะเฉพาะตัว โดยในที่นี้จะขอเรียกว่า “ความเสมอภาคในด้านกำลังความสามารถ”

ประเด็นคำถามสำคัญข้อหนึ่งของการถกเถียงก็คือถ้าหากเรายอมรับว่ามนุษย์นั้นมีความแตกต่างหลากหลายกันอยู่อย่างมากมายแล้ว เราสามารถกล่าวได้ไหมว่าอย่างน้อยก็มีบางเรื่องที่มนุษย์ทั้งหลายนั้นเสมอภาคกัน นักปรัชญาบางคน เช่น โธมัส ฮอบส์ ตอบว่ามีบางเรื่องที่โดยรวมๆ แล้วมนุษย์ทั้งหลายนั้นเสมอภาคกัน ในงานนิพนธ์ทางปรัชญาการเมืองของเขาชื่อ Leviathan (1651) ฮอบส์เสนอว่าถึงแม้คนเราจะมีความแตกต่างกันทางด้านกาย จิตใจ และสติปัญญา แต่มนุษย์ทั้งหลายก็ล้วนเสมอภาคกัน เพราะแต่ละคนนั้นมีศักยภาพพอที่จะทำร้ายผู้อื่นได้เท่าๆ กัน เป็นไปได้เสมอที่ใครคนหนึ่งจะสังหารอีกคนหนึ่งได้ แม้คนจน ตัวเล็ก หรือมีปัญญาน้อย ก็มีพละกำลังพอที่จะสังสารคนที่รวย ตัวใหญ่ หรือฉลาดกว่าได้ แนวคิดดังกล่าวนี้ยังมีนำเสนออีกโดยนักปรัชญาในยุคต่อๆ มา ไม่ว่าจะเป็นเดวิด ฮูม (David Hume) ในศตวรรษที่ 18 หรือ เอช แอล เอ ฮาร์ท (H.L.A. Hart) ในศตวรรษที่ 20

นักคิดในกลุ่มนี้มองว่าความเสมอภาคกันโดยรวมในแง่พละกำลังดังกล่าวทำให้ที่มนุษย์แต่ละคนมีเหตุผลเพียงพอที่จะยินยอมอยู่ภายใต้กฎกติกาบางชุดที่พวกเขาตกลงร่วมกัน ทั้งนี้เพื่อปกป้องตนเองจากโอกาสที่จะถูกผู้อื่นสังหาร ตามวิธีคิดนี้ ความเสมอภาคในแง่ของความเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย จึงเป็นผลของการคำนึงถึงความเสมอภาคกันในด้านพละกำลังดังกล่าว สำหรับฮอบส์แล้ว หากเราจะลองคิดถึงสถานการณ์สมมติก่อนที่จะมีกฎหมาย อันเป็นสภาวการณ์ที่ฮอบส์เรียกว่า ‘สภาวะธรรมชาติ’ (state of nature) แล้ว การยอมตกอยู่ภายใต้กติกาเดียวกันดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกที่ฉลาดเท่านั้น แต่ยังเป็นทางเลือกที่เป็นธรรม (just) อีกด้วย เนื่องจากเป็นผลของการต่อรอง (bargain) ระหว่างบุคคลที่เสมอภาคกัน ถ้าเราจะถือว่าความคิดของฮอบส์นี้เป็นการเสนอทฤษฎีแห่งความยุติธรรม (theory of justice) ขึ้นมาทฤษฎีหนึ่งด้วยแล้ว เราก็อาจจะเรียกทฤษฏีแบบนี้ได้ว่าเป็นทฤษฎีที่มองความยุติธรรมในฐานะประโยชน์ร่วมกัน (justice as mutual advantage)

อย่างไรก็ดี ผู้ที่เห็นด้วยกับแนวคิดทำนองนี้อาจมองข้ามเรื่องสำคัญบางเรื่องไปก็ได้ กล่าวคือ เป็นไปได้ว่าบางครั้งอาจจะเกิดสถานการณ์ที่คนเราไม่ได้มีความเสมอภาคกันในเรื่องพละกำลัง ในสถานการณ์ดังกล่าว ผู้ที่อ่อนแอกว่าจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในการต่อรอง ถ้าเป็นเช่นนี้ แนวคิดดังกล่าวก็อาจจะไม่สอดคล้องกับมโนทัศน์เรื่องความยุติธรรมก็ได้ โดยทั่วไปแล้ว เราเข้าใจกันว่าถ้าหากมีสถานการณ์ที่ได้เปรียบเสียเปรียบกันกระทั่งฝ่ายหนึ่งสามารถบังคับคุกคามอีกฝ่ายหนึ่งจนต้องสูญเสียประโยชน์ขั้นพื้นฐานไป เราก็ไม่ควรยอมให้มีการต่อรองใดๆ ภายใต้สถานการณ์นั้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง ถ้าหากอำนาจทางการเมืองใดไม่ได้ปกป้องผู้ที่อ่อนแอกว่าแล้ว ก็ไม่น่าจะถือว่าเป็นอำนาจทางการเมืองที่ชอบธรรม เราจึงไม่อาจถือว่าทฤษฎีเรื่องความเสมอภาคกันในด้านพละกำลังของมนุษย์เป็นทฤษฎีความยุติธรรมไปด้วยในขณะเดียวกัน ข้อนี้เป็นข้อจำกัดสำคัญของแนวคิดเรื่องความเสมอภาคแบบฮอบส์ และทำให้มีคนพยายามเสนอความเข้าใจเรื่องความเสมอภาคที่เน้นการเคารพในค่าทางจริยธรรมของบุคคลทุกคน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่มีพละกำลังมากกว่าหรือด้อยกว่าก็ตาม


4. ความเสมอภาคด้านคุณค่าทางจริยธรรม

ปัญหาของทฤษฎีความยุติธรรมแบบที่ใช้การต่อรองจนได้ประโยชน์ร่วมกัน ที่มาจากความเข้าใจว่ามนุษย์เสมอภาคกันในด้านพละกำลัง ทำให้เราต้องคำนึงถึงความเสมอภาคที่มีเนื้อหาเชิงจริยธรรมอยู่ในตัวเอง ดังจะเห็นได้จากที่มีผู้เสนอให้เข้าใจเรื่องความเสมอภาคในอีกความหมายหนึ่ง กล่าวคือ “เสมอภาค” หมายความว่าควรเข้าใจว่าบุคคลทุกคนมีค่าในทางจริยธรรมเสมอกัน ดังนั้น จึงสมควรที่จะได้รับการเคารพ (respect) และคำนึงถึงอย่างเท่าเทียมกัน เช่น ในการแบ่งปันผลประโยชน์ทางสังคม

การมองความเสมอภาคแบบนี้เป็นทัศนะหลักในแนวคิดทางการเมืองแบบเสรีนิยม ทั้งแบบที่ได้รับอิทธิพลจากอิมมานูเอล ค้านต์ (Immanuel Kant) และที่ได้รับอิทธิพลจากสำนักประโยชน์นิยม (utilitarianism) อีกทั้งยังปรากฏในขนบทางปรัชญาและศาสนาแนวอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นในแนวคิดทางการเมืองแบบยิวและคริสต์ แบบสโตอิก (Stoic) หรือแบบขงจื่อในสำนักเม่งจื๊อ แม้กระทั่งกระแสความคิดในแวดวงศาสนาอิสลามหรือฮินดูยุคปัจจุบัน ก็ยังพัฒนาแนวคิดที่เชื่อในค่าในทางจริยธรรมที่หมู่มนุษย์มีอยู่อย่างเท่าเทียมกันขึ้นมา คำถามที่สำคัญที่เราควรถามก็คือหลักการเรื่องความเสมอภาคซึ่งสำนักทางปรัชญาที่ได้เอ่ยนามไปต่างยอมรับนั้นช่วยให้เราพบรูปแบบการจัดความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรมได้หรือไม่ ถ้าได้ จะเป็นรูปแบบใด

ก่อนที่จะตอบปัญหาดังกล่าวได้ เราจะต้องทำความเข้าใจความคิดเรื่อง “การทำให้เกิดความเสมอภาคมากขึ้น” ให้ชัดเจนในระดับหนึ่งเสียก่อน คำถามสำคัญก็คือสังคมที่มีความเสมอภาคมากขึ้นคือสังคมแบบใด และ สิ่งใดหรือเรื่องใดกันแน่ที่ต้องการให้เกิดความเสมอภาคกัน ทรัพยากร สวัสดิการ หรือว่าด้านอื่นๆ ของชีวิตมนุษย์ อีกคำถามหนึ่งก็คือเราจะใช้เกณฑ์ลักษณะใดมาตรวจวัดว่า “ความเสมอภาค” ในสังคมแง่ต่างๆ นั้นยังพร่องอยู่ หรือเพิ่มมากขึ้นแล้ว ในขณะนี้ คำตอบต่อคำถามชุดดังกล่าวมีอยู่อย่างหลากหลาย

สมมติว่าเราตอบปัญหาชุดข้างต้นได้ เราก็อาจจะต้องพบกับปัญหาอีกชุดหนึ่งในวงการปรัชญาปัจจุบัน กล่าวคือ มีผู้เห็นว่าแนวคิดเรื่อง “ความเสมอภาคในทางจริยธรรม” นั้นควรจะใช้เป็นพื้นฐานในการกำหนดนโยบายสาธารณะในสองแนวทางตามความเข้าใจสองแบบในเรื่องความเสมอภาค แนวทางหนึ่งเน้นเรื่องค่าในทางจริยธรรมที่ทุกคนมีอยู่และควรค่าแก่การเคารพเหมือนกันนั้น โดยมองว่าการเคารพค่าในทางจริยธรรมของบุคคลเป็นเงื่อนไขจำกัดขอบเขตการกระทำของรัฐต่อบุคคลหรือต่อสังคมได้ เช่น เนื่องจากรัฐต้องเคารพทุกคนอย่างเสมอกัน จึงไม่ควรมอบอภิสิทธิ์ให้คนบางกลุ่มโดยทำให้ผู้อื่นต้องเสียสิทธิไปด้วย อีกแนวทางหนึ่งเน้นพิจารณาเรื่องทัศนะเกี่ยวกับคุณค่าของตนเอง (self-worth) ที่บุคคลอาจจะมีอยู่แตกต่างกันได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถาบันทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ ที่บุคคลเหล่านั้นมีส่วนร่วมอยู่ ตามแนวทางแบบหลังนี้ คนแต่ละคนอาจมองว่าตนมีค่ามาก น้อย หรือเท่ากับคนอื่นได้แตกต่างกันไป ขึ้นกับว่าเขาเลือกให้ความสำคัญกับคุณค่าใดในสถาบันทางสังคมต่างๆ เช่น ถ้าคำนึงในด้านเศรษฐกิจแล้ว ผู้ที่ยากจนจะมีทัศนะเกี่ยวกับคุณค่าของตนเองต่ำ ดังนั้น จึงอาจจะเรียกร้องให้ใช้กลไกของรัฐเข้ามาปรับฐานะทางเศรษฐกิจของเขาให้ดีขึ้น ถ้าเราพิจารณาโดยทั่วไปแล้ว แนวทางทั้งสองอันสัมพันธ์กับความเข้าใจสองแบบเกี่ยวกับความเสมอภาค (คือ ความเสมอภาคบนพื้นฐาน “คุณค่าอันควรแก่การเคารพที่บุคคลมีเท่ากัน” กับ ความเสมอภาคบนพื้นฐาน “คุณค่าที่บุคคลมองว่าตัวเองมีอยู่ในบริบทสถาบันทางสังคมต่างๆ”) ดูจะมีน้ำหนักน่าเชื่อและควรจะเป็นจริงทั้งคู่ แต่เมื่อพิจารณาโดยรอบคอบแล้ว ความเข้าใจเรื่องความเสมอภาคทั้งสองมีความขัดแย้งกัน

ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีที่ถือว่าคุณค่าของบุคคลขึ้นอยู่สถาบันทางสังคมที่เขาเข้าไปมีส่วนร่วมและพบว่าความยากจนและการกีดกันทางสังคมเป็นสิ่งที่ทำให้บุคคลเห็นว่าคุณค่าของตนเองถูกลดทอนลงไป ก็ยังคงไม่มีความชัดเจนว่าเหตุใดจึงควรปรับสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้เกิดความเสมอภาค เพราะการปรับแต่ละครั้งก็จะไปกระทบกับสัดส่วนในการกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ดำรงอยู่ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการแจกจ่ายผลประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรมขึ้นก็ได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีนักคิดกลุ่มที่เรียกว่า “เสรีภาพนิยม” (libertarianism) ที่วิจารณ์ความพยายามในการปรับเปลี่ยนสภาพความไม่เสมอภาคในทางเศรษฐกิจดังกล่าว โดยมองว่าการพยายามสร้างให้เกิดความเสมอภาคทางเศรษฐกิจนั้น เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเข้าไปจัดการแบ่งสรรทรัพยากรต่างๆ เสียใหม่ ซึ่งในที่สุดแล้ว คนร่ำรวยก็จะมีฐานะเสมือนตกเป็นเครื่องมือให้สังคมบรรลุเป้าหมายบางอย่างเท่านั้น เช่น การสร้างความเสมอภาคอาจทำให้ต้องนำภาษีที่คนรวยเสียมากกว่าไปช่วยอุดหนุนคนจน ซึ่งอาจจะไม่ได้เสียภาษีเลยด้วยซ้ำ การทำเช่นนี้ย่อมเท่ากับเป็นการกระทำที่อยุติธรรม โดยขัดแย้งหรือไม่สอดคล้องกับความเข้าในเรื่องความเสมอภาคบนพื้นฐานของคุณค่าอันควรแก่การเคารพที่บุคคลมีเท่ากัน

แม้ข้อวิจารณ์จากนักคิดกลุ่มเสรีภาพนิยมที่กล่าวไปนั้นอาจจะดูขาดน้ำหนัก เนื่องจากข้อวิจารณ์ดังกล่าวไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเหตุใดการเรียกร้องความเสมอภาคในลักษณะดังกล่าว จึงถือเป็นการไม่เคารพต่อบุคคลในความหมายของการใช้บุคคลเหล่านั้นเป็นเสมือนเครื่องมือ แต่ข้อวิจารณ์ของฝ่ายเสรีภาพนิยมก็มีคุณูปการในแง่ที่ว่าช่วยชี้ให้เราเห็นว่าควรพิจารณาประเด็นเรื่องความชอบธรรมเมื่อต้องการสร้างข้อบังคับหรือกติกาขึ้นมาเพื่อที่จะปรับการแบ่งสรรทรัพยากร รวมทั้งทำให้ตระหนักความสำคัญของหลักการที่ว่าโดยทั่วไปแล้วบุคคลทั้งหลายควรจะได้รับผลตอบแทนจากน้ำพักน้ำแรงของเขาอย่างเป็นธรรม นอกจากข้อวิจารณ์ของเสรีภาพนิยมแล้ว ยังมีผู้ชี้ว่าควรจะต้องตระหนักว่าไปได้ที่บางครั้งประโยชน์โดยรวมจะเกิดขึ้นได้มากกว่าถ้ายอมให้มีความไม่เสมอภาคทางสังคมในบางลักษณะ จอห์น รอลส์ (John Rawls) อธิบายว่าในบางกรณี การที่บุคคลมุ่งหวังแต่จะหาผลประโยชน์ให้กับตนเอง แล้วเลือกรูปแบบการแบ่งสรรทรัพยากรที่เท่าเทียมกัน โดยแบ่งสรรให้แต่ละคนในสัดส่วนที่เท่ากัน) แทนที่จะเลือกรูปแบบการแบ่งสรรอย่างไม่เท่าเทียม จะถือได้ว่าเป็นการเลือกที่ไม่ชอบด้วยเหตุผล (irrational) หรือไม่ยุติธรรม เนื่องจากในกรณีนั้นหากการที่เราเลือกการแบ่งสรรแบบไม่เท่าเทียม จะสามารถช่วยให้คนกลุ่มที่ยากจนที่สุดในสังคมได้รับประโยชน์มากขึ้น

รอลส์ได้เสนอหลักการว่าด้วยความยุติธรรมหลักหนึ่งขึ้นมา โดยอิงอยู่กับแนวคิดพื้นฐานที่ว่าเราต้องมองว่าบุคคลในสังคมการเมืองทั้งหลายนั้นมีคุณค่าเท่าเทียมกันอย่างเสมอภาค โดยที่คุณค่านั้นมาจากความเป็นมนุษย์ที่มีเหตุผล มีความปราถนา และเป้าหมายในชีวิตเป็นของตนเอง ดังนั้น จึงไม่ควรพิจารณาเรื่องการแบ่งสรรทรัพยากรและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้แก่บุคคลโดยอาศัยปัจจัยแวดล้อมซึ่งเกิดจากความบังเอิญ เป็นพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม ในสภาพที่เป็นอยู่นั้น สมาชิกในสังคมมีสถานภาพและฐานะแตกต่างกันมาก ความแตกต่างดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ (เช่น เกิดในครอบครัวที่มีฐานะต่างกัน มีโอกาสด้านการศึกษา มีโอกาสประกอบอาชีพ มีพรสวรรค์ และความสามารถที่ติดตัวมาแต่กำเนิดต่างกัน เป็นต้น) ดังนั้น ถึงแม้แต่ละคนจะได้รับการจัดสรรทรัพยากรหรือสิทธิประโยชน์ต่างๆ ในสัดส่วนที่เท่ากัน ในที่สุดแล้วประโยชน์ที่เขาได้รับจริงๆ ก็จะไม่เท่าเทียมกันอยู่ดี คนจนหรือคนที่เสียเปรียบอยู่ในสังคมย่อมมีโอกาสใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและสิทธิประโยชน์ที่ได้รับการแบ่งสรรได้น้อยกว่าคนรวย เช่น เขาอาจจะต้องนำประโยชน์ที่ได้ไปใช้หนี้ แทนที่จะนำไปลงทุนเพื่อแสวงหากำไรเพิ่มขึ้นเหมือนคนที่เป็นนายทุนได้

ดังนั้น ผู้ที่มุ่งแสวงหาหลักการของการจัดสรรทรัพยากรที่ยุติธรรมและเชื่อมั่นในความเสมอภาคทางจริยธรรม จึงควรจินตนาการถึงสถานการณ์ในอุดมคติที่มีการพิจารณาแบ่งสรรทรัพยากรและสิทธิประโยชน์ในหมู่คนที่เสมอภาคกัน แทนที่จะพิจารณาภายในกรอบของข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ ในสถานการณ์อุดมคติดังกล่าว เราจะต้องไม่นำคุณสมบัติที่บุคคลอาจมีไม่เท่ากันโดยบังเอิญ (เช่น ฐานะทางเศรษฐกิจ ตำแหน่งหน้าที่ทางสังคม หรือ ชาติกำเนิด ฯลฯ) มาใช้ในการพิจารณาแบ่งสรรทรัพยากรและสิทธิประโยชน์ สิ่งเดียวที่คำนึงถึงได้คือสถานะของความเป็นมนุษย์ผู้มีเหตุผลและมีเป้าหมายชีวิตเป็นของตนเอง อันเป็นสิ่งที่สมาชิกทุกคนในสถานการณ์อุดมคตินั้นมีอยู่เท่าๆ กัน รอลส์เรียกการตัดสินใจในลักษณะดังกล่าวนี้ว่าการตัดสินใจเบื้องหลัง “ม่านแห่งความไม่รู้” (veil of ignorance)

รอลส์เชื่อว่าเมื่อต้องตัดสินใจเลือกวิธีการแบ่งสรรทรัพยากรและสิทธิประโยชน์เบื้องหลังม่านแห่งความไม่รู้ คนที่มีเหตุผลทุกคนจะต้องตัดสินใจตามหลักการที่เรียกว่า “เมื่อมีน้อยที่สุดจะได้มากที่สุด” (maximin) กล่าวคือ ผู้มีเหตุผลจะเลือกรูปแบบการแบ่งสรรทรัพยากรที่ยอมให้คนที่เสียเปรียบที่สุด (เช่น ยากจนหรือพิการ) มีโอกาสที่จะได้รับการแบ่งสรรทรัพยากรในสัดส่วนที่มากกว่าคนที่ได้เปรียบกว่า เหตุผลก็เพราะเมื่ออยู่เบื้องหลังม่านแห่งความไม่รู้นั้น แต่ละคนจะไม่อาจทราบได้ว่าเมื่อเปิดม่านออกมาแล้ว พวกเขาจะมีสถานภาพจริงเป็นอย่างไร เขาอาจจะบังเอิญเกิดมาเป็นคนจน หรือคนพิการก็ได้ ดังนั้น ตามความเข้าใจของรอลส์แล้วหลักการแห่งความเสมอภาคกันของคุณค่าทางจริยธรรมของบุคคลทั้งหลาย สามารถไปกันได้กับการยอมให้มีความไม่เสมอภาคบางประการในเรื่องของการแบ่งสรรทรัพยากรหรือสวัสดิการในสังคม

อย่างไรก็ตาม คำถามที่อาจจะมีได้กับทัศนะแบบของรอลส์ก็คือ เป็นเรื่องที่มีเหตุมีผลหรือไม่ที่จะมุ่งหาหลักการแห่งความยุติธรรมในการแบ่งสรรทรัพยากร ด้วยความเชื่อมั่นในเรื่องความเสมอภาคกันทางด้านจริยธรรมของบุคคล ทั้งนี้มีเหตุผลจากทัศนะเรื่องความเป็นตัวเป็นตนของแต่ละบุคคล มีนักคิดหลายคนพยายามจะเสนอว่าทัศนะว่าเราเป็นใครนั้นเป็นผลมาจากความผูกพันที่มีกับบุคคลหรือสังคมที่แวดล้อมตัวเราอยู่ ดังนั้น การตระหนักเห็นถึงคุณค่าของตัวเราจึงขึ้นอยู่กับความผูกพันที่มีความหมายเป็นการเฉพาะกับแต่ละบุคคล ข้อนี้ทำให้แต่ละบุคคลแตกต่างกันมากจนทำให้มีขีดจำกัดในการแสวงหาจุดยืนที่เป็นกลาง ปราศจากอคติใดๆ ในการคำนึงถึงผลประโยชน์ของบุคคลอื่น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือถ้าหากว่าเราถือว่ามนุษย์ทุกคนมีค่าในทางจริยธรรมเสมอกันแล้ว ก็ควรมีการจัดการแบ่งสรรทรัพยากรเสียใหม่ในระดับนานาชาติ กล่าวคือ เราจะต้องแบ่งสรรทรัพยากรกับคนทั้งโลก ไม่ใช่เฉพาะแต่ในประเทศของเรา แต่ที่การณ์ดังกล่าวไม่เกิดขึ้นก็เป็นเพราะว่าเรามีความผูกพันเป็นการส่วนตัวอยู่กับชุมชนทางการเมืองที่เราเป็นสมาชิกอยู่ พูดอีกนัยหนึ่งคือเราไม่ได้เลือกกติกาของการแบ่งสรรทรัพยากรภายใต้ม่านแห่งความไม่รู้จริงๆ เพราะอย่างน้อยเราเลือกโดยเข้าใจตัวเองเสมอว่าเป็น “ชาว...” อะไรบางอย่าง ดังนั้น คำถามที่ว่าเราสามารถเลือกหลักการแห่งความยุติธรรมเบื้องหลังม่านแห่งความไม่รู้ได้จริงหรือไม่ และควรจะเลือกภายใต้สถานการณ์เช่นนั้นหรือไม่ ก็ยังเป็นคำถามที่ท้าทายให้หาคำตอบอยู่ในทุกวันนี้

เราจะสังเกตได้ว่าทั้งทัศนะของพวกเสรีภาพนิยม ทัศนะของรอลส์ รวมถึงทัศนะของผู้ที่คิดว่าความเป็นตัวตนของบุคคลนั้นผูกพันฝังแน่นอยู่กับชุมชนแวดล้อมนั้น ล้วนไม่ได้พยายามหักล้างหลักการเรื่องความเสมอภาคโดยเสนอให้ใช้หลักในการจัดการสังคมแบบอื่น หากแต่พยายามจะหาทางพัฒนาความเชื่อเรื่องความเสมอภาคทางจริยธรรมของบุคคลไปสู่หลักการเรื่องความยุติธรรม ซึ่งไม่ได้เรียกร้องให้ต้องแจกจ่ายทรัพยากรและสิทธิประโยชน์ในสังคมอย่างเท่าเทียมกัน สิ่งที่ทัศนะเหล่านี้แตกต่างต่างกันจริงๆ ก็คือการพัฒนาหลักการแห่งความเสมอภาคในทางจริยธรรม รวมถึงหลักแห่งความยุติธรรมไปในลักษณะหรือทิศทางที่แตกต่างกัน

จากประเด็นถกเถียงกันดังกล่าว ทางออกที่อาจจะเป็นไปได้ทางหนึ่งก็คือเราจะต้องพยายามลดความเข้มงวดในการหาข้อสรุปจากหลักการเรื่องความเสมอภาคทางจริยธรรมลง เช่น ต้องเข้าใจว่าหลักการดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าสิทธิหรือผลประโยชน์ของบุคคลจะต้องเท่ากันทั้งหมด แต่อาจจะหมายความเพียงว่าการแจกจ่ายทรัพยากรและสิทธิประโยชน์จะไม่มีการเลือกที่รักมักที่ชัง (discrimination) จนเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกันอย่างไม่เป็นธรรม หรือในอีกทางหนึ่ง เราอาจจะต้องเข้าใจว่าหลักการเรื่องความเสมอภาคนั้นเรียกร้องเพียงให้บุคคลทั้งหลายได้รับโอกาสอย่างเสมอภาคในการเข้าถึงผลประโยชน์ในทางสังคมและเศรษฐกิจที่มีอยู่อย่างไม่เท่ากัน มีชุดการอ้างเหตุผลที่น่าสนใจอันหนึ่งซึ่งยืนอยู่บนความเข้าใจแบบหลังนี้ โดยมองว่าสิ่งที่เราควรปฏิเสธจริงๆ คือความไม่เสมอภาคชนิดที่มีแนวโน้มว่าจะทำให้ความได้เปรียบเสียเปรียบนั้นสะสมและกระจุกตัวอยู่กับมิติด้านใดด้านหนึ่งของชีวิต หรือกระจุกตัวอยู่กับคนบางกลุ่ม มิใช่ ปฏิเสธความไม่เสมอภาคในทุกด้าน ข้อสรุปประการหนึ่งของการอ้างเหตุผลแนวนี้ก็คือความไม่เสมอภาคซึ่งสังคมควรทำให้ลดลงหรือกำจัดให้หมดไปนั้น มีเพียงบางชนิดหรือบางด้านเท่านั้น เช่น ด้านที่เกี่ยวกับการเข้าถึงบริการทางด้านสาธารณะสุขและการศึกษา เป็นต้น

ประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งก็คือแนวคิดเรื่องพหุวัฒนธรรมที่เห็นว่าในสังคมหรือชุมชนเดียวกัน สามารถจะมีวัฒนธรรม รวมถึงระบบหรือมาตรฐานเกี่ยวกับคุณค่าอย่างแตกต่างหลากหลายได้ โดยไม่มีระบบหรือมาตรฐานใดถูกต้องเหมาะสมกว่าระบบหรือมาตรฐานอื่นๆ หากแนวคิดนี้จริง ก็ย่อมสามารถมองความเสมอภาค ซึ่งเป็นคุณค่าประการหนึ่ง ได้ว่ามีความหมายได้อย่างหลากหลาย กล่าวคือ แต่ละวัฒนธรรมก็อาจเข้าใจได้แตกต่างกันว่าอะไรคือความเสมอภาค และไม่มีความเข้าใจแบบไหนที่ถูกต้องเหมาะสมกว่าแบบอื่น ดังนั้น เราก็อาจจะต้องเข้าใจเสียใหม่ว่าในตัวของคนๆ เดียวกันนั้น สามารถมีจุดยืนในทางการเมืองได้มากกว่าหนึ่งแบบ เนื่องจากเขาอาจจะเป็นสมาชิกของหลายวัฒนธรรมในเวลาเดียวกัน ปัญหาก็คือหากแนวคิดเรื่องความเสมอภาคของแต่ละวัฒนธรรมนั้นมีเนื้อหาต่างกันมาก หรือเรียกร้องให้กระทำบางอย่างไปในทางตรงข้ามกัน บุคคลผู้นั้นควรจะตัดสินใจเช่นไร

ถ้าเรายอมรับแนวคิดเรื่องพหุวัฒนธรรม เราก็ต้องยอมรับด้วยว่าหลักการเรื่องความเสมอภาคที่เป็นสากล หรืออย่างน้อยที่สามารถใช้ได้ร่วมกันในชุมชนทางการเมืองชุมชนเดียวกันนั้น ไม่มีทางจะมีได้ มีผู้พยายามจะแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ โดยยอมรับแนวคิดเรื่องพหุวัฒนธรรมของแต่ละบุคคลหรือชุมชน แต่มีเงื่อนไขว่าจุดยืนทางจริยธรรมหรือการเมืองทุกแบบที่แต่ละบุคคลถืออยู่ ต้องยืนอยู่บนหลักการที่คำนึงถึงความเสมอภาคในด้านค่าทางจริยธรรมของมนุษย์เหมือนกัน ส่วนการตัดสินใจเลือกว่าในกรณีใด เราควรจะมีจุดยืนแบบใดนั้น จะต้องอาศัยกรอบการถกเถียงทางสังคมในระดับที่กว้างกว่า อาจจะต้องมาถกเถียงกันว่าการเคารพต่อความเสมอภาคของบุคคลในแง่ของค่าทางจริยธรรมในประเด็นเฉพาะแต่ละเรื่องนั้น มีเงื่อนไขอะไรบ้างที่เราจะต้องนำพิจารณา เช่น ในกรณีที่ต้องมีการปฏิบัติต่อบุคคลอย่างไม่เสมอภาค หรือบางครั้งเราอาจต้องตัดสินใจว่า การให้คุณค่าทางจริยธรรมแก่บุคคลเสมอกันนั้น มีความหมายเน้นไปในทางใดกันแน่ เช่น ระหว่างให้น้ำหนักกับการได้รับผลตอบแทนน้ำพักน้ำแรงของตนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยกับการมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากประโยชน์สาธารณะอย่างเท่าเทียม

การมีข้อคำนึงเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเลือกว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องความเสมอภาคด้านคุณค่าทางจริยธรรมอย่างเป็นขาวเป็นดำ แต่หมายความว่าการตัดสินใจในทางปฏิบัติยังอาจเป็นไปได้หลายๆ ทางบนพื้นฐานทางคุณค่าร่วมกัน ทั้งนี้ สิ่งที่จำเป็นต้องทำก็คือการสนทนาถกเถียงเพื่อหาทางเลือกในเชิงปฏิบัติที่เหมาะสมที่สุดให้ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นซึ่งก็ล้วนเชื่อมั่นในความเสมอภาคด้านคุณค่าทางจริยธรรมของมนุษย์

 

5. ข้อท้าทายต่างๆ ที่มีต่อแนวคิดเรื่องความเสมอภาค

มีข้อวิจารณ์หรือการอ้างเหตุผลเพื่อโต้แย้งมโนทัศน์เรื่องความเสมอภาคอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งจะได้นำเสนอให้เห็นเป็นตัวอย่างคร่าวๆ ในส่วนนี้ ข้อโต้แย้งหนึ่งยกเอาความเชื่อที่ว่าถ้าหากมีการแบ่งสรรทรัพยากรให้เท่าเทียมกันมากขึ้นแล้ว ก็จะทำให้ผู้ที่มีความสามารถและความหมั่นเพียร ขาดแรงจูงใจในการทำงาน เนื่องจากคนที่เก่งกว่าและลงแรงมากกว่าจะได้ผลตอบแทนในอัตราที่เท่ากับคนที่เก่งน้อยกว่าและลงแรงน้อยกว่า ส่วนผู้ที่ขาดความสามารถและความหมั่นเพียร ก็จะจะขาดแรงจูงใจเช่นกัน เพราะไม่จำเป็นจะต้องขยันทำงานขึ้นเพื่อให้ได้ค่าตอบแทนเพิ่มมากกว่าคนอื่น ถ้าเป็นเช่นนี้ ผลเสียงก็จะตกกับสังคมโดยรวม ถ้ามองในแง่หนึ่งแล้ว ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาในทางปฏิบัติที่ผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายจะต้องเลือกชั่งน้ำหนักเพื่อหาจุดที่สมดุลระหว่างประสิทธิภาพในการทำงานและความเสมอภาค หลักการของรอลส์ยอมให้มีความไม่เท่าเทียมกันเกิดขึ้นได้ ถ้าหากว่ามีแล้วจะทำให้ผู้ที่เสียเปรียบที่สุดเป็นฝ่ายได้ประโยชน์มากที่สุด หลักการนี้อาจจะถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการประนีประนอมระหว่างประสิทธิภาพและความเสมอภาค หรือบางทีปัญหาเรื่องการขาดแรงจูงใจ อาจจะแก้โดยใช้มาตรการในการจัดเก็บภาษีแบบพิเศษ ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องทางเทคนิค

เหตุผลโต้แย้งต่อหลักการเรื่องความเสมอภาคอีกข้อหนึ่งก็คือหลักการว่าด้วยความดีความชอบ (merit) หรือ สิ่งที่บุคคลสมควรที่จะได้รับ (desert) หลักการดังกล่าวขัดแย้งกับหลักการเรื่องความเสมอภาคโดยตรง ตามหลักการนี้ ทรัพยากรและผลประโยชน์ต่างๆ นั้น ควรจะแบ่งสรรตามความสามารถของบุคคลแต่ละคนดังเช่นที่อริสโตเติล (Aristotle) กล่าวไว้ว่า นักเป่าขลุ่ยที่ดีที่สุดก็สมควรได้รับขลุ่ยที่ดีที่สุดด้วย อย่างไรก็ตาม แนวคิดเรื่องสิ่งซึ่งบุคคลสมควรจะได้รับดังกล่าวนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาในตัวเอง กล่าวคือ การนำหลักการดังกล่าวนี้ไปใช้จะต้องคำนึงเสมอว่าแต่ละเรื่อง แต่ละชุมชน แต่ละบริบทนั้นก็มีวิธีเข้าใจว่าอะไรเป็นมาตรฐานในการตัดสินความดีความชอบของบุคคลแตกต่างกันออกไป เช่น วงดุริยางค์วงหนึ่งอาจจะมีมาตรฐานที่ใช้ประเมินผลงานของนักดนตรีไม่เหมือนกับวงอื่นก็ได้ ดังนั้น จึงไม่อาจจะใช้หลักการดังกล่าวแบบเหมารวมกับทั้งสังคมหรือทุกสังคมได้

ข้อท้าทายประการสุดท้ายที่จะกล่าวถึงในที่นี้ก็คือข้อท้าทายที่มาจากแนวคิดที่เชื่อในเรื่องความแตกต่าง (difference) โดยแนวคิดแบบนี้เข้าใจว่าหลักการเรื่องความเสมอภาคเรียกร้องให้เราต้องมีรูปแบบการปฏิบัติต่อบุคคลทั้งหลายเป็นแบบฉบับแบบเดียวกัน (uniformity of treatment) ในขณะที่จริงๆ แล้วผลประโยชน์ต่างๆ ที่มีอยู่ในสังคมนั้นมีความสำคัญแตกต่างกันไปสำหรับแต่ละบุคคลหรือกลุ่มคน คนกลุ่มหนึ่งอาจเข้าใจว่าเรื่องๆ หนึ่งเป็นเรื่องของผลประโยชน์ แต่คนอีกกลุ่มอาจไม่เข้าใจเช่นเดียวกัน ดังนั้น การตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะในเรื่องบางเรื่อง แทนที่จะถือหลัก “หนึ่งคน หนึ่งคะแนนเสียง” ก็ควรจะให้น้ำหนักกับเสียงของคนบางกลุ่มมากกว่ากลุ่มอื่นเป็นพิเศษ เช่น การให้สิทธิกับเหล่าสตรีในการมีสิทธิออกเสียงยับยั้ง (veto) กฎหมายที่เกี่ยวกับการทำแท้ง เป็นต้น

ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าจะสามารถนำหลักการเรื่องความแตกต่างมาโต้แย้งหลักการเรื่องความเสมอภาคได้มากน้อยเพียงไร เนื่องจากเราจะเห็นได้ว่าข้อเรียกร้องให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกคนในสังคมอย่างเสมอภาคนั้น สามารถไปด้วยกันกับการตระหนักว่าผลประโยชน์ของคนกลุ่มบางกลุ่มนั้นมีความเกี่ยวพันกับบางเรื่องหรือบางประเด็นปัญหามากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ เช่น เรายอมรับเรื่องการพิทักษ์สิทธิของบางชุมชนที่จะให้สมาชิกชุมชนได้ตัดสินใจในเรื่องที่มีผลกระทบต่อพวกเขาเองเป็นพิเศษ ดังนั้น ถ้าเราทำให้ทั้งสังคมรับรู้เข้าใจร่วมกันถึงหลักการดังกล่าวนี้ได้ และไม่สงวนสิทธิหลักการนี้ไว้สำหรับคนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแล้ว หลักการเรื่องความเสมอภาคก็สามารถไปด้วยกันกับหลักการให้สิทธิให้เสียงเป็นพิเศษกับคนบางกลุ่ม

ถึงแม้ว่าจะมีข้อท้าทายต่างๆ เหล่านี้อยู่ หลักการเรื่องความเสมอภาคก็ยังถือเป็นหลักการที่สำคัญหลักการหนึ่งในแวดวงความคิดทางการเมืองสมัยใหม่ แต่ความสำคัญดังกล่าวก็หมายความด้วยว่าการอภิปรายถกเถียงเกี่ยวกับความหมายที่แท้จริงและนัยยะต่างๆ จะยังคงมีต่อไปอีกเรื่อยๆ ในอนาคต
   

พุฒวิทย์ บุนนาค (ผู้เรียบเรียง)

เรียบเรียงจาก

·

Weale, Albert. Equality. In Edward Craig (ed.). Routledge Encyclopedia of Philosophy [CD-Rom Version 1.0].


เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม

·

Aristotle. The Politics. Trans. H. Rackham. Cambridge, MA: Harvard University Press, London: Heinemann, 1932. (ในเล่มที่ 5 อาริสโตเติ้ลได้เสนอความคิดเรื่องความเสมอภาคและความไม่เสมอภาคในถานะของเหตุแห่งการปฏิวัติทางการเมือง)

·

Barry. B. M. 1989. Theories of Justice. London: Harvester Wheatsheaf. (บทอภิปรายขนาดยาวเกี่ยวกับนัยยะต่างๆ ของความเสมอภาค รวมถึงเสนอการอ้างเหตุผลสนับสนุนความยุติธรรมทางสังคมที่วางอยู่บนความเท่าเสมอภาคในด้านกำลังความสามารถของบุคคล และจุดอ่อนต่างๆ ของมัน)

·

Dworkin, R. 1981(a). What is Equality? Part 1: Equality of Welfare. Philosophy and Public Affairs 10 (3): 185-246. (หนึ่งในสองบทความที่พยายามยามจะเสนอว่าความเสมอภาคควรจะเป็นเรื่องของการควบคุมทรัพยากร ไม่ใช่สวัสดิการ)

·

Dworkin, R. 1981(b). What is Equality? Part 2: Equality of Resources. Philosophy and Public Affairs 10 (4): 283-345. (บทความชิ้นที่สองของริชาร์ด ดวอร์กิ้นที่พยายามยามจะเสนอว่าความเสมอภาคควรจะเป็นเรื่องของการควบคุมทรัพยากร ไม่ใช่สวัสดิการ)

·

Goodin, R. E. 1985. Protecting the Vulnerable. Chicago, lL, and London: University of Chicago Press. (บทวิเคราะห์ความเข้าใจเบื้องต้นที่ว่า ความไม่เสมอภาคกันในด้านกำลังความสามารถนั้นไม่ควรจะถูกใช้ไปในทางที่ผิด)

·

Hart, H. L. A. 1962. The Concept of Law. Oxford: Clarendon Press. (บทที่ 8 เป็นถ้อยแถลงที่ดีที่สุดในยุคใหม่ เกี่ยวกับนัยยะต่างๆ ของทัศนะที่เชื่อในเรื่องความเสมอภาคกันในด้านกำลังความสามารถ ที่ได้พูดถึงไปในหัวข้อที่ 3)

·

Hobbes, T. 1651. Leviathan. Ed. M. Oakeshott. Oxford: Blackwell. (เสนอการอ้างเหตุผลที่ว่ามนุษย์นั้นโดยทั่วไปแล้วมีความเสมอภาคกันในด้านกำลังความสามารถ และพยายามดึงเอาข้อสรุปต่างๆ ออกมา)

·

Hume, D. 1742. Enquiries Concerning Human Understanding and Concerning the Principles of Morals. Ed. L. A. Selby-Bigge and P. H. Nidditch. Oxford: Clarendon Press, 3rd edition, 1975. (แสดงให้เห็นว่าความเสมอภาคกันในด้านกำลังความสามารถนั้นเป็นตัวอย่างหนึ่งความยุติธรรม)

·

Kymlicka, W. 1990. Contemporary Political Philosophy. Oxford: Clarendon Press. (เสนอว่าคำอธิบายเรื่องความยุติธรรมแนวหลักๆ ในปัจจุบันนั้น ล้วนเป็นแนวคิดที่มีจุดเน้นอยู่ที่ความเสมอภาค ในแง่ที่มองเห็นว่าบุคคลทุกคนมีสถานะเท่าเทียมกัน)

·

Nagel, T. 1979. Equality. In Mortal Questions. Cambridge: Cambridge University Press, pp. 106-127. (เสนอว่าความเสมอภาคเกี่ยวข้องกับกระบวนการตัดสินใจทางสังคม ที่มุ่งสะท้อนทัศนะของกลุ่มบุคคลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจนั้นเป็นสำคัญ)

· Nagel, T. 1991. Equality and Partiality. Oxford: Oxford University Press. (เป็นที่มาของแนวการอ้างเหตุผลที่เสนอไปในหัวข้อที่ 4 ที่ว่าความเสมอภาคอาจจะไปขัดแย้งกับการตระหนักว่าความเป็นบุคคลของเรานั้นผูกพันอย่างเป็นการเฉพาะกับชุมชนและเงื่อนไขแวดล้อมต่างๆ)
· Nozick, R. 1974. Anarchy, State and Utopia. Oxford: Blackwell. (บทที่ 2 เป็นการนำเสนอเหตุผลของพวกเสรีภาพนิยม เพื่อโต้แย้งการทำให้เกิดความเสมอภาคในด้านรายได้และผลประโยชน์ โดยวางอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจบุคคลในแบบของคานต์)
· Nussbaum, M. and Sen, A. 1993. The Quality of Life. Oxford: Clarendon Press. (เป็นงานรวบรวมทัศนะวิจารณ์ต่างๆ ในประเด็นเกี่ยวกับมาตรการที่ควรจะเป็นในการแบ่งสรรทรัพยากรเสียใหม่)
· Rawls, J. 1972. A Theory of Justice. Oxford: Clarendon Press. (งานปรัชญาการเมืองชิ้นคลาสสิคแห่งศตวรรษที่ 20 อันเป็นที่มาของแนวการอ้างเหตุผลในหัวข้อที่ 4 ที่ว่า ความไม่เสมอภาคสามารถเกิดขึ้นได้อย่างเป็นธรรม ถ้าหากจะทำให้ผู้ที่เสียเปรียบที่สุดนั้นได้ประโยชน์ในสัดส่วนที่มากกว่าผู้อื่น)
· Vlastos, G. 1962. Justice and Equality. In R. B. Brandt (ed.). Social Justice. Englewood Cliffs, NJ: Prentice Hall. (ถ้อยแถลงที่ชัดเจนและงดงามของทัศนะที่ให้นำหนักกับค่าในทางศีลธรรมที่บุคคลมีอยู่อย่างเสมอภาคกัน)
· Walzer, M. 1983. Spheres of Justice. Oxford: Martin Robertson. (ถ้อยแถลงของทัศนะที่มองว่า สิ่งที่เราควรปฏิเสธคือความไม่เสมอภาคกันซึ่งสะสมและกระจุกตัวอยู่กับคนบางกลุ่ม ไม่ใช่ความไม่เสมอภาคกันในทุกเรื่องทุกมิติ)
· Williams, B. 1962. The Idea of Equality. In P. Laslett and W. G. Runciman (eds.). Philosophy, Politics and Society. Second series. Oxford: Blackwell. (ถ้อยแถลงหนึ่งของทัศนะที่ให้นำหนักกับค่าในทางศีลธรรมที่เสมอกันของบุคคล   โดยมีข้ออ้างที่น่าสนใจเกี่ยวกับฐานของการปฏิบัติที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องซึ่ง ไม่เกี่ยวข้อง’)
· Young, I. M. 1991. Justice and the Politics of Difference. Princeton, NJ: Princeton University Press. (ถ้อยแถลงของทัศนะที่ตั้งคำถามกับสมมติฐานที่เป็นสากลเรื่องความเสมอภาคของความเป็นพลเมือง จากจุดยืนของผู้ที่เชื่อในเรื่องความแตกต่าง)


คำที่เกี่ยวข้อง

สิทธิ / อัตตาณัติ / ประชาธิปไตย
Rights / Autonomy / Democracy


 

หน้าแรก | เกี่ยวกับเรา | เชื่อมโยง | ติดต่อเรา


 


สารานุกรมปรัชญาออนไลน์ฉบับสังเขป
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สนับสนุนโครงการ