|
1. บทนำ
สาขาหนึ่งของปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับ “ธรรมชาติของความรู้”
คือญาณวิทยา (ญาณวิทยามาจากคำในภาษากรีก
2 คำคือ
epistēmē หมายถึงความรู้ และ
logos หมายถึงทฤษฎี) โดยทั่วไป
จะเข้าใจกันว่าความรู้มีความสัมพันธ์กับความเชื่อที่จริง
อย่างไรก็ตาม
ความเชื่อที่จริงบางความเชื่อเท่านั้นที่ถือเป็นความรู้
เนื่องจากอาจเป็นไปได้ที่ความเชื่อที่จริงดังกล่าวจะเกิดจากการเดาหรือความบังเอิญ
จากความเข้าใจโดยทั่วไปดังกล่าวจึงทำให้คำถามหลักที่นักญาณวิทยาสนใจคือ
“อะไรทำให้ความเชื่อที่จริงเป็นความรู้” (What
converts mere true belief into knowledge?)
ซึ่งคำตอบมีหลายแนวทางด้วยกัน ตัวอย่างเช่น
แนวทางแบบดั้งเดิมจะตอบปัญหาข้างต้นว่าความเชื่อที่จริงของเราอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลที่ดีซึ่งเพียงพอที่จะยืนยันได้ว่าความเชื่อดังกล่าวเป็นความรู้
นักมูลฐานนิยมจะเสนอว่าโครงสร้างของเหตุผลที่ว่านั้นวางอยู่บนเหตุผลพื้นฐานที่ไม่มีเหตุผลใดมาสนับสนุนเหตุผลดังกล่าว
นักสหนัยนิยมจะเสนอว่าไม่มีเหตุผลพื้นฐาน
แต่ความเชื่อของเราทั้งหมดสนับสนุนซึ่งกันและกัน
นักภายในนิยมจะเสนอว่าความรู้ถูกตัดสินโดยปัจจัยภายในผู้รู้
(เช่น เนื้อหาในจิต ความทรงจำ เป็นต้น)
ส่วนนักภายนอกนิยมจะเสนอว่าความรู้อย่างน้อยจะต้องถูกตัดสินโดยสิ่งอื่นนอกเหนือจากปัจจัยภายใน
เป็นต้น
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าความรู้มีหลายรูปแบบด้วยกัน
ตัวอย่างเช่น ฉันรู้ว่าจะปรับคาร์บูเรเตอร์อย่างไร
ฉันรู้จักคน ๆ หนึ่ง
หรือฉันรู้ว่าการใส่น้ำยาฟอกขาวเข้ากับแอมโมเนียเป็นอันตราย
โดยในกรณีแรกเป็นการที่ฉันมีทักษะ (skill)
หรือความสามารถบางอย่าง ในกรณีที่สองคือการที่ฉันคุ้นเคย (acquainted
with) กับใครสักคนหนึ่ง
ส่วนในกรณีที่สามคือการที่ฉันรู้ข้อเท็จจริง (fact)
บางประการ โดยความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริง (knowledge
of facts) หรือที่เรียกกันว่า
“ความรู้ในเชิงประพจน์” (propositional knowledge)
เป็นสิ่งที่นักญาณวิทยาสนใจเป็นหลัก
อย่างที่ได้กล่าวไปว่าคำถามสำคัญที่นักญาณวิทยาสนใจก็คือ
“อะไรทำให้ความเชื่อที่จริงเป็นความรู้”
ซึ่งจะเห็นได้ว่าคำถามดังกล่าวมีการยอมรับไว้ก่อน (assume)
ว่าความรู้เป็น “ชนิดหนึ่งของความเชื่อ”
เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วนักญาณวิทยาจะเห็นว่าความรู้ในเชิงประพจน์เป็นชนิดหนึ่งของความเชื่อด้วยกันทั้งสิ้น
ในส่วนต่อไปจะอภิปรายถึงความรู้ในฐานะที่หมายถึง
“ความเชื่อที่จริงและมีเหตุผลสนับสนุนว่าจริง”
พร้อมกับอภิปรายปัญหาเกตติเออร์ซึ่งโต้แย้งความรู้ในลักษณะดังกล่าว
และจะอภิปรายแนวคำตอบต่อคำถามที่ว่า
“อะไรทำให้ความเชื่อที่จริงเป็นความรู้” จากข้อเสนอต่าง ๆ
ไม่ว่าจะเป็นมูลฐานนิยม สหนัยนิยม ภายในนิยม
หรือภายในนิยม รวมถึงอภิปราย “หลักการเชิงญาณวิทยา”
ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาสำคัญ (ตัวอย่างเช่น
นำไปสู่แนวคิดแบบวิมตินิยม เป็นต้น)
และยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่จนปัจจุบัน
นอกจากนี้จะอภิปรายเกี่ยวกับประเด็นปัญหาที่ว่าวิทยาศาสตร์ให้ความรู้แก่เราหรือไม่ ท้ายที่สุดจะอภิปรายถึงการถกเถียงเกี่ยวกับความรู้ของนักญาณวิทยาร่วมสมัย
ซึ่งมักเป็นการท้าทายหรือโต้แย้งต่อข้อเสนอของนักญาณวิทยาแบบดั้งเดิม
2.
ความรู้ในฐานะที่หมายถึงความเชื่อที่จริงและมีเหตุผลสนับสนุนว่าจริง
(Knowledge
as Justified True Belief: JTB)
และปัญหาเกตติเออร์ (Gettier’s Problem)
อย่างที่ได้กล่าวไปตอนต้นว่าโดยทั่วไปจะเข้าใจกันว่าความรู้มีความสัมพันธ์กับความเชื่อที่จริง
กล่าวคือ
มักเข้าใจกันว่าความรู้คือความเชื่อที่จริงและมีเหตุผลสนับสนุนว่าจริง
(justified
true belief: JTB) ซึ่งเท่ากับ S
รู้ว่า p
เมื่อและก็ต่อเมื่อ
(ก)
P
เป็นจริง
(ข)
S เชื่อว่า p
(ค)
S
มีเหตุผลสนับสนุนในการที่จะเชื่อว่า p
จริง
จากเงื่อนไขดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เงื่อนไข (ก)
เป็นเงื่อนไขที่แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เป็นเท็จเราจะไม่เรียกว่าความรู้
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเงื่อนไข (ข)
นั้นแม้จะดูเหมือนชัดเจนว่าการรู้ว่า
p
จำเป็นต้องเชื่อว่า p ด้วย
แต่ก็ยังมีนักปรัชญาบางคน
เสนอว่าเป็นไปได้ที่เราจะรู้ว่า p
โดยไม่เชื่อว่า p
ตัวอย่างเช่น คอลลิน แรดฟอร์ด (Collin
Radford) ซึ่งยกตัวอย่างกรณีที่อัลเบิร์ตทำข้อสอบวิชาประวัติศาสตร์ประเทศอังกฤษ
แล้วข้อสอบถามว่า
“สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธเสด็จสวรรคตเมื่อปี
คริสตศักราชอะไร” อัลเบิร์ตไม่คิดว่าตนเองรู้คำตอบ
แต่เขาก็เดาคำตอบเขียนส่งไปว่า “สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธเสด็จสวรรคตในปีคริสตศักราช
1603”
ซึ่งท้ายที่สุดคำตอบที่เขาเดาถูกต้อง
แรดฟอร์ดชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญ
2
ประเด็นที่ว่า
-
อัลเบิร์ตไม่เชื่อว่า “สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธเสด็จสวรรคตเมื่อปีคริสตศักราชอะไร”
เนื่องจากเขาคิดว่าเขาไม่รู้คำตอบของคำถาม
เขาเพียงแต่เดาเท่านั้น
-
อัลเบิร์ตรู้ว่า “สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธเสด็จสวรรคตเมื่อปีคริสตศักราชอะไร”
เนื่องจากคำตอบของเขามิใช่เรื่องโชค
การตอบข้อสอบถูกได้แสดงให้เห็นว่าเขารู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ประเทศอังกฤษ
แรดฟอร์ดจึงสรุปว่าการ “รู้”
p โดย
“ไม่เชื่อ” ว่า p
เป็นไปได้
ส่วนเงื่อนไข (ค) ซึ่งเรียกร้องให้การที่
S รู้ว่า p นั้น
S
จะต้องมีเหตุผลสนับสนุนในการที่เชื่อว่า p
จริงก็เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าการจะกล่าวได้ว่า “รู้”
นั้นเราจะต้องมีเหตุอันควรเชื่อหรือเหตุผลสนับสนุนก่อน
ถ้าความเชื่อหนึ่ง ๆ
ได้มาจากการจินตนาการคิดฝันเอาเองหรือเป็นเพียงความบังเอิญ
เราก็ไม่ควรรับว่า ณ เวลานั้น S
รู้ว่า p
อย่างไรก็ตาม เอ็ดมันด์ เกตติเออร์ (Edmund
Gettier)
เสนอว่าความเชื่อที่จริงและมีเหตุผลสนับสนุนว่าจริงนั้นไม่เพียงพอที่จะถือเป็นความรู้
ซึ่งอาจเรียกปัญหาที่เกิดขึ้นกับเงื่อนความรู้ดังกล่าวได้ว่า
“ปัญหาเกตติเออร์” กล่าวคือ เกตติเออร์เห็นว่าโดยทั่วไปนักปรัชญามักจะแสดงให้เห็นว่าความรู้คือความเชื่อที่จริงและมีเหตุผลสนับสนุนว่าจริง
ตัวอย่างเช่น ชิซัล์ม (Chisholm)
เสนอว่า S จะรู้ว่า p
เมื่อและก็ต่อเมื่อ (1)
S ยอมรับ p
(2) S
มีหลักฐานเพียงพอสำหรับ p และ
(3) p เป็นจริง เป็นต้น แต่เกตติเออร์เห็นว่าเงื่อนไขเหล่านี้ไม่เพียงพอที่จะเป็นเงื่อนไขของความรู้
เขายกตัวอย่างเพื่อเสนอแนวคิดในลักษณะดังกล่าว 2
ตัวอย่างด้วยกัน ดังนี้
กรณีตัวอย่างที่
1
สมมติว่าสมิธและโจนส์ไปสมัครงานด้วยกัน ณ ที่แห่งหนึ่ง
และสมมติว่าสมิธมีหลักฐานที่หนักแน่นพอสำหรับประพจน์ที่ว่า
(ก) “โจนส์คือคนที่จะได้งานนี้ และโจนส์มีเหรียญสิบเหรียญในกระเป๋า”
โดยหลักฐานที่ว่าอาจเป็นการที่ผู้บริหารของบริษัทยืนยันกับสมิธว่าโจนส์จะเป็นผู้ที่ได้งานและการที่เขาได้นับเงินในกระเป๋าของโจนส์เมื่อสิบนาทีที่ผ่านมา
ซึ่งประพจน์ (ก) ดังกล่าวมีนัยว่า
(ข) “คนที่จะได้งานนี้มีเหรียญสิบเหรียญในกระเป๋า”
สมมติว่าสมิธเห็นว่า (ข) เป็นนัยที่ตามมาจาก (ก) และยอมรับ
(ข) บนพื้นฐานของ (ก)
เขาก็จะมีหลักฐานที่หนักแน่นพอที่จะเชื่ออย่างมีเหตุผลสนับสนุนว่า
(ข) จริง
อย่างไรก็ตาม เกตติเออร์ได้เสนอว่าต่อมากลับกลายเป็นสมิธที่ได้งาน
ซึ่งสมิธไม่รู้มาก่อน อีกทั้งสมิธก็ไม่รู้ว่าตนเองมีเหรียญสิบเหรียญในกระเป๋า
เมื่อเป็นเช่นนี้ ประพจน์ (ข) ที่สมิธยอมรับจึงยังถูกต้องอยู่
แม้ว่าจะมาจากหลักฐาน (ก) ที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งเกตติเออร์เห็นว่าจากตัวอย่างดังกล่าว
ประพจน์ (ข) เป็นประพจน์ที่จริง สมิธเชื่อว่า (ข) จริง
และสมิธก็มีเหตุผลสนับสนุนที่จะเชื่อว่า (ข) จริง
แต่ก็ชัดเจนว่าสมิธไม่ “รู้” ว่า (ข) จริง เนื่องจาก (ข)
เป็นจริงจากจำนวนเหรียญในกระเป๋าสมิธซึ่งเขาไม่รู้ว่ามีเหรียญอยู่ในกระเป๋าของตนกี่เหรียญ
และความเชื่อของสมิธก็วางอยู่บนจำนวนเหรียญในกระเป๋าของโจนส์ที่เขาเชื่ออย่างผิด
ๆ ว่าจะเป็นคนที่ได้งานนี้
กรณีตัวอย่างที่
2
สมมติว่าสมิธมีหลักฐานที่หนักแน่นสนับสนุนประพจน์ (ก)
โจนส์เป็นเจ้าของรถฟอร์ด โดยหลักฐานของสมิธอาจเป็นว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาในความจำของเขา
โจนส์มีรถเป็นของตัวเองและเป็นรถฟอร์ดเสมอ และโจนส์ก็เพิ่งให้สมิธโดยสารขณะขับรถฟอร์ดอยู่
ต่อมาให้จินตนาการว่าสมิธยังมีเพื่อนอีกคนหนึ่งชื่อบราวน์
ซึ่งสมิธไม่รู้จริงๆ ว่าปัจจุบันนี้อาศัยอยู่ที่ไหน สมิธเลือกสถานที่
3
แห่งโดยการสุ่มและสร้างประพจน์ 3
ประพจน์ดังนี้
(ข)
โจนส์เป็นเจ้าของรถฟอร์ด
หรือบราวน์อยู่ที่บอสตัน
(ค)
โจนส์เป็นเจ้าของรถฟอร์ด
หรือบราวน์อยู่ที่บาร์เซโลน่า
(ง)
โจนส์เป็นเจ้าของรถฟอร์ด หรือบราวน์อยู่ที่บรีสท์-ลีโทวส์ค
โดยแต่ละประพจน์เหล่านี้มีนัยมาจาก
(ก) จินตนาการว่าสมิธทราบดีว่าเขาสร้างประพจน์เหล่านี้จาก
(ก) และรับประพจน์
(ข), (ค)
และ (ง)
บนฐานของ (ก)
ซึ่งเป็นประพจน์ที่เขามีหลักฐานที่หนักแน่นมาสนับสนุน
เมื่อเป็นเช่นนี้ สมิธก็มีเหตุอันควรให้เชื่อประพจน์ทั้ง
3
ประพจน์อย่างสมบูรณ์ถึงแม้ไม่รู้ว่าบราวน์อยู่ที่ใด
เกตติเออร์อธิบายว่าหากเราจินตนาการต่อไปถึงเงื่อนไขอีก
2 ข้อ เงื่อนไขที่หนึ่ง โจนส์ไม่ได้เป็นเจ้าของรถฟอร์ดแต่ใช้รถเช่าอยู่ในปัจจุบัน
และเงื่อนไขที่สอง ด้วยความบังเอิญจริงๆ
ว่าสถานที่ในประพจน์ (ค)
เป็นสถานที่ที่บราวน์อยู่และสมิธก็ไม่รู้เรื่องดังกล่าว
เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้ายึดเงื่อนไข 2
ข้อนี้ สมิธจะไม่รู้ว่า (ค)
เป็นจริงถึงแม้ว่า (ค)
เป็นจริง สมิธเชื่อว่า (ค)
เป็นจริง และสมิธมีเหตุอันควรให้เชื่อว่า
(ค)
จริง
ดังนั้น เกตติเออร์จึงสรุปว่าการนิยามผ่านเงื่อนไขความรู้ทั้ง
3
ข้อนั้นไม่เป็นเงื่อนไขเพียงพอในการที่จะถือว่าใครสักคนรู้ประพจน์สักประพจน์หนึ่ง
ทั้งนี้ ปัญหาเกตติเออร์อาจยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายขึ้นได้โดยการพิจารณาจากเหตุการณ์ที่ว่า
นาย ก. และ นาย ข. ต้องการลงทะเบียนเรียนวิชาตรรกวิทยา
แต่วิชาดังกล่าวสามารถรับนิสิตเพิ่มได้อีกเพียงคนเดียวเท่านั้น
นาย ก. ทราบข่าวล่วงหน้าจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่า
นาย ข. ได้รับการเลือกให้เข้าเรียนวิชาดังกล่าว เมื่อนาย
ก. บังเอิญเห็นว่า นาย ข.
มีตั๋วรถเมล์อยู่ในกระเป๋าสะพายของเขา นาย ก.จึงสรุปว่า
“คนที่ได้รับการเลือกให้เข้าเรียนวิชาตรรกวิทยาคือคนที่มีตั๋วรถเมล์อยู่ในกระเป๋า”
แต่ต่อมา
อาจารย์วิชาตรรกวิทยากลับประกาศว่าคนที่ได้รับการเลือกให้เข้าเรียนคือนาย
ก.
และเขาเองก็ไม่รู้ว่าในกระเป๋าสะพายของตนมีตั๋วรถเมล์อยู่เช่นกัน
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเท่ากับว่าข้อสรุปที่ว่า
“คนที่ได้รับการเลือกให้เข้าเรียนวิชาตรรกวิทยาคือคนที่มีตั๋วรถเมล์อยู่ในกระเป๋า”
ยังคงถูกต้องอยู่ จะเห็นได้ว่าในกรณีดังกล่าว แม้ว่านาย
ข.จะไม่ใช่คนที่ได้เข้าเรียนวิชาตรรกวิทยา
แต่ข้อสรุปที่นาย ก. สร้างขึ้นยังคงเป็นจริง นาย ก.
เชื่อว่าข้อสรุปดังกล่าวจริง และนาย ก.
ก็มีเหตุผลสนับสนุนที่จะเชื่อว่าข้อสรุปดังกล่าวจริง
ซึ่งลักษณะดังกล่าวตรงกับเกณฑ์ของความรู้โดยทั่วไปที่มักเข้าใจกันว่าประกอบด้วยองค์ประกอบดังนี้
(1)
P เป็นจริง (2) S
เชื่อว่า p และ (3) S
มีเหตุผลสนับสนุนในการที่จะเชื่อว่า
p จริง อย่างไรก็ตาม
แม้ว่าข้อสรุปข้างต้นจะมีองค์ประกอบของความรู้ครบถ้วน
แต่นาย ก. ไม่ได้รู้จริง ๆ ว่าข้อสรุปดังกล่าวถูกต้อง
เนื่องจากข้อสรุปข้างต้นเป็นจริงจากการที่นาย ก.
เห็นตั๋วรถเมล์ในกระเป๋าของนาย ข.
และข้อสรุปดังกล่าวก็วางอยู่บนความเข้าใจผิดว่านาย ข.
จะเป็นคนได้รับเลือกให้เข้าเรียนวิชาตรรกวิทยา
ซึ่งเท่ากับว่าเกณฑ์โดยทั่วไปของความรู้ไม่เพียงพอที่จะทำให้ความเชื่อหนึ่ง
ๆ ถือเป็นความรู้
หลังจากที่เกตติเออร์มีข้อเสนอในลักษณะดังกล่าว
ก็ได้เกิดข้อถกเถียงและการอภิปรายเพื่อแก้ปัญหาเกตติเออร์
ตัวอย่างเช่น การเสนอว่ากรณีตัวอย่างที่เกตติเออร์เสนอไม่มีกรณีใดที่ความเชื่อถูกให้เหตุผลสนับสนุน
เนื่องจากเป็นไปไม่ได้ที่จะให้เหตุผลสนับสนุนสิ่งใดก็ตามที่ไม่จริง
ซึ่งการเสนอในลักษณะดังกล่าวจะทำให้นิยามความรู้แบบ
“ความเชื่อที่จริงและมีเหตุผลสนับสนุนว่าจริง”
ยังคงเป็นไปได้อยู่ กระนั้นก็ดี
นักญาณวิทยาหลายต่อหลายคนพยายามให้ข้อเสนอใหม่เกี่ยวกับความรู้เพื่อแก้ปัญหาเกตติเออร์จนนำไปสู่แนวทางการให้เหตุผลสนับสนุนแบบอื่น
ๆ ตัวอย่างเช่น ภายนอกนิยม (externalism)
ในเวลาต่อมา
3.
มูลฐานนิยม (foundationalism)
และสหนัยนิยม (coherentism)
เกี่ยวกับการให้เหตุผลสนับสนุน
ในส่วนที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า “การให้เหตุผลสนับสนุน”
เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้ความเชื่อที่จริงหนึ่งๆ
เป็นความรู้
โดยมีแนวคิดแบบดั้งเดิมเกี่ยวกับการให้เหตุผลสนับสนุนอยู่
2 แนวคิดด้วยกัน คือมูลฐานนิยม (foundationalism)
และสหนัยนิยม (coherentism)
ทั้งสองแนวคิดเป็นข้อคิดเห็นเชิงบรรทัดฐานเกี่ยวกับกฎที่กำหนดว่าเราควรจะยอมรับ
ปฏิเสธ หรือสงสัยประพจน์ใด
โดยสามารถเข้าใจแนวคิดเกี่ยวกับการให้เหตุผลสนับสนุนจากสถานการณ์ตัวอย่างที่ว่าสมมติว่าเรามีความเชื่อหนึ่ง
ๆ โดยได้เหตุผลสนับสนุนมาจากการบอกเล่าของคนที่น่าเชื่อถือ
เหตุผลเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามตามมาอีกว่าอะไรเป็นเหตุผลทำให้คน
ๆ นั้นเป็นคนที่น่าเชื่อถือ
ซึ่งเมื่อตอบคำถามดังกล่าวแล้วก็ยังสามารถตั้งคำถามเกี่ยวกับเหตุผลอื่น
ๆ ว่าเหตุผลอะไรสนับสนุนเหตุผลนั้นได้ต่อไป ทั้งนี้
กระบวนการให้เหตุผลสำหรับความเชื่อมี 3
โครงสร้างที่เป็นไปได้ ดังนี้
-
มูลฐานนิยม
โครงสร้างของความเชื่อแบบนี้จะเห็นว่ามีเหตุผลที่เป็นพื้นฐานซึ่งไม่ต้องการเหตุผลอื่น
ๆ มาสนับสนุนเหตุผลเหล่านั้น
-
สหนัยนิยม
โครงสร้างของความเชื่อแบบนี้จะเห็นว่าไม่มีเหตุผลใดที่ไม่ต้องการเหตุผลอื่น
ๆ มาสนับสนุน
โดยไม่ได้หมายความว่าสามารถถามเหตุผลต่อไปได้ไม่สิ้นสุด
เนื่องจากความเชื่อสนับสนุนซึ่งกันและกัน
-
อนันตนิยม
(Infinitism)
โครงสร้างของความเชื่อแบบนี้จะเห็นว่าไม่มีเหตุผลใดที่ไม่ต้องการเหตุผลอื่น
ๆ มาสนับสนุน แต่การให้เหตุผลนั้นไม่สิ้นสุด
จึงแตกต่างจากโครงสร้างแบบสหนัยนิยมที่เห็นว่าการให้เหตุผลนั้นสามารถสิ้นสุดลงได้เนื่องจากความเชื่อสนับสนุนกันเอง
อย่างไรก็ตาม
ข้อเสนอเกี่ยวกับโครงสร้างที่นักญาณวิทยาสนใจและมักถกเถียงกันก็คือข้อเสนอมูลฐานนิยมและสหนัยนิยม
ทั้งนี้
ข้อเสนอโครงสร้างแบบมูลฐานนิยมมีข้อโต้แย้งที่สำคัญ
2
ประการด้วยกัน
ประการแรกคือนักคิดกลุ่มไพโรเนียนเห็นว่าประพจน์พื้นฐานเป็นเรื่องตามอำเภอใจ
(arbitrary)
แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องตามอำเภอใจก็หมายความว่ามีเหตุผลอื่น ๆ
ที่ทำให้คิดว่าประพจน์ดังกล่าวไม่เป็นเรื่องตามอำเภอใจ
ซึ่งเท่ากับว่ามีเหตุผลที่จะยอมรับประพจน์นั้นจนทำให้ประพจน์นั้นไม่ใช่ประพจน์พื้นฐานไป
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงอาจกล่าวได้ว่าไม่มีประพจน์ที่เป็นพื้นฐาน
ส่วนประการที่สองคือความเชื่อที่เป็นความเชื่อพื้นฐานบางความเชื่อนั้นเมื่อพิจารณาอย่างละเอียดแล้วดูเหมือนไม่เหมาะเป็นความเชื่อพื้นฐาน
(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
การให้เหตุผลสนับสนุนความเชื่อ/ Epistemic
Justification)
4.
ภายนอกนิยม
(externalism) และภายในนิยม (internalism)
เกี่ยวกับความรู้
จากปัญหาและข้อโต้แย้งที่มีต่อแนวคิดแบบมูลฐานนิยมและสหนัยนิยม
นักญาณวิทยาจึงได้พัฒนาข้อเสนอเกี่ยวกับการรับรอง (accounts
of warrant) อื่น ๆ
ซึ่งอาจเรียกได้ว่าแนวคิดแบบภายนอกนิยม (externalism)
เนื่องจากแนวคิดดังกล่าวมุ่งเน้นไปที่ลักษณะของโลกมากกว่าเหตุผลในการเชื่อของผู้รู้
กล่าวคือ แนวคิดภายนอกนิยมตรงกันข้ามกับแนวคิดแบบภายในนิยม
โดยภายในนิยมเห็นว่าความรู้ถูกตัดสินโดยปัจจัยภายในผู้รู้
เช่น เนื้อหาในจิต ความทรงจำ เป็นต้น ทั้งนี้ มูลฐานนิยมและสหนัยนิยมที่กล่าวถึงไปในหัวข้อที่ผ่านมาถือได้ว่าเป็นข้อเสนอแบบภายในนิยม
ส่วนภายนอกนิยมเห็นว่าความรู้อย่างน้อยจะต้องถูกตัดสินโดยสิ่งอื่นนอกเหนือจากปัจจัยภายใน
แนวคิดภายในนิยมและภายนอกนิยมจึงทำให้เกิดข้อเสนอที่แตกต่างกันเกี่ยวกับความรู้
อีกทั้งเมื่อมีปัญหาเกตติเออร์
การให้ข้อเสนอเกี่ยวกับความรู้จึงมีเงื่อนไขเพิ่มเติมเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว
ข้อเสนอเกี่ยวกับความรู้จากแนวคิดภายในนิยมและภายนอกนิยมจึงมีลักษณะดังนี้
- ความรู้-ภายในนิยม
(Knowledge-Internalism)
มีข้อเสนอในลักษณะที่ว่าการให้เหตุผลสนับสนุนจากปัจจัยภายในเป็นเงื่อนไขจำเป็นสำหรับความรู้
และแหล่งกำเนิดของความเชื่อในกระบวนการเชิงความรู้ที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอสำหรับการทำให้เกิดความรู้
ดังนั้น จึงอาจเข้าใจมโนทัศน์ “ความรู้”
ของนักภายในนิยมได้ว่า
S รู้ว่า
p
เมื่อและก็ต่อเมื่อ
(1) p
เป็นจริง
(2) S เชื่อว่า p
(3) S
มีเหตุผลสนับสนุนจากปัจจัยภายในในการเชื่อว่า p
(4) ความเชื่อของ
S ว่า
p
ไม่ทำให้เกิดปัญหาเกตติเออร์
- ความรู้-ภายนอกนิยม
(Knowledge –Externalism)
มีข้อเสนอในลักษณะที่ว่าการให้เหตุผลสนับสนุนจากปัจจัยภายในไม่เป็นเงื่อนไขจำเป็นของความรู้
แต่แหล่งกำเนิดของความเชื่อในกระบวนการเชิงความรู้ที่น่าเชื่อถือเพียงพอสำหรับทำให้เกิดความรู้
ดังนั้นจึงมีกรณีของความรู้ที่ไม่มีเหตุผลสนับสนุนจากปัจจัยภายใน
ดังนั้น จึงอาจเข้าใจมโนทัศน์ “ความรู้”
ของนักภายนอกนิยมได้ว่า
S รู้ว่า
p
เมื่อและก็ต่อเมื่อ
(1) p
เป็นจริง
(2) S เชื่อว่า p
(3) S
มีเหตุผลสนับสนุนจากปัจจัยภายนอกในการเชื่อว่า p
(ในแนวทางที่จะไม่ทำให้เกิดปัญหาเกตติเออร์
จะเห็นได้ว่า ทั้งข้อเสนอ “ความรู้-ภายในนิยม”
และ “ความรู้-ภายนอกนิยม”
เห็นว่าความรู้จำเป็นต้องเป็นความเชื่อที่จริง
แต่คำถามที่ทั้งสองข้อเสนอตอบแตกต่างกันคือ
“อะไรเป็นสิ่งจำเป็นในการทำให้ความเชื่อที่จริงกลายเป็นความรู้”
กล่าวคือ “ความรู้-ภายในนิยม”
เห็นว่าสิ่งที่จำเป็นสำหรับทำให้ความเชื่อกลายเป็นความรู้คือการให้เหตุผลสนับสนุนจากปัจจัยภายใน
ส่วน “ความรู้-ภายนอกนิยม”
เห็นว่าปัจจัยภายในไม่จำเป็น
หรืออาศัยปัจจัยภายนอกก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ความเชื่อที่จริงกลายเป็นความรู้
นอกจากนี้
ทั้งสองแนวคิดเห็นว่าความรู้ต้องไม่ทำให้เกิดปัญหาเกตติเออร์ด้วย
ในส่วนของข้อเสนอแบบภายนอกนิยมนั้น
ข้อเสนอเกี่ยวกับภายนอกนิยมที่สำคัญคือทฤษฎีเชิงสาเหตุ (causal
theory) และข้อเสนอแบบความน่าเชื่อถือนิยม
(reliabilism)
โดยทฤษฎีเชิงสาเหตุเกี่ยวกับการรับรองเห็นว่าความเชื่อจะถูกรับรองเมื่อและก็ต่อเมื่อสิ่งต่าง
ๆ มีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่เหมาะสมกับความเชื่อ
ตัวอย่างเช่น สมมติว่าฉันเชื่อว่า
“มีนกตัวหนึ่งอยู่บนต้นไม้”
โดยเป็นความเชื่อที่มีสาเหตุมาจากการเห็นนกตัวหนึ่งบนต้นไม้
อย่างไรก็ตาม
ทฤษฎีเชิงสาเหตุมีข้อบกพร่องเนื่องจากในบางกรณีแม้ความเชื่อจะมีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่เหมาะสมกับสิ่งต่าง
ๆ
แต่ก็ไม่ถือเป็นความรู้เพราะความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นเพียงความบังเอิญหรือความเข้าใจผิด
และในบางกรณีมีความเชื่อหลายความเชื่อที่ถือเป็นความรู้แต่มิได้มีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่เหมาะสมกับสิ่งต่าง
ๆ เช่น 2+2=4
เป็นต้น
ต่อมาได้มีการเสนอข้อเสนอความน่าเชื่อถือนิยม
โดยข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้เห็นว่าความเชื่อจะต้องการความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่เหมาะสมกับสิ่งต่าง
ๆ แต่จะถือว่าความเชื่อหนึ่ง ๆ
ถูกรับรองเมื่อและก็ต่อเมื่อความเชื่อดังกล่าวเป็นผลมาจากกระบวนการสร้างความเชื่อที่น่าเชื่อถือ
แนวคิดความน่าเชื่อถือนิยมเห็นว่าการให้เหตุผลสนับสนุนความเชื่อนั้นถูกตัดสินโดยแนวโน้มที่จะสร้างความเชื่อที่จริงของกระบวนการสร้างความเชื่อดังกล่าว
ตัวอย่างเช่น สภาพแวดล้อม
ประวัติศาสตร์หรือบริบทของผู้เชื่อ เป็นต้น
โดยข้อเสนอดังกล่าวสามารถแบ่งได้เป็น
2
รูปแบบด้วยกัน รูปแบบแรกคือ
ความน่าเชื่อถือนิยมในฐานะที่เป็นทฤษฎีการให้เหตุผลสนับสนุน
(Justification-Reliabilism)
ซึ่งจะพิจารณาการให้เหตุผลสนับสนุนจากความน่าเชื่อถือ
รูปแบบที่สองคือ
ความน่าเชื่อถือนิยมในฐานะที่เป็นทฤษฎีความรู้ (Knowledge-Reliabilism)
สำหรับแนวทางนี้ ความรู้ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลสนับสนุน
แต่สิ่งที่จำเป็นคือกระบวนการสร้างความเชื่อที่น่าเชื่อถือ
ซึ่งอาจสรุปหลักการของรูปแบบทั้งสองได้ดังนี้
-
ความน่าเชื่อถือนิยมในฐานะที่เป็นทฤษฎีการให้เหตุผลสนับสนุนแบบไม่ซับซ้อน
(Simple
Justification-Reliabilism)
ประกอบด้วยหลักการ 2
ส่วนที่ว่า
-
ส่วน
A: S
รู้ว่า P
เมื่อและก็ต่อเมื่อความเชื่อของ S
ว่า P นั้น (1)
เป็นจริง และ (2)
มีเหตุผลสนับสนุน
-
ส่วน
B: S
มีเหตุผลสนับสนุนในการเชื่อว่า P
เมื่อและก็ต่อเมื่อความเชื่อของ
S ว่า P
ถูกสร้างโดยกระบวนการเชิงความรู้ที่น่าเชื่อถือ
(ในแนวทางที่จะไม่ทำให้เกิดปัญหาเกตติเออร์)
-
ความน่าเชื่อถือนิยมในฐานะที่เป็นทฤษฎีความรู้แบบไม่ซับซ้อน
(Simple
Knowledge-Reliabilism) เห็นว่า
S รู้ว่า P
เมื่อและก็ต่อเมื่อความเชื่อของ
S ว่า P
นั้น (1)
เป็นจริง และ (2)
ถูกสร้างโดยกระบวนการเชิงความรู้ที่น่าเชื่อถือ
(ในแนวทางที่จะไม่ทำให้เกิดปัญหาเกตติเออร์)
5.
หลักการเชิงญาณวิทยา (epistemic
principles)
หลักการเชิงญาณวิทยาเป็นหลักการซึ่งอธิบายสถานะทางญาณวิทยาบรรทัดฐานของประพจน์ภายใต้เงื่อนไขที่แตกต่างกัน
โดยทั่วไปแล้วมักจะยอมรับว่า
“ถ้าบุคคลคนหนึ่งมีเหตุผลสนับสนุนในการเชื่อประพจน์
x
แล้วบุคคลคนนั้น ซึ่งมิใช่ในขณะเดียวกัน
จะมีเหตุผลสนับสนุนในการเชื่อว่า ไม่จริงที่ว่า x”
อย่างไรก็ตาม ยังมีหลักการอื่น ๆ
ที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่
เนื่องจากหลักการเหล่านั้นเป็นพื้นฐานให้เกิดข้อสงสัยจนนำไปสู่ข้อเสนอแบบวิมตินิยม
และทำให้เกิดปัญหาเชิงญาณวิทยาที่ลึกซึ้งบางประการ
โดยตัวอย่างของหลักการเชิงญาณวิทยาที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่และมีความสำคัญคือ
|
(1) |
Conjunction Principle (CON-P): ถ้า
S
มีเหตุผลสนับสนุนที่จะเชื่อว่า x
และ S
มีเหตุผลสนับสนุนที่จะเชื่อว่า y
แล้ว S
จะมีเหตุผลสนับสนุนในการเชื่อว่า x
และ y |
|
(2) |
Closure Principle (CLO-P): ถ้า
S
มีเหตุผลสนับสนุนที่จะเชื่อว่า x
และ x มีนัย (entail)
ว่า y แล้ว S
จะมีเหตุผลสนับสนุนที่จะเชื่อว่า
y |
|
(3) |
Evidence Transfer Principle (ET-P)
ถ้ามีหลักฐาน e
ที่เป็นเหตุผลสนับสนุนให้ S
เชื่อว่า x และ x
มีนัยว่า y
แล้ว e
จะเป็นเหตุผลสนับสนุนให้ S
เชื่อว่า y |
ข้อสังเกตเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของทั้ง
3
หลักการนี้คือ CLO-P
ไม่ได้มีนัยถึง CON-P เนื่องจาก
CLO-P
เกี่ยวข้องกับประพจน์เพียงประพจน์เดียวที่ S
ถูกให้เหตุผลสนับสนุนในการเชื่อ
มิได้เกี่ยวข้องกับกลุ่มของประพจน์ นอกจากนี้ CLO-P
ก็มิได้มีนัยถึง ET-P
เนื่องจาก CLO-P
มิได้เรียกร้องว่าหลักฐานจะต้องเป็นหลักฐาน e
เดียวกันที่ S
มีเพื่อเป็นเหตุผลสนับสนุนทั้ง x
และ y ดังนั้น เราสามารถยอมรับ
CLO-P โดยไม่ยอมรับหลัก CON-P
หรือ ET-P
ได้
อย่างที่ได้กล่าวไปตอนต้นว่า
หลักการเชิงญาณวิทยาเหล่านี้ยังเป็นที่ถกเถียงเนื่องจากเป็นพื้นฐานให้เกิดข้อสงสัยจนนำไปสู่ข้อเสนอแบบวิมตินิยมและทำให้เกิดปัญหาเชิงญาณวิทยาที่ลึกซึ้งบางประการ
ซึ่งวิมตินิยมคือข้อเสนอที่ว่าเราขาดความรู้หรือไม่มีความรู้
ข้อเสนอแบบวิมตินิยมมีหลากหลายรูปแบบด้วยกัน
รูปแบบที่สุดโต่งที่สุดคือวิมตินิยมแบบทั้งหมด (global
skepticism)
ซึ่งเห็นว่าเรามีความรู้น้อยมาก
ข้อเสนอแบบวิมตินิยมที่พยายามแสดงให้เห็นว่าเราไม่มีความรู้อาจมีโครงสร้างในลักษณะดังนี้
|
(1) |
ความรู้ทั้งหมดต้องการเหตุผล
โดยเหตุผลดังกล่าวต้องไม่เป็นไปตามอำเภอใจหรือทวนคำถาม
หรือมากมายไม่มีที่สิ้นสุด |
|
(2) |
โครงสร้างเดียวสำหรับเหตุผลต่าง ๆ
ก็คือเหตุผลเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ตามอำเภอใจ
(มูลฐานนิยม) เป็นเรื่องที่ทวนคำถาม (สหนัยนิยม)
และเป็นเรื่องที่มีเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุด (อนันตนิยม) |
|
ดังนั้น ไม่มีความรู้ |
การโต้ตอบต่อข้อเสนอดังกล่าวที่เป็นไปได้มีหลายรูปแบบด้วยกัน
ตัวอย่างเช่น
|
(1) |
ประพจน์ที่เป็นพื้นฐานมิได้เป็นเรื่องตามอำเภอใจ |
|
(2) |
สหนัยนิยมไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การทวนคำถามเสมอไป |
|
(3) |
การต้องการเหตุผลที่ไม่สิ้นสุดสำหรับความเชื่อหนึ่ง ๆ
มิได้มีนัยว่าความเชื่อนั้นจะไม่สามารถถูกให้เหตุผลสนับสนุน |
ทั้งนี้
ตัวอย่างของการอ้างเหตุผลที่นำหลักการเชิงญาณวิทยามาเป็นพื้นฐานให้เกิดข้อสงสัยจนนำไปสู่ข้อเสนอแบบวิมตินิยมคือ
|
(1) |
ถ้าฉันมีเหตุผลสนับสนุนที่จะเชื่อว่ามีโต๊ะตัวหนึ่งอยู่ข้างหน้าฉัน
แล้วฉันจะมีเหตุผลสนับสนุนที่จะเชื่อว่าฉันมิได้เป็นคนที่อยู่ในฉากเชิงวิมตินิยม
(skeptical
scenarios)
เช่นโลกที่มีปีศาจหลอกให้เห็นสิ่งต่าง ๆ เป็นต้น
ซึ่งอันที่จริงไม่มีโต๊ะอยู่ข้างหน้าฉัน
แต่ปรากฏว่ามีเนื่องจากฉากเชิงวิมตินิยมดังกล่าว |
|
(2) |
ฉันไม่เคยมีเหตุผลสนับสนุนที่จะเชื่อว่าฉันมิได้เป็นคนที่อยู่ในฉากเชิงวิมตินิยมซึ่งอันที่จริงไม่มีโต๊ะอยู่ข้างหน้าฉัน
แต่ปรากฏว่ามีเนื่องจากฉากเชิงวิมตินิยมดังกล่าว |
|
ดังนั้น
ฉันไม่เคยมีเหตุผลสนับสนุนที่จะเชื่อว่ามีโต๊ะตัวหนึ่งอยู่ข้างหน้าฉัน |
จากตัวอย่างดังกล่าวเป็นการนำเอาหลักการเชิงญาณวิทยา
CLO-P
มาอ้างเหตุผลเพื่อเป็นพื้นฐานให้สรุปแนวคิดแบบวิมตินิยม
ซึ่งการโต้ตอบการอ้างเหตุผลดังกล่าวเป็นไปได้ใน 3
แนวทางด้วยกัน คือ (1) CLO-P
เป็นเท็จ (2)
ข้ออ้างที่ 2 เป็นเท็จ และ (3) ข้อเสนอทั้งหมดทวนคำถาม
และยังมีข้อเสนอในรูปแบบคล้ายกันเพื่อเสนอแนวคิดวิมตินิยมซึ่งใช้หลักการเชิงญาณวิทยา
ET-P
|
(1) |
ถ้าหลักฐาน
e
ที่ฉันมีทำให้เชื่อว่ามีโต๊ะตัวหนึ่งอยู่ต่อหน้าฉันเพียงพอที่จะให้เหตุผลสนับสนุนความเชื่อดังกล่าว
แล้วหลักฐาน e
ก็จะเพียงพอที่จะให้เหตุผลสนับสนุนความเชื่อว่าฉันมิได้เป็นคนที่อยู่ในฉากเชิงวิมตินิยมฉากหนึ่ง |
|
(2) |
หลักฐาน
e
ไม่เพียงพอที่จะให้เหตุผลสนับสนุนว่าฉันมิได้อยู่ในฉากเชิงวิมตินิยมฉากหนึ่ง |
|
ดังนั้น หลักฐาน
e
ไม่เพียงพอที่จะให้เหตุผลสนับสนุนว่ามีโต๊ะตัวหนึ่งอยู่ต่อหน้าฉัน |
จากตัวอย่างข้อเสนอดังกล่าว
นักญาณวิทยาอาจแก้ปัญหาหรือตอบโต้กับแนวคิดวิมตินิยมโดยการปฏิเสธ
ET-P เนื่องจากสามารถปฏิเสธ ET-P
ได้โดยไม่ต้องปฏิเสธ CLO-P
(เพราะ CLO-P
มิได้มีนัยว่า ET-P)
นอกจากการอ้างเหตุผลในส่วนที่ผ่านมาที่ทำให้สามารถตั้งคำถามกับหลักการเชิงญาณวิทยาได้แล้วนั้น
ยังมีปฏิทรรศน์ (paradox)
เกี่ยวกับหลักการเชิงวิทยาที่ทำให้ตั้งคำถามกับหลักการเชิงญาณวิทยาบางหลักการได้อีกด้วย
ตัวอย่างเช่น ปฏิทรรศน์เรื่องกรู (The Grue Paradox)
ซึ่งพัฒนาโดยเนลสัน กู๊ดแมน (Nelson Goodman)
โดยปฏิทรรศน์นี้เน้นบทบาทของ ET-P
กล่าวคือ มรกตทั้งหมดที่ถูกตรวจสอบมาจนถึงเวลาปัจจุบัน (tnow)
มีสีเขียว แต่ในความเป็นจริงแล้วเราสามารถคิดว่า
เนื่องจากเราตรวจสอบมรกตเป็นจำนวนมาก
เราจึงมีเหตุผลสนับสนุนที่จะเชื่อว่า (G)
มรกตทั้งหมดเป็นสีเขียวจนถึงเวลาปัจจุบัน
แต่ถ้าหลังเวลาปัจจุบันไปแล้วมรกตจะเป็นสีฟ้า
โดยจะใช้ “กรู” (grue)
เพื่อแสดงถึงคุณสมบัติของการถูกตรวจสอบจนถึงเวลาปัจจุบันว่าเป็นสีเขียวแต่หลังจากนั้นจะเป็นสีฟ้า
ซึ่งจะเห็นว่าหลักฐานที่ให้เหตุผลสนับสนุนเราในการเชื่อว่า
“มรกตทั้งหมดเป็นสีเขียว”
ไม่ให้เหตุผลสนับสนุนเราในการเชื่อว่า (N)
ไม่มีมรกตใดมีสีกรู จะเห็นได้ว่าปฏิทรรศน์ดังกล่าวขึ้นอยู่กับหลักการ
ET-P แม้ว่าหลักฐานในเชิงอุปนัย
(การตรวจสอบมรกตสีเขียวจำนวนมาก) จะให้เหตุผลสนับสนุน (G)
และแม้ว่า (G) จะมีนัย (entail)
ว่า (N)
แต่หลักฐานดังกล่าวก็มิได้ให้เหตุผลสนับสนุนว่า (N)
ซึ่งเท่ากับปฏิทรรศน์เรื่องกรูแสดงให้เห็นว่าหลักฐานมิได้มีลักษณะส่งผ่านอย่างที่หลักการ
ET-P
ต้องการให้เป็น
การถกเถียงเกี่ยวกับหลักการเชิงญาณวิทยายังคงมีอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม
ในส่วนต่อไปจะอภิปรายเพิ่มเติมถึงการถกเถียงร่วมสมัยเกี่ยวกับประเด็นปัญหาเรื่องความรู้
ซึ่งจะทำให้ความเข้าใจเกี่ยวกับมโนทัศน์ “ความรู้”
มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
6. วิทยาศาสตร์ให้ความรู้แก่เราหรือไม่
จากการอภิปรายที่ผ่านมา
จะเห็นได้ว่าโดยทั่วไปมีการยอมรับกันว่า “ความจริง”
เป็นเงื่อนไขจำเป็นเงื่อนไขหนึ่งของความรู้
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงอาจตั้งคำถามได้ว่า
วิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นศาสตร์ที่มัก
“มีการค้นพบความคิดใหม่และหักล้างความคิดเก่าอยู่ตลอด”
นั้นเป็นศาสตร์ที่ทำให้เกิดความรู้หรือไม่ นอกจากนี้
งานวิจัยในวิทยาศาสตร์หลายครั้งมีผลลัพธ์เป็นการประมาณการณ์หรือเป็นความน่าจะเป็น
ซึ่งทำให้ตั้งคำถามได้ว่าความจริงในเชิงการประมาณการณ์หรือความน่าจะเป็นนี้ทำให้กล่าวได้หรือไม่ว่าวิทยาศาสตร์ให้ความจริงแก่เรา
นักคิดบางคนที่ไม่เห็นด้วยกับสัจนิยมเชิงวิทยาศาสตร์ (scientific
anti-realism)
เสนอว่าการวิจัยในวิทยาศาสตร์นั้นมีจุดประสงค์เพื่อความเป็นประโยชน์
และไม่เห็นว่าความจริงกับความเป็นประโยชน์เป็นสิ่งเดียวกัน
กล่าวคือ พวกเขาเห็นว่าทฤษฎีวิทยาศาสตร์มิได้จริงหรือเท็จ
แต่เป็นประโยชน์ในการทำนายผลของการทดลองและอธิบายข้อมูลต่าง
ๆ ได้
ซึ่งอาจมีนัยตามมาว่าวิทยาศาสตร์มิได้เกี่ยวข้องกับความจริง
และไม่ได้ทำให้เกิดความรู้ตามนิยามที่มีความจริงเป็นเงื่อนไขจำเป็นอย่างที่เข้าใจ
นอกจากนี้ ธอมัส คูห์น (Thomas
Kuhn)
นักประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 20
ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการสะสมความรู้ของวิทยาศาสตร์ว่ากระบวนการสะสมความรู้ของวิทยาศาสตร์นั้นมิได้เป็นแบบพอกพูนความรู้
หรือมิได้เป็นการขยายตัวของความรู้ แต่เป็นการเปลี่ยนแพราไดม์
(paradigm)
กล่าวคือ คูห์นเสนอว่าการเปลี่ยนทฤษฎีวิทยาศาสตร์ในประวัติศาสตร์นั้นแบ่งออกเป็น
3 ขั้นตอนใหญ่ ๆ คือ (1) ขั้นพรีแพราไดม์
(preparadigm)
เป็นขั้นที่สังคมในวิทยาศาสตร์ค้นคว้าเรื่องเดียวแต่แตกต่างกันไปตามแนวทางของตนจนกระทั่งเกิดแพราไดม์หนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์พากันสนใจ
(2) ขั้นวิทยาศาสตร์แบบฉบับ (normal science)
เป็นขั้นที่มีการค้นคว้าศึกษาภายใต้กรอบของแพราไดม์เพื่อแก้ปัญหาภายในกรอบแพราไดม์นั้น
ๆ จนกระทั่งปัญหามีความซับซ้อนมากขี้นเรื่อย ๆ
จึงเกิดขั้นต่อไป (3) ขั้นปฏิวัติ (revolution)
เป็นขั้นที่นำไปสู่การยอมรับแพราไดม์ใหม่ ดังนั้น
การปฏิวัติในวิทยาศาสตร์
การยอมรับแนวคิดใหม่แทนที่แนวคิดเก่า เช่น
การเปลี่ยนแปลงจากการอธิบายระบบสุริยจักรวาลแบบธอเลมี (Ptolemy)
มาเป็นการอธิบายระบบสุริยจักรวาลแบบโคเปอร์นิคัส (Copernicus)
นั้นมิได้หมายความว่าแนวคิดใหม่ของโคเปอร์นิคัส “จริงกว่า”
แนวคิดแบบธอเลมี
แต่ถูกพิจารณาว่ามีความเหมาะสมมากกว่าหรือสามารถอธิบายจักรวาลได้อย่างซับซ้อนน้อยกว่าจึงยอมรับ
คูห์นจึงเห็นว่าเราไม่อาจแน่ใจได้ว่าวิทยาศาสตร์ทำให้เรามีความรู้มากขึ้นหรือพอกพูนขึ้นได้จริงหรือไม่
ทั้งนี้เพราะการปฏิเสธแนวคิดเก่าเพื่อยอมรับแนวคิดใหม่นั้นอาจมิได้หมายความว่าเรามีความรู้เกี่ยวกับโลกมากขึ้น
แต่อาจเป็นเพราะเราเปลี่ยนแพราไดม์หรือเปลี่ยนจากวิธีการมองโลกแบบหนึ่งไปเป็นอีกแบบหนึ่งเท่านั้น
อีกทั้งดูเหมือนว่าการเลือกรับแพราไดม์นั้นขึ้นอยู่กับความเชื่อของมนุษย์ด้วย
การถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นปัญหาดังกล่าวมีความเกี่ยวโยงอย่างใกล้ชิดกับความเข้าใจมโนทัศน์
“ความจริง” ว่าคืออะไร หรือเข้าใจว่า “เป็นจริง” (is
true) ในข้อความ “P
เป็นจริง” หมายความว่าอะไร
ซึ่งแนวทางคำตอบอาจเป็นได้หลากหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น
ทฤษฎีความจริงแบบสมนัย (Correspondence Theory)
เสนอว่า P
เป็นจริงเมื่อและก็ต่อเมื่อ P
ตรงกันกับข้อเท็จจริง ทฤษฎีความจริงแบบสหนัย (Coherence
Theory) เสนอว่า P
เป็นจริงเมื่อและก็ต่อเมื่อ P
สอดคล้องกับประพจน์อื่น ๆ หรือทฤษฎีความจริงเชิงปฏิบัติ (Pragmatic
Theory) เสนอว่า P
เป็นจริงเมื่อและก็ต่อเมื่อมีประโยชน์ที่จะเชื่อ P
เป็นต้น
7. การถกเถียงเกี่ยวกับความรู้ร่วมสมัย
จะเห็นได้ว่า คำถามที่นักญาณวิทยาแบบดั้งเดิมสนใจคือ
“เราควรเชื่ออะไร” และ “ความรู้คืออะไร”
ซึ่งโดยทั่วไปนักญาณวิทยาแบบดั้งเดิมจะตอบคำถามเหล่านี้โดย
|
(1) |
บรรยายชนิดของเหตุผลที่ให้การยืนยันความเชื่อหนึ่ง ๆ
|
|
(2) |
พัฒนากลุ่มของเงื่อนไขจำเป็นและเงื่อนไขเพียงพอของความรู้
|
อย่างไรก็ตาม
การถกเถียงเกี่ยวกับความรู้ร่วมสมัยนั้นมีลักษณะเป็นการพยายามโต้แย้งและท้าทายข้อเสนอของญาณวิทยาแบบดั้งเดิม
กล่าวคือ
ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามีการท้าทายร่วมสมัยซึ่งพัฒนาโดยนักทฤษฎีเชิงสาเหตุและผู้ที่มีความเห็นแบบความน่าเชื่อถือนิยม
กล่าวคือ
ความน่าเชื่อถือนิยมเห็นว่าความเชื่อของเราไม่จำเป็นต้องเป็นผลมาจากการใช้เหตุผลที่เหมาะสมเพื่อที่จะถือว่าเป็นความรู้
และวิธีการได้ความเชื่อที่น่าเชื่อถือเพียงพอเท่านั้นคือสิ่งที่จำเป็น
นอกจากนี้ นักญาณวิทยาบางคน ตัวอย่างเช่น ดับบลิว. วี.
ไควน์ (W.
V. Quine)
ยังเห็นว่าญาณวิทยาเป็นสาขาหนึ่งของจิตวิทยาการรู้คิด (cognitive
psychology)
เนื่องจากประเด็นที่นักญาณวิทยาสนใจคือการศึกษาวิธีการได้ความเชื่อที่น่าเชื่อถือ
โดยข้อเสนอแบบนี้เรียกว่าญาณวิทยาเชิงธรรมชาติ (naturalized
epistemology)
ซึ่งเท่ากับเป็นการท้าทายต่อญาณวิทยาแบบดั้งเดิม
เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนสถานะของคำถามเชิงบรรทัดฐานในญาณวิทยาให้เป็นคำถามที่ตอบโดยการบรรยายซึ่งอาศัยข้อมูลจากวิทยาศาสตร์
การท้าทายอีกรูปแบบหนึ่งมาจากข้อเสนอของเอ็ดเวิร์ด เครก (Edward
Craig) กล่าวคือ
เขาปฏิเสธการวิเคราะห์ว่าอะไรคือเงื่อนไขจำเป็นและเงื่อนไขเพียงพอของความรู้
แต่พยายามสังเคราะห์มโนทัศน์ดังกล่าวโดยการพิจารณาลักษณะจากสมมติฐานเชิงปฏิบัติเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของความรู้
ดังนั้นข้อเสนอของเครกจึงเป็นการอธิบายข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความรู้มากกว่าจะเป็นการเข้าไปร่วมถกเถียงเกี่ยวกับความรู้
ยิ่งไปกว่านั้น
ยังมีการท้าทายต่อญาณวิทยาแบบดั้งเดิมมาจากญาณวิทยาเชิงคุณธรรม
(virtue epistemology)
ซึ่งมุ่งเน้นการประเมินเชิงญาณวิทยาจากบุคคลมากกว่าจากคุณสมบัติของความเชื่อหรือกระบวนการสร้างความเชื่อ
นักญาณวิทยาเชิงคุณธรรมคนสำคัญคือ ลินดา แซกเซบสกี้ (Linda
Zagzebski)
ผู้ซึ่งเสนอทฤษฎีทางญาณวิทยาที่วางอยู่บนจริยศาสตร์เชิงคุณธรรม
(virtue ethics)
นอกจากนี้
ยังมีการท้าทายที่สุดโต่งจากกลุ่มนักญาณวิทยาหลายกลุ่มด้วยกัน
ตัวอย่างเช่น กลุ่มที่มีแนวคิดพหุนิยมเชิงความเชื่อ (cognitive
pluralism)
โต้แย้งว่าไม่มีลักษณะเฉพาะเกี่ยวกับการได้มาและการปรับปรุงความเชื่อที่ทุกคนใช้
กลุ่มที่มีแนวคิดญาณวิทยาแบบสตรีนิยม (feminist
epistemology)
โต้แย้งว่าเงื่อนไขเกี่ยวกับเหตุผลที่ดี
(เช่นความเป็นสากลหรือความเป็นกลาง)
มุ่งหมายไปที่บางอย่างที่นอกเหนือจากความจริง (truth)
และกลุ่มที่มีแนวคิดปฏิบัตินิยม (pracmatism)
โต้แย้งว่าการได้ความเชื่อที่ประสบผลสำเร็จจะเกิดขึ้นเมื่อสามารถคาดเดาและควบคุมอนาคตได้
ผู้ที่ปกป้องญาณวิทยาแบบดั้งเดิมมีการตอบโต้พื้นฐานต่อการท้าทายเหล่านี้ใน
2
รูปแบบด้วยกัน แบบแรก
ผู้ที่ปกป้องญาณวิทยาแบบดั้งเดิมเห็นว่าสามารถตรวจสอบข้อวิพากษ์ที่ผู้โต้แย้งเสนอขึ้นมาและตัดสินว่าข้อโต้แย้งใดเป็นข้อโต้แย้งที่ดี
(sound)
ส่วนแบบที่สอง
พวกเขาสามารถชี้ให้เห็นว่าผู้โต้แย้งจะต้องปกป้องความสมเหตุสมผลของความคิดเห็นตนโดยใช้หลักการเกี่ยวกับเหตุผลที่ดีที่นักญาณวิทยาแบบดั้งเดิมเสนอ
ซึ่งแม้ว่าการโต้ตอบนี้จะมิได้แสดงให้เห็นว่าข้อเสนอของผู้โต้แย้งผิด
แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นความสำคัญและความเป็นสากลของคำถามที่ว่า
“เราควรเชื่ออะไร” และ “ความรู้คืออะไร”
ซึ่งเป็นคำถามสำคัญคำถามมากหนึ่งในญาณวิทยาตลอดมา
ศิรประภา ชวะนะญาณ (ผู้เรียบเรียง)
เรียบเรียงจาก
|
· |
คูห์น, ธอมัส. 2544.
โครงสร้างของการปฏิวัติในวิทยาศาสตร์.
สิริเพ็ญ พิริยจิตรกรกิจ แปลจาก
The Structure of Scientific Revolution.
Third Edition.
งานแปลของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติลำดับที่
187. กรุงเทพฯ: วิภาษา. |
|
· |
มารค ตามไท.
ทฤษฎีความรู้ของวิทยาศาสตร์.
|
|
· |
Alston, William. 1998. Internalism and
Externalism in Epistemology.
In Edward Craig (ed.). Routledge
Encyclopedia of Philosophy [CD-Rom
Version 1.0]. |
|
· |
Conee, Earl and Feldman, Richard. Epistemology.
In Donald M. Borchet (ed.). The
Encyclopedia of Philosophy. Second
Edition. New York: Macmillan, Vol. 3: 270-277. |
|
· |
Gettier, Edmund.
1963. Is justified true belief knowledge?
Analysis
23: 121–123. |
|
· |
Goldman, A. I. 1998. Reliabilism. In Edward
Craig (ed.). Routledge Encyclopedia of
Philosophy [CD-Rom Version 1.0]. |
|
· |
Klein, P. D. 1998. Knowledge, Concept of. In
Edward Craig (ed.). Routledge Encyclopedia
of Philosophy [CD-Rom Version
1.0]. |
|
· |
Luper, Steven. 1998. Belief and Knowledge. In
Edward Craig (ed.). Routledge Encyclopedia
of Philosophy [CD-Rom Version
1.0]. |
|
· |
Quinton, Anthony. 2006. Knowledge and Belief. In
Donald M. Borchet (ed.). The Encyclopedia
of Philosophy. Second Edition. New York:
Macmillan, Vol. 5: 91-100. |
|
· |
Steup, Matthias.
2006. The Analysis of Knowledge. In Edward N.
Zalta (ed.).
The
Stanford Encyclopedia of Philosophy.
<URL=http://plato.stanford.edu/entries/knowledge-analysis/>. |
|
· |
Aristotle (3rd century BC).
Posterior Analytics. Ed. and trans. J.
Barnes. Oxford: Clarendon Press, 1975. (อริสโตเติลเสนอและปกป้องมูลฐานนิยมเกี่ยวกับประสบการณ์ทางผัสสะ) |
|
· |
Audi, R. 1993. The
Structure of Justification.
Cambridge: Cambridge University
Press.
(เสนอการพัฒนาและปกป้องแนวคิดมูลฐานนิยมรูปแบบหนึ่ง) |
|
· |
Ayer, A. J. 1940. Foundations of Empirical
Knowledge. London: Macmillan. (เสนอการพัฒนาและปกป้องแนวคิดมูลฐานนิยมรูปแบบโครงสร้างของเหตุผล) |
|
· |
BonJour, L. 1985. The Structure of
Empirical Knowledge. Cambridge, MA:
Harvard University Press. (ประกอบด้วยข้อปกป้องแนวคิดสหนัยนิยม) |
|
· |
Chisholm, R. 1966. Theory of
Knowledge. Englewood Cliffs, NJ:
Prentice Hall; 2nd edn, 1977; 3rd edn, 1989. (เสนอแนวคิดมูลฐานนิยมเกี่ยวกับความรู้
ประกอบกับข้อเสนอเรื่องความสามารถผิดได้) |
|
· |
Davidson, D. 1983. A
coherence theory of truth and
knowledge. In E. LePore (ed.).
Truth and Interpretation:
Perspectives on the Philosophy
of Donald Davidson.
Oxford: Blackwell, 1986.
(ประกอบด้วยข้อเสนอแบบสหนัยนิยมเกี่ยวกับความรู้
และมีการอ้างเหตุผลที่เสนอว่าความเชื่อที่สอดคล้องจะต้องเป็นความเชื่อที่ถูกต้อง) |
|
· |
Descartes, R. 1641. Meditations on First
Philosophy. In E. Haldane and G.R.T. Ross (eds).
The Philosophical Works of Descartes. Vol.
1. Mineola, NY: Dover Publications, 1955.
(ประกอบด้วยข้อเสนอของมูลฐานนิยมเชิงเหตุผลแบบดั้งเดิม “Meditation
1” ประกอบด้วยการอ้างเหตุผลแบบคาร์ธีเชียนเพื่อตอบโต้กับวิมตินิยม
โดยเดส์การ์ตส์ปฏิเสธวิมตินิยมใน “Meditation
5” ) |
|
· |
Dretske, F. 1981.
Knowledge and the Flow of
Information. Cambridge,
MA: MIT Press. (ประกอบด้วยแนวคิดความน่าเชื่อถือนิยมเกี่ยวกับความรู้โดยใช้ทฤษฎีเกี่ยวกับข้อมูล) |
|
· |
Gettier, E. 1963. Is
justified true belief knowledge?
Analysis 23
(6): 121-3. (บทความนี้มุ่งเน้นให้เห็นความไม่เพียงพอของการยืนยันโดยอาศัยการให้เหตุผลสนับสนุนเพียงอย่างเดียว) |
|
· |
Goldman, A. 1986.
Epistemology and Cognition.
Cambridge, MA: Harvard
University Press.
(ประกอบด้วยการพัฒนาและปกป้องแนวคิดความน่าเชื่อถือนิยม) |
|
· |
Locke, J. 1689. An
Essay Concerning Human
Understanding. Ed. A. C.
Fraser. Mineola, New York: Dover
Publications, 1959. (ประกอบด้วยข้อเสนอมูลฐานนิยมเกี่ยวกับประสบการณ์ทางผัสสะแบบดั้งเดิม) |
|
· |
Plato (4th century BC).
Theaetetus. In
The Collected Dialogues of
Plato. Ed. E. Hamilton
and H. Cairns. Princeton, NJ:
Princeton University Press,
1961. (เสนอว่าความรู้ไม่สามารถเป็นเพียงความเชื่อที่จริงและมีเหตุผลสนับสนุนว่าจริง
แต่เพลโต้ก็ไม่ได้เสนอว่าอะไรคือลักษณะที่ขาดไป) |
|
· |
Prichard, H. A. 1950.
Knowledge and Perception.
Oxford: Clarendon Press. (เสนอข้อปกป้องแนวคิดที่ว่าความรู้ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของความเชื่อ) |
|
· |
Quine, W.V.O and Ullian, J.
1978. The Web of
Belief. 2nd edition. New
York: Random House. (เสนอการปกป้องแนวคิดแบบสหนัยนิยม) |
|
· |
Sosa, E. 1991.
Knowledge in Perspective.
Cambridge: Cambridge University
Press. (ประกอบด้วยข้อเสนอความน่าเชื่อถือนิยมรูปแบบหนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นประเด็นปัญหาที่เกิดจากญาณวิทยาแบบดั้งเดิม) |
|
· |
Zagzebski, L. 1996.
Virtues of the Mind.
Cambridge: Cambridge University
Press.
(พัฒนาข้อเสนอญาณวิทยาเชิงคุณธรรมที่วางอยู่บนจริยศาสตร์เชิงคุณธรรม) |
คำที่เกี่ยวข้อง
A Priori – A Posteriori /
Epistemic Justification/ Truth
|