|
1.
บทนำ
การจะเข้าใจว่าปรัชญาประวัติศาสตร์คืออะไรได้
คงจะต้องทำความรู้จักกับความหมายของคำว่า
‘ประวัติศาสตร์’
เสียก่อน คำว่า ‘ประวัติศาสตร์’
มีความหมายอย่างกว้างๆ สองนัยด้วยกัน
นัยแรกบ่งถึงชุดของเหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในอดีต
ซึ่งอาจจะถอยกลับไปได้ถึงเมื่อครั้งแรกมีสังคมมนุษย์
ส่วนนัยที่สองบ่งถึงกิจกรรมทางวิชาการของสาขาวิชาใหญ่สาขาหนึ่งในทางมนุษยศาสตร์
(บางคนจัดประวัติศาสตร์ว่าเป็นสังคมศาสตร์ก็มี)
ซึ่งมีจุดหมายอยู่ที่การพยายามเข้าใจอดีตของมนุษย์
สาขาวิชาดังกล่าวพยายามสร้างหรือหาระเบียบวิธีศึกษาหาความรู้เพื่อตอบคำถามที่ว่า
ในอดีตนั้นอะไรเกิดขึ้นบ้าง
สภาพแวดล้อมทางรูปธรรมและทางความคิดในช่วงเวลาหนึ่งๆ
เกิดขึ้นได้อย่างไรรวมถึงเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง
เราอาจกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า ‘ประวัติศาสตร์’
ในนัยแรกนั้นในแง่หนึ่งก็คือชุดของเหตุการณ์ซึ่งเป็นเป้าหมายแห่งการเข้าใจของบรรดานักประวัติศาสตร์
ส่วน ‘ประวัติศาสตร์’
นัยที่สองก็คือกิจกรรมทางวิชาการต่างๆ
ที่นักประวัติศาสตร์กระทำอยู่นั่นเอง
หรือหากจะลองเข้าใจความหมายของ ‘ประวัติศาสตร์’
โดยเชื่อมโยงกับคำว่า ‘อดีต’
เราก็อาจจะกล่าวได้ว่า ‘ประวัติศาสตร์’
นัยแรกคือ ‘ตัวอดีตเอง’
ส่วนนัยที่สองคือ การศึกษาอดีต’
‘ปรัชญาประวัติศาสตร์’
คือสาขาหนึ่งของวิชาปรัชญาที่นำเอาการพิจารณาไต่สวนและการวิเคราะห์เชิงปรัชญาไปประยุกต์เพื่อเข้าใจ
‘ประวัติศาสตร์’
ทั้งสองนัยดังที่กล่าวไป
ซึ่งก็จะทำให้เราสามารถจำแนกปรัชญาประวัติศาสตร์ออกได้อย่างกว้างที่สุดเป็นสองแนวด้วยกัน
ต่อไปเราจะเห็นว่าปรัชญาประวัติศาสตร์สองแนวดังกล่าวมีความแตกต่างในหลายเรื่องและหลายระดับ
แต่ความแตกต่างอันเป็นพื้นฐานที่สุดนั้น
ก็คือความต่างกันของตัวสิ่งอันเป็นเป้าหมายของการพิจารณาและวิเคราะห์
โดยปรัชญาประวัติศาสตร์แต่ละแนวสนใจศึกษา ‘ประวัติศาสตร์’
ตามความหมายคนละนัยกันนั่นเอง
ถ้าจะกล่าวให้ชัดยิ่งขึ้น
เราสามารถเข้าใจปรัชญาประวัติศาสตร์ได้ในสองทางด้วยกัน
ทางแรกคือความพยายามที่จะค้นหาว่าในภาพรวมของกระบวนการตามประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นมาทั้งหมดนั้น
มีความหมายอันสำคัญที่อยู่พ้นไปจากความเข้าใจที่เราได้จากงานประวัติศาสตร์โดยทั่วๆ
ไปหรือไม่
รวมทั้งมีกฎเกณฑ์ที่ตายตัวอยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอดีตหรือไม่
ส่วนทางที่สองคือการค้นคว้าทางปรัชญาที่เสนอการวิเคราะห์ในเชิงตรรกะ
เชิงมโนทัศน์ และเชิงญาณวิทยา
ต่อการเขียนประวัติศาสตร์หรือประวัติศาสตร์นิพนธ์ (historiography)
ในวงวิชาการมักจะเรียกการค้นคว้าในแนวทางแรกและทางที่สองว่า
“ปรัชญาประวัติศาสตร์เชิงทฤษฎี”
(speculative หรือ
substantive philosophy of history) และ“ปรัชญาประวัติศาสตร์แบบวิเคราะห์”
(analytical หรือ critical
philosophy of history) ตามลำดับ
อาจกล่าวได้ว่า
แนวทางหลังนั้นมุ่งหมายศึกษาตัวกิจกรรมเท่าที่นักประวัติศาสตร์กระทำกันอยู่
ส่วนแนวทางแรกมีความมุ่งหมายที่จะไปให้ไกลกว่านั้นอีกระดับหนึ่ง
เราอาจมีการเปรียบเทียบลักษณะความแตกต่างของแนวทางทั้งสองว่าเหมือนกับความแตกต่างระหว่าง
‘ปรัชญาธรรมชาติ’
(Philosophy of Nature) กับ
‘ปรัชญาวิทยาศาสตร์’ (Philosophy
of Science) กล่าวคือ
ปรัชญาธรรมชาติมุ่งศึกษา ตัว
ปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ อย่างที่มันปรากฏต่อเรา
ส่วนปรัชญาวิทยาศาสตร์นั้นสนใจพิจารณาศึกษา การศึกษา
ปรากฏการณ์ธรรมชาติ
ซึ่งก็คือกิจกรรมที่นักวิทยาศาสตร์ทำกันอยู่
อย่างไรก็ตาม
การแบ่งปรัชญาประวัติศาสตร์ออกเป็นสองแนวอย่างชัดเจนนั้น
อาจเป็นอุปสรรคต่อการเข้าใจสภาพของปรัชญาประวัติศาสตร์อย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ไม่น้อย
เนื่องจากในหลายๆ กรณี
นักปรัชญาประวัติศาสตร์ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดความสนใจของตนไว้เพียงเฉพาะเรื่องของความหมายโดยรวมและเป้าหมายสุดท้ายของกระบวนการทางประวัติศาสตร์
หรือเฉพาะเรื่องของการวิเคราะห์การเขียนประวัติศาสตร์อีกแล้ว
แต่ยังได้ขยับขยายความสนใจของตนออกไปให้เชื่อมโยงกับประเด็นเรื่อง
‘ธรรมชาติแห่งการกระทำของมนุษย์’
บนฐานของแขนงวิชาที่เรียกว่า ‘ศาสตร์แห่งการตีความ’
(Hermeneutics)
รวมถึงฐานความคิดจากมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์สาขาอื่นๆ
ปัจจัยดังกล่าวได้ทำให้การถกเถียงของนักปรัชญาประวัติศาสตร์ในสิบถึงยี่สิบปีหลังมานี้มีความซับซ้อนเกินกว่าจะแบ่งออกเป็นสองสำนักอย่างเด็ดขาด
กระนั้นการการแบ่งแยกเป็นสองแนวดังกล่าวก็อาจจะมีประโยชน์อยู่ในการทำความเข้าใจปรัชญาประวัติศาสตร์ในเชิงพัฒนาการ
กล่าวคือ
ในยุคแรกเริ่มปรัชญาประวัติศาสตร์เดินตามแนวทางแบบ
‘ปรัชญาประวัติศาสตร์เชิงทฤษฎี’
ในยุคต่อมาแนวทางศึกษา ‘ปรัชญาประวัติศาสตร์แบบวิเคราะห์’
จึงเกิดขึ้น
และในปัจจุบันเป็นยุคที่มีขอบข่ายของความสนใจกว้างขวางและซับซ้อนขึ้นกว่าเดิม
จากนี้จะได้นำเสนอรายละเอียดของปรัชญาประวัติศาสตร์แต่ละแนวทางตามลำดับไป
2.
ปรัชญาประวัติศาสตร์เชิงทฤษฎี
เราต้องเข้าใจก่อนว่าบทบาทของนักประวัติศาสตร์ในยุคโบราณอาจแบ่งได้เป็นสองแนวกว้างๆ
คือนักประวัติศาสตร์บางคนพยายามทำงานแบบที่เฮโรโดตัส (Herodotus)
นักประวัติศาสตร์เอกของกรีก หรือซือหม่าเฉียน
(Ssu-ma Chi’en)
นักประวัติศาสตร์เอกของจีนทำ
กล่าวคือพยายามบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นหรือเคยเกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา
บนความเข้าใจที่ว่าผู้บันทึกสามารถแยกตัวเองออกมาจากการบันทึกเหตุการณ์นั้นๆ
ได้อย่างอิสระ
ผู้บันทึกเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ
อย่างไรก็ตาม
ในสมัยโบราณการบันทึกประวัติศาสตร์มักไม่ใคร่เป็นไปในลักษณะนี้
ประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ถูกบันทึกเนื่องจากเล็งเห็นประโยชน์บางอย่างที่อาจมีต่อความเข้าใจตนเองของชนชาติที่เป็นผู้บันทึก
การกล่าวถึงอดีตก็เพื่อให้ความหมายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
หรือคาดคะเนสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต
การเขียนประวัติศาสตร์ในลักษณะนี้ปรากฏออกมาในรูปของตำนานเกี่ยวกับการกำเนิดและความเป็นมาของชนชาติหนึ่งๆ
เสียเป็นส่วนใหญ่
ถึงแม้การบันทึกประวัติศาสตร์แบบหลังนี้จะมองว่าประวัติศาสตร์มีความหมายบางอย่าง
แต่ความหมายดังกล่าวก็ไม่ใช่
‘ความหมายโดยรวม’
ที่สามารถจะเข้าใจได้อย่างเป็นสากลภายใต้กฎหรือหลักเหตุผลบางชุด
อย่างที่นักปรัชญาประวัติศาสตร์เชิงทฤษฎีต้องการนำเสนอ
รูปแบบที่เก่าแก่ที่สุดของสิ่งที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นปรัชญาประวัติศาสตร์เชิงทฤษฎีก็คือ
ความเข้าใจที่ว่าบรรดาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาทั้งหมดและที่จะเกิดขึ้นต่อไปนั้นมีความหมายและเป้าประสงค์อย่างไร
บนพื้นฐานของความศรัทธาทางศาสนา
นักประวัติศาสตร์ที่ทำงานบนฐานศาสนาแบบนี้ได้แก่บรรดานักประวัติศาสตร์ในศาสนายิวและคริสต์ในยุคโบราณ
ซึ่งมักจะอธิบายกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ทั้งหมดว่าดำเนินไปในทิศทางที่พระผู้เป็นเจ้าประสงค์หรือวางไว้
ประวัติศาสตร์ของมนุษย์จึงไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น
แต่เป็นสิ่งที่ผู้อื่นสร้างขึ้นเพื่อเป็นหนทางให้มนุษย์ดำเนินไปสู่ความรอด
ประวัติศาสตร์ถูกอธิบายผ่านความสัมพันธ์ระหว่างพระเป็นเจ้ากับมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งสร้างของพระองค์
และความหมายของประวัติศาสตร์สามารถถูกค้นพบได้ด้วยศรัทธาและการศึกษาตีความคัมภีร์ทางศาสนา
เราอาจเรียก ‘ประวัติศาสตร์’
ตามแนวคิดทางศาสนานี้ได้โดยรวมๆ ว่า
‘ประวัติศาสตร์อันศักดิ์สิทธิ์’
(sacred history)
ดังมีแนวคิดทางประวัติศาสตร์ของนักบุญออกัสติน (St.
Augustine) เป็นตัวอย่างสำคัญ
ต่อมา
ด้วยอิทธิพลของแนวคิดมนุษย์นิยมภายหลังสมัยกลางและความเชื่อมั่นต่อเหตุผลของมนุษย์ในยุคแสงสว่างทางปัญญา
(the
Enlightenment)
ได้ทำให้การอธิบายประวัติศาสตร์แบบที่เป็นของนักปรัชญาจริงๆ
(ไม่ใช่นักบวชหรือนักการศาสนา)
เริ่มได้รับการยอมรับขึ้นมา
อย่างไรก็ดีปรัชญาประวัติศาสตร์ตามแนวทางแบบนักปรัชญาดังกล่าวนี้
แม้จะผูกพันกับธรรมเนียมทางปรัชญาที่เกิดขึ้นในภาคพื้นทวีปยุโรป
(Continental European philosophy)
โดยเฉพาะกับความคิดของพวกนักปรัชญาชาวเยอรมัน
แต่ก็อาจจะปฏิเสธไม่ได้ว่ายังคงได้รับอิทธิพลจากวิธีเข้าใจตนเองของชาวยุโรป
ซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์กับยิวอยู่ไม่น้อย
กล่าวคือเช่นเดียวกับนักปรัชญาประวัติศาสตร์แนวศาสนา
พวกนักปรัชญาสมัยใหม่เองก็มองประวัติศาสตร์ในฐานะของชุดของเหตุการณ์ต่างๆ
ตามลำดับเวลานับแต่อดีต
โดยชุดของเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหรือดำเนินไปในลักษณะเป็นกระบวนการคือ
มีกฎเกณฑ์บางอย่างอยู่เบื้องหลัง
รวมถึงมีบางสิ่งเป็นเป้าหมายของกระบวนการดังกล่าว
แต่ที่ต่างออกไปคือ
กฎเกณฑ์เหล่านั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นแผนการซึ่งถูกตระเตรียมไว้โดยของพระผู้เป็นเจ้า
และเป้าประสงค์นั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องคือความรอดทางศาสนา
อย่างไรก็ดี
นักปรัชญาที่ยังอยากสนับสนุนศรัทธาพื้นฐานทางศาสนาอยู่อาจจะพยายามเสนอโครงเรื่องใหม่ที่ซื่อสัตย์ต่อคัมภีร์น้อยลงแต่ดูเป็นเรื่องของเหตุของผลมากขึ้น
เช่น สิ่งที่ไลบ์นิซ (Leibniz)
พยายามนำเสนอไว้ในหนังสือเล่มสำคัญของเขาที่ชื่อ
Theodicy เมี่อปี ค.ศ. 1709
โดยเขาได้เสนอการตีความประวัติศาสตร์ผ่านมโนทัศน์สำคัญเรื่อง
‘ความชั่วร้าย’
(Evil)
และเจตจำนงของพระเป็นเจ้าที่จะจัดการกับความชั่วร้ายอย่างเป็นเหตุเป็นผล
ความพยายามที่จะเสนอการตีความประวัติศาสตร์จากพื้นฐานทางความคิดแบบเทวนิยมที่เป็นระบบมากขึ้นมีอยู่เรื่อยๆ
ตลอดมาแม้กระทั่งในศตวรรษที่ 20
แต่โดยรวมแล้วเราจะต้องถือว่ากระแสปรัชญาประวัติศาสตร์ในยุโรปนับแต่ยุคแสงสว่างทางปัญญาเป็นต้นมานั้น
เกิดขึ้นจากนักคิดนอกวงการศาสนา
ดังที่กล่าวไปแล้วนักคิดเหล่านี้เชื่อว่ากระบวนการทางประวัติศาสตร์มีการขับเคลื่อนไปในทิศทางที่แน่ชัด
แต่ทิศทางดังกล่าวนั้นไม่ใช่พระประสงค์ใดๆ ของพระเป็นเจ้า
พวกเขาบางคนเชื่อว่ามนุษยชาติกำลังเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น
สมบูรณ์แบบมากขึ้น กล่าวคือมี ‘ความก้าวหน้า’
(progress)
ในบางลักษณะ
และเราสามารถสังเกตความก้าวหน้านี้ได้ผ่านการศึกษาประวัติศาสตร์
นักคิดศตวรรษที่ 18 อย่างรุสโซ (Rousseau)
และ คานต์ (Kant)
อาศัยสมมติฐานบางอย่างในเรื่องความก้าวหน้าและความมีเหตุมีผลของประวัติศาสตร์มาใช้ในการนำเสนอความคิดทางปรัชญาการเมืองของตน
แม้แต่ในงานเขียนทางเศรษฐศาสตร์ของอดัม สมิธ (Adam
Smith)
ก็ยังส่อให้เห็นความเชื่อในทิศทางแบบก้าวหน้าของมนุษย์
สิ่งที่ควรตระหนักไว้อีกเรื่องหนึ่งก็คือ
เวลาที่นักปรัชญาประวัติศาสตร์เชิงทฤษฎีศึกษาเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เหตุการณ์ใดก็ตาม
เขาย่อมมองด้วยว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ย่อยในกระบวนการใหญ่อันหนึ่ง
และสามารถเข้าใจหรือมีความหมายได้ตามกรอบการตีความโดยรวมกรอบหนึ่งนั้นด้วย
นักคิดคนสำคัญในกระแสปรัชญาประวัติศาสตร์แบบนี้ก็คือ
วิโก้
(Vico) แฮร์เดอร์ (Herder)
และ เฮเกล (Hegel)
รวมถึงนักปรัชญาประวัติศาสตร์ยุคหลังๆ อีกจำนวนหนึ่ง
โดยจะขอให้รายละเอียดไปตามลำดับสมัย ดังนี้
2.1 ปรัชญาประวัติศาสตร์ของวิโก้และแฮร์เดอร์
ภายหลังจากยุค
‘ประวัติศาสตร์อันศักดิ์สิทธิ์’
นักปรัชญาประวัติศาสตร์ในยุคใหม่หันมาเชื่อว่าประวัติศาสตร์นั้นเป็นเรื่องของมนุษย์เอง
โดยมีประเด็นสำคัญอยู่ที่การถกเถียงว่าจริงๆ
แล้วมนุษย์เป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์
หรือประวัติศาสตร์ต่างหากที่สร้างมนุษย์
นักปรัชญาที่เห็นว่ามนุษย์เองเป็นผู้กำหนดความเป็นไปของประวัติศาสตร์อาจจะคิดว่าการเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ไม่จำเป็นต้องมีแบบแผนตายตัวอะไร
ทั้งหมดขึ้นกับปัจจัยแวดล้อมเฉพาะกาลเฉพาะกรณี
ทั้งที่เกิดกับมนุษย์เองและมนุษย์เองเป็นผู้ก่อให้เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม
มีนักปรัชญาบางคนที่คิดว่าถึงแม้มนุษย์เป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์
แต่ถ้ามนุษย์นั้นมีธรรมชาติพื้นฐานแบบเดียวกัน
การเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ที่คิดว่าเป็นเรื่องเฉพาะกาลเฉพาะกรณีและเป็นไปได้อย่างหลากหลายนั้นก็ดูจะเป็นภาพลวงตาเสียมากกว่า
งานเขียนชิ้นสำคัญของ จัมบัตติสต้า วิโก้ (Giambattista
Vico) นักคิดชาวอิตาเลียนเมื่อปี ค.ศ.
1725 ที่ชื่อ New Sciece
เสนอว่าเราสามารถได้ข้อสรุปเกี่ยวกับธรรมชาติที่เป็นหนึ่งเดียวของมนุษย์ได้จาการศึกษาประวัติศาสตร์
เขาคิดว่าประวัติศาสตร์ของมนุษย์นั้นแม้ว่าจะมีรายละเอียดในแต่ละอารยธรรมแต่ละยุคสมัยแตกต่างกันไป
แต่ก็มีมีรูปแบบพื้นฐานอันเป็นสากลบางอย่างปรากฏอยู่
รูปแบบดังกล่าวเชื่อมโยงกับธรรมชาติพื้นฐานอันเป็นสากลของมนุษย์
มนุษย์มีแนวโน้มที่จะตอบสนองต่อสภาวการณ์หรือปัญหาที่พวกเขาเผชิญเหมือนๆ
กัน
(ให้สังเกตดูความคล้ายคลึงกับแนวคิดที่เชื่อว่ามีกฎทั่วไปเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ในหัวข้อที่
3.1)
สำหรับวิโก้แล้ว
คำอธิบายการกระทำและการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ภายใต้สถานการณ์ที่ดูเหมือนแตกต่างกันทั้งหลายนั้น
จริงๆ แล้วเป็นคำอธิบายชุดเดียวกัน
ธรรมชาติมนุษย์ซึ่งเป็นสากลได้ก่อให้เกิดลำดับขั้นของพัฒนาการที่ตายตัวขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นที่เกี่ยวกับสังคม กฎหมาย การพาณิชย์
หรือการปกครอง มนุษยชาติต่างต้องเผชิญกับข้อท้าทายทางอารยธรรมที่เหมือนๆ
กัน และตอบสนองต่อข้อท้าทายดังกล่าวในทำนองเดียวกัน
กล่าวโดยสรุปคือ
สำหรับวิโก้แล้วประวัติศาสตร์ของมนุษย์ก็คือภาพสะท้อนแห่งธรรมชาติพื้นฐานของมนุษย์ผ่านช่วงเวลาต่างๆ
นั่นเอง
บางคนเห็นว่าสิ่งที่วิโก้พยายามทำนั้นคือการให้คำอธิบายทางประวัติศาสตร์ที่เรียบง่ายขึ้น
ผ่านการอธิบายเกี่ยวกับสภาวะอันเป็นสากลเกี่ยวกับตัวมนุษย์เอง
ปรัชญาประวัติศาสตร์ของวิโก้สะท้อนให้เห็นอิทธิพลของกระแสความคิดแห่งยุคแสงสว่างทางปัญญาได้เป็นอย่างดี
โดยเฉพาะความเชื่อในเรื่องความเป็นสากลแห่งธรรมชาติของมนุษย์
ในทางตรงกันข้าม
นักคิดชาวเยอรมันในยุคหลังจากวิโก้ชื่อ โจฮันน์ ก็อตต์ฟรีด
แฮร์เดอร์ (Johann
Gottfried Herder) ได้เขียนหนังสือชื่อ
Ideas for the Philosophy History of Humanity
ไว้เมื่อปี 1791
โดยเสนอปรัชญาประวัติศาสตร์ที่ค่อนข้างจะเป็นแนวตรงกันข้ามกับวิโก้
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะได้รับอิทธิพลจากกระแสนิยมทางความคิดแบบโรแมนติกซึ่งไม่เห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องลักษณะอันเป็นสากลของมนุษย์
และหันมาให้ความสำคัญกับปัจเจกภาพและความหลากหลายของมนุษย์แทน
แฮร์เดอร์ไม่คิดว่าประวัติศาสตร์ถูกสร้างขึ้นมาจากธรรมชาติแท้จริงที่มนุษย์มีร่วมกัน
ตรงกันข้าม
ธรรมชาติของมนุษย์ต่างหากที่เป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ในแต่ละช่วงสมัย
ประวัติศาสตร์ของแต่ละยุคหรือแต่ละสังคมมีลักษณะเฉพาะเจาะจงไปต่างๆ
กัน
ทำให้มนุษย์ในแต่ละยุคแต่ละถิ่นกระทำการในลักษณะที่แตกต่างกันออกไปด้วย
และความแตกต่างดังกล่าวก็จะมีผลต่อพัฒนาการของ ‘ความเป็นมนุษย์’
ในแต่ละสังคมในแบบแตกต่างกัน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การที่มนุษย์ไม่ได้มีธรรมชาติเป็นสากล
ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะมนุษย์ไม่ได้มีประวัติศาสตร์ที่เป็นสากล
และการที่ไม่มีประวัติศาสตร์มนุษย์ที่เป็นสากล
ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะมนุษย์ไม่ได้มีธรรมชาติที่เป็นสากล
หากจะถามว่าสำหรับแฮร์เดอร์นั้นจริงๆ
แล้วประวัติศาสตร์เป็นผลผลิตของสิ่งใดกันแน่
คำตอบที่จะได้ก็คือ ประวัติศาสตร์นั้นเป็นผลของพลังผลักดัน
2 ประเภทที่มีบทบาทเกี่ยวพันกัน
พลังผลักดันประเภทแรกคือบรรดาพลังซึ่งมีอำนาจกระทำอันมาจากสภาพแวดล้อม
ภายนอก ตัวมนุษย์
ส่วนประเภทที่สองคือพลังกระทำที่อยู่ในจิตใจ (spirit)
ของมนุษย์แต่ละคน
ซึ่งมีอยู่หลากหลายแบบแตกต่างกัน
(มนุษย์แต่ละคนไม่ได้มีจิตใจแบบเดียวกัน)
ดังนั้นหากจะเข้าใจประวัติศาสตร์ของชาติหรือสังคมหนึ่งๆ
สิ่งที่จะต้องนำมาพิจารณาก็จะต้องมีทั้งสภาพแวดล้อมทางกายภาพของสังคมนั้น
และสภาพแวดล้อมทางจิตใจของคนในสังคมนั้นด้วย โดยแฮร์เดอร์เชื่อว่าสภาพแวดล้อมประการหลังจะสะท้อนอยู่ในบรรดาความประพฤติและการกระทำของคนในสังคมนั้น
รวมถึงการพิจารณาดังกล่าวนี้ต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่าสภาพแวดล้อมสองประการดังกล่าวจะต้องมีความสัมพันธ์ในลักษณะที่พึ่งพิงกันและกันเสมอ
แนวคิดทำนองดังกล่าวของแฮร์เดอร์นี้เองที่ถือเป็นรากฐานสำคัญอันหนึ่งของทัศนะทางปรัชญาประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า
‘ประวัติศาสตร์นิยม’
(historicism)
ซึ่งสามารถเข้าใจอย่างกว้างๆ
ได้ว่าหมายถึงแนวคิดที่เชื่อว่าการแสวงหาความรู้ความเข้าใจในสิ่งต่างๆ
โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับตัวมนุษย์และสังคมของมนุษย์นั้น
จะต้องกระทำผ่านการพิจารณาศึกษาความเป็นมาและเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า
มนุษย์และการกระทำของมนุษย์ไม่ได้เป็นอิสระจากบริบททางประวัติศาสตร์ในแต่ละยุคแต่ละสมัย
อีกทั้งสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคแต่ละสมัยเอง
ก็ต้องถูกเข้าใจว่าเป็นผลผลิตทางประวัติศาสตร์จากยุคก่อนหน้าเช่นกัน
นั่นหมายความว่าเราไม่สามารถจะเข้าใจประวัติศาสตร์ได้โดยใช้สิ่งที่ไม่ขึ้นอยู่กับประวัติศาสตร์มาอธิบาย
เช่นที่นักคิดยุคแสงสว่างทางปัญญา (อย่างวิโก้)
พยายามจะทำโดยหาทางอธิบายประวัติศาสตร์ด้วย ‘ธรรมชาติของมนุษย์’
ซึ่งไม่ได้ขึ้นประวัติศาสตร์แต่อย่างใด
เราอาจเรียกทัศนะยุคแสงสว่างทางปัญญาได้ว่าเป็นทัศนะแบบ
‘ไม่อิงประวัติศาสตร์’ (ahistorical)
ถ้าเข้าใจแบบนี้
‘ประวัติศาสตร์นิยม’
ก็คือทัศนะที่มองว่าสรรพสิ่งล้วนอิงกับประวัติศาสตร์
ประวัติศาสตร์เป็นพื้นฐานที่เราควรใช้เพื่อเข้าใจสิ่งอื่นๆ
และที่สำคัญ ในกระบวนการเพื่อความเข้าใจดังกล่าว
จะต้องระลึกไว้เสมอว่าประวัติศาสตร์นั้นเป็นเรื่องที่เฉพาะเจาะจงและไม่ได้ตายตัวเป็นสากล
การศึกษาการคลี่คลายตัวหรือพัฒนาการใดๆ ของอารยธรรมมนุษย์
ไม่อาจกระทำแบบเป็นสูตรสำเร็จ
หรือวางอยู่บนกฎเกณฑ์ที่เป็นนามธรรมชุดเดียวได้
แต่หากจะถามว่าแฮร์เดอร์ปฏิเสธกฎเกณฑ์ใดๆ
ในการศึกษาประวัติศาสตร์หรือไม่
คำตอบน่าจะเป็นในเชิงปฏิเสธ ตรงกันข้ามแฮร์เดอร์พยายามเสนอกฎเกณฑ์หรือระเบียบวิธีในการศึกษาประวัติศาสตร์ขึ้นมาชุดหนึ่ง
ซึ่งอิงอยู่กับการตระหนักยอมรับอิทธิพลและบทบาทที่เกี่ยวข้องอิงอาศัยกันของพลังผลักดันสองประเภท
(คือภายนอก และภายในตัวมนุษย์) ดังที่ได้กล่าวไป
ด้วยเหตุนี้เราจึงยังสามารถกล่าวได้อยู่ว่า แฮร์เดอร์ก็เป็นนักปรัชญาประวัติศาสตร์เชิงทฤษฎีคนหนึ่ง
สำหรับเขาแล้วประวัติศาสตร์คลี่คลายตัวไปตามอิทธิพลของปัจจัยชุดหนึ่ง
(บรรดาสภาพแวดล้อมภายนอก/ภายใน)
เพียงแต่เราจะทราบว่าปัจจัยชุดดังกล่าวคืออะไรกันแน่โดยการตั้งสมมติฐานไว้ก่อนอย่างเป็นนามธรรม
หรือที่เรียกว่าแบบ ‘ก่อนประสบการณ์’
(a priori)
ไม่ได้
เราจะต้องให้ความสำคัญกับการสืบสวนหาข้อเท็จจริงเชิงประสบการณ์ของสภาพแวดล้อมทางกายภาพและทางจิตใจที่แต่ละสังคมหรืออารยธรรมได้เผชิญไปจริงๆ
และหากจะกล่าวถึงอิทธิพลอีกประการหนึ่งที่แฮร์เดอร์ทิ้งไว้ให้กับวงวิชาการในยุคต่อมา
เรายังอาจมองได้ด้วยว่า แฮร์เดอร์เป็นนักคิดคนแรกๆ
ที่พูดถึงเรื่อง ‘การเป็นสิ่งสร้างทางสังคม’
(social construction)
ของมนุษย์
ซึ่งแนวคิดที่แพร่หลายเป็นอย่างมากในหมู่นักสังคมศาสตร์ในปลายศตวรรษที่
20
อย่างไรก็ตาม
ควรตระหนักไว้ด้วยว่าคำว่า
‘ประวัติศาสตร์’
นิยมนั้น สามารถถูกใช้ไปได้หลายๆ ทาง และในหลายๆ ขอบเขต
จนบางครั้งหมายถึงนักคิดที่มองพัฒนาการทางประวัติศาสตร์แบบที่มีทิศทางตายตัวอย่างพวกนักปรัชญาประวัติศาสตร์แนวมาร์กซิสต์ไปด้วย
ดังนั้นเราควรมองว่าแฮร์เดอร์เป็นผู้วางรากฐานให้กับแนวคิดแบบ
‘ประวัติศาสตร์นิยม’
ในความหมายกว้าง
คือแนวคิดที่เสนอให้เข้าใจสิ่งต่างๆ
โดยอิงกับประวัติศาสตร์
ส่วนตัวประวัติศาสตร์นั้นจะเปลี่ยนแปลงไปในแบบที่ตายตัวเพียงใด
รวมทั้งขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เป็นนามธรรมหรือรูปธรรมเพียงใดนั้น
นักคิดแนว ‘ประวัติศาสตร์นิยม’
แต่ละท่านอาจมีความเห็นแตกต่างกันไปได้หลายทาง ถ้าเข้าใจ
‘ประวัติศาสตร์นิยม’
ในความหมายที่กว้างแบบนี้
ทฤษฎีปรัชญาประวัติศาสตร์ที่เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ในแบบประวัติศาสตร์นิยมนี้
สามารถจะพบได้อีกในงานของนักคิดยุคต่อมาอย่าง เกอร์ก
วิลเฮล์ม ฟรีดริช เฮเกล (Georg Wilhelm Friedrich
Hegel)
ซึ่งเชื่อว่าโลกทัศน์ของมนุษย์ในยุคหนึ่งๆ
เป็นผลผลิตจาการประนีประนอมระหว่างโลกทัศน์สองแนวที่ขัดแย้งกันในยุคก่อนหน้า
และเนื่องด้วยในบรรดาปรัชญาประวัติศาสตร์เชิงทฤษฎีทั้งหมดนั้น
ทฤษฎีประวัติศาสตร์ของเฮเกลดูจะเป็นทฤษฎีที่ถูกนำเสนอไว้อย่างเป็นระบบมากที่สุด
จึงสมควรนำมากล่าวแยกไว้เป็นต่างหากในหัวข้อถัดไป
2.2 ปรัชญาประวัติศาสตร์ของเฮเกล
โดยรวมแล้วเฮเกลมองว่าประวัติศาสตร์คือกระบวนการเคลื่อนตัวของจิตสำนึกของมวลมนุษย์สู่สภาวะบางอย่าง
ซึ่งเขาเข้าใจว่าคือการบรรลุซึ่งอิสรภาพของมวลมนุษย์
รวมถึงการรู้จักและเป็นหนึ่งเดียวกับตัวของพวกเขาเอง
กระบวนการดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่เราสามารถเข้าใจได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล
คำอธิบายของเฮเกลเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับทฤษฎีทางปรัชญาของเขาและมีลักษณะเป็นแบบประวัติศาสตร์นิยมในความหมายแบบที่กล่าวไปในหัวข้อที่แล้วค่อนข้างมาก
โดยเขาถือว่าการเข้าใจตัวเองของมนุษยชาติซึ่งเป็นเรื่องอัตวิสัย
(subjective)
หรือเรื่องภายในจิตใจ เช่น ความคิด
ความเชื่อ ทัศนคตินั้น
ถูกวางเงื่อนไขโดยปัจจัยที่มีความเป็นภววิสัย (objective)
ซึ่งก็คือประวัติศาสตร์ของโลกที่เป็นรูปธรรม สำหรับเฮเกลแล้วโลกภายนอกการรับรู้ของมนุษย์
และโลกภายในการรับรู้ของมนุษย์นั้นเกี่ยวข้องกันอย่างแนบแน่นจนแยกออกจากกันไม่ได้
แนวคิดแบบนี้นี่เองที่เป็นข้อเสนอหลักในงานเขียนทางปรัชญาอันเลื่องชื่อของเขาคือ
Phenomenology of Spirit
ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 1807
อย่างไรก็ดีงานนิพนธ์ของเขาที่ว่าด้วยปรัชญาประวัติศาสตร์โดยตรงมีชื่อว่า
The Philosophy
of History ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1824
ถ้ากล่าวในระดับที่ลึกซึ้งขึ้นด้วยภาษาของเฮเกลแล้ว
ประวัติศาสตร์ก็คือกระบวนการที่จิตสำนึกในระดับองค์รวมของมนุษยชาติ
(Spirit)
กำลังค้นพบและเข้าใจความหมายของตัวเอง เฮเกลตีความกระบวนการทางประวัติศาสตร์ของมนุษย์ว่าเป็นขั้นตอนต่างๆ
ของการแสวงหาอิสรภาพ (freedom)
เริ่มตั้งแต่สภาวะที่ไร้เสรีภาพของสังคมโบราณในโลกตะวันออกสู่เสรีภาพของสาธารณชนในนครรัฐกรีก
และเสรีภาพของพลเมืองในอาณาจักรโรมันสู่เสรีภาพของปัจเจกชนสมัยปฏิรูปศาสนา
และสู่เสรีภาพของอารยชนในรัฐสมัยใหม่
เราควรตระหนักด้วยว่าเฮเกลไม่ได้เข้าใจว่า ‘ประวัติศาสตร์’
นั้นเกี่ยวข้องกับทุกเรื่อง
แต่เกี่ยวเฉพาะกับเรื่องการเดินทางสู่อิสรภาพเท่านั้นซึ่งเขาเห็นว่าเป็นหัวใจของประวัติศาสตร์
หากสังคมใดยังไม่สามารถพัฒนาตัวขึ้นมาจนมีสิ่งที่เรียกว่า
‘รัฐ’
หรือระบบการเมือง
สังคมนั้นยอมถือเป็นสังคมก่อนประวัติศาสตร์ (หรือจริงๆ
แล้วไม่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์) ตามความเข้าใจของเฮเกล
ดังเช่นอารยธรรมของชนเผ่าโบราณในทวีปอเมริกาและแอฟริกา
ตามความเข้าใจแบบนี้
การเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ทั้งหลายจึงล้วนมีส่วนสนับสนุนและมีบทบาทในฐานะของพัฒนาการขั้นสุดท้ายในการขับเคลื่อนมนุษย์ไปสู่เสรีภาพทั้งสิ้น
เหตุการณ์ที่โดยผิวเผินแล้วเสมือนไร้เหตุผลหรือเกิดขึ้นจากบุคลิกภาพของปัจเจกบุคคล
เช่นการพยายามยึดครองยุโรปของนโปเลียนนั้น
แท้ที่จริงแล้วเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนทิศทางของประวัติศาสตร์โลก
ในฐานะของการสถาปนาระเบียบการปกครองที่เป็นเหตุเป็นผลแบบรัฐสมัยใหม่ขึ้น
เฮเกลเชื่อว่าประวัติศาสตร์เป็นกระบวนการที่มีเหตุมีผลเสมอ
แต่เราจะต้องพยายามมองหาโครงสร้างเบื้องลึกของมันให้พบ
อย่างไรก็ดีโครงสร้างดังกล่าวจะปรากฏตัวอย่างสมบูรณ์จริงๆ
ก็ต่อเมื่อประวัติศาสตร์ได้เดินทางไปถึงจุดสุดท้ายแห่งพัฒนาการของมันแล้ว
และเฮเกลก็ดูเหมือนจะเชื่อว่าพัฒนาการของประวัติศาสตร์นั้นได้เดินทางมาถึงจุดสุดท้ายแล้วในสมัยของเขานั้นเอง
ถ้าเราสังเกตให้ดีปรัชญาประวัติศาสตร์ของเฮเกลไม่ใช่การนำเสนอความคิดด้วยการคาดคะเนเชิงเหตุผลล้วนๆ
โดยไม่อิงกับข้อเท็จจริงทางประสบการณ์ใดๆ
แต่เป็นการพยายามเชื่อมโยงเหตุผลแบบปรัชญาเข้ากับเงื่อนไขของประวัติศาสตร์
สิ่งที่เฮเกลเสนอให้นักปรัชญาทำคือการแสวงหาความเป็นเหตุเป็นผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
(คือดูสิ่งที่เกิดขึ้นจริงก่อน
แล้วคิดให้ออกว่าสิ่งนั้นกำลังบอกอะไรเรา)
ไม่ใช่การนำกรอบความเป็นเหตุเป็นผลที่มีอยู่แล้วไปพยายามใช้อธบายความเป็นจริง
(คือมีสมมติฐานบางอย่างอยู่ในใจก่อน
แล้วพยายามอธิบายความเป็นจริงให้เข้ากับแนวคิดดังกล่าว)
กระนั้นสิ่งที่เฮเกลทำก็ถูกจำกัดด้วยข้อมูลทางประวัติศาสตร์เท่าที่มีอยู่ในสมัยของเขา
คำตอบที่เขาให้จึงอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายจริงๆ
เมื่อข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ปรากฏต่อเรามากขึ้นเรื่อยๆ
ในสมัยต่อมา อาจเป็นไปได้ที่ผู้ที่เดินตามแนวทางของเฮเกลจะอ่านประวัติศาสตร์ได้ในอีกแบบหนึ่ง
เช่นเดียวกับที่คาร์ล มาร์กซ์ (Karl
Marx) ได้ปรับวิธีการแสวงหาความรู้แบบเฮเกลซึ่งให้ความสำคัญกับปัจจัยเชิงนามธรรมหรือจิต
มาเป็นวิธีการของมาร์กซ์เองซึ่งเน้นปัจจัยเชิงรูปธรรมหรือวัตถุ
ปรัชญาประวัติศาสตร์ของมาร์กซ์ซึ่งมีท่วงทำนองเดียวกันกับเฮเกลก็ให้คำตอบเรื่องความหมายและโครงสร้างเบื้องลึกของประวัติศาสตร์ที่แตกต่างออกไปชนิดหน้ามือเป็นหลังมือได้
สำหรับมาร์กซ์แล้ว
ประวัติศาสตร์ของมนุษย์คือประวัติของการต่อสู้ทางชนชั้นระหว่างชนชั้นของผู้ที่มี
(อำนาจ/ทรัพยากร) กับชนชั้นของผู้ไม่มี (อำนาจ/ทรัพยากร)
แรงขับให้ประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงไม่ใช่สิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างจิตสำนึกหรือเหตุผล
แต่คือแรงผลักดันทางเศรษฐกิจที่วางอยู่บนความสัมพันธ์ทางกายภาพของการครอบครองทัพยากร
อย่างไรก็ตาม การตีความประวัติศาสตร์ของมาร์กซ์ก็ยังเป็นการมองเห็นโครงเรื่องใหญ่โครงเรื่องเดียวที่ครอบคลุมและให้ความหมายกับแต่ละเหตุการณ์ย่อยๆ
ในกระบวนการเคลื่อนตัวไปของประวัติศาสตร์โลกอยู่นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม
ตัวอย่างแนวคิด
‘ประวัติศาสตร์อันศักดิ์สิทธิ์’
แนวคิดของวิโก้ ของเฮเกล หรือของมาร์กซ์นั้น
เป็นเพียงตัวอย่างจำนวนหนึ่งของความพยายามที่จะแสวงหาความหมายโดยรวมหรือโครงสร้างเบื้องลึกของกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่ดูโดยผิวเผินแล้วเหมือนเกิดขึ้นโดยไร้ระเบียบ
ต่อไปในหัวข้อที่ 4
ท่านจะได้เห็นว่าความคิดทำนองดังกล่าวนี้อาจเข้าข่ายที่จะจัดเป็นกระแสความคิดแบบเฮอร์มีนูติกได้
คือเป็นศาสตร์แห่งการตีความแบบหนึ่ง
แต่สิ่งที่ถูกตีความนั้นเป็นสิ่งที่มีลักษณะครอบคลุมกว้างขวางมาก
ไม่ใช่ตัวบทแต่ละชิ้นหรือการกระทำของบุคคลในแต่ละกรณี
ถ้ามองแบบนี้กระบวนการทางประวัติศาสตร์ก็ถือเป็นตัวบทชนิดหนึ่งที่มีความซับซ้อน
มีโครงเรื่องใหญ่ที่สามารถมองเห็นความสัมพันธ์ของโครงเรื่องย่อยๆ
ภายใต้โครงเรื่องใหญ่โครงเดียวกันได้
2.3
ปรัชญาประวัติศาสตร์กับการพยายามหาทิศทางโดยรวมของกระบวนการทางประวัติศาสตร์แบบอื่นๆ
ในศตวรรษที่ 20
นั้น
แนวคิดเรื่องพัฒนาการที่เป็นขั้นเป็นตอนของประวัติศาสตร์มนุษย์นั้นถูกนำเสนออย่างเป็นล่ำเป็นสันโดยเหล่านักประวัติศาสตร์ที่เน้นพิจารณาประวัติศาสตร์ในภาพกว้างที่สุด
เราอาจเรียกพวกเขาได้ว่า
‘นักอภิประวัติศาสตร์’
(meta-historian)
ซึ่งคนสำคัญก็ได้แก่ ชเป็งเลอร์ (Spengler)
ทอยน์บี (Toynbe) และวิทท์โฟเกิล
(Wittfogel)
นักประวัติศาสตร์เหล่านี้ตีความประวัติศาสตร์โลกว่าคือกระแสแห่งความรุ่งเรืองและล่มสลายของอารยธรรม
ชนชาติ และวัฒนธรรมต่างๆ ชเป็งเลอร์กับทอยน์บีเสนอภาพของแต่ละอารยธรรมมนุษย์ในฐานะกระบวนการของการเปลี่ยนผ่านจากขั้นตอนที่เรียกว่าอยุ่ในวัยเด็ก
ไปสู่ขั้นตอนของความเป็นผู้ใหญ่
และไปสู่ภาวะแห่งความชราภาพในที่สุด
กระบวนการลักษณะนี้จะเกิดขึ้นอย่างเป็นวัตรจักรกับนานาอารยธรรมของมนุษย์มาทุกยุคทุกสมัย
ส่วนวิทท์โฟเกิลนั้นเห็นว่าอารยธรรมของชาวเอเชียว่ามีปัจจัยกำหนดความเป็นไปขนาดใหญ่อยู่เบื้องหลัง
เขาชี้ให้เห็นว่าอารยธรรมของชาวจีนนั้นแตกต่างจากของชาวยุโรป
โดยที่อารยธรรมของชาวจีนผูกพันอยู่กับสภาวะการต้องพึ่งพิงพลังและทรัพยากรธรรมชาติอย่างน้ำ
ระบบการปกครองที่เกิดขึ้นของจีนจึงวนเวียนอยู่กับการจัดการกับทรัพยากรธรรมชาติดังกล่าวในฐานะเป็นพลังทางการเมืองด้วย
วิทท์โฟเกิลเรียกการปกครองลักษณะนี้ว่า ‘เผด็จการโดยการจัดการน้ำ’
(hydraulic despotism)
และเขาเสนอว่าความเฉพาะเจาะจงของสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ของจีนดังกล่าวในที่สุดแล้วทำให้พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของจีนนั้นมีลักษณะเป็นวงรอบ
(cyclical)
มากกว่าจะเป็นแบบเส้นตรงเหมือนอารยธรรมในยุโรป
การอธิบายความหมายของประวัติศาสตร์ในแบบเหมารวมที่ว่านี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่พอสมควร
บางคนวิจารณ์ว่าแนวคิดแบบนี้พยายามจะมองหาความหมายจากสิ่งที่ไม่สามารถจะมีความหมายใดๆ
ได้ การตีความจะทำได้จริงๆ
ก็ต้องเป็นในระดับการกระทำของปัจเจกบุคคลหรือระดับประวัติชีวิตของบุคคล
เนื่องจากความหมายต้องเป็นสิ่งที่บุคคลเป็นผู้มอบให้กับสิ่งต่างๆ
ที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ของเขา
ทั้งนี้ต้องไม่ลืมเงื่อนไขที่ว่าเราต้องมีฐานในเชิงทฤษฎีของการตีความหรือหาความหมายในชีวิตของปัจเจกบุคคลได้เสียก่อนด้วย
จึงจะสามารถดำเนินการตีความได้จริงๆ ‘ความหมาย’
จึงไม่อาจเป็นสิ่งที่มีหรือหาได้ในระดับเหตุการณ์ (event)
ดังนั้น
การบอกว่าปฏิวัติฝรั่งเศสนั้นมีความหมายจึงถือเป็นความผิดพลาดทางการคิดอย่างที่เรียกได้ว่า
‘การบรรยายผิดประเภท’ (category
mistake)
ทางออกที่อาจจะทำได้ก็คือกลับไปมองว่ามีคนเขียนประวัติศาสตร์และมอบความหมายให้กับมันได้
ซึ่งก็คือพระเป็นเจ้า
แต่นั่นก็เท่ากับดึงประวัติศาสตร์ออกจากกำมือของมนุษย์ไปเสียเฉยๆ
ข้อวิจารณ์อีกแนวหนึ่งโจมตีว่าการพยายามหาความหมายโดยรวมจากประวัติศาสตร์นั้นเป็นการพยายามจะยัดเยียดคำอธิบายทางสาเหตุเพียงแบบเดียวให้กับประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่จริงๆ
แล้วเต็มไปด้วยความซับซ้อน
เป็นการยากที่จะหาหลักฐานเชิงประจักษ์ใดๆ
มาสนับสนุนสมมติฐานของพวกนักปรัชญาประวัติศาสตร์เชิงทฤษฎีหรือนักอภิประวัติศาสตร์
ยิ่งเราพิจารณาประวัติศาสตร์ของมนุษย์บนฐานของรายละเอียดในเชิงประจักษ์เท่าไหร่
เราก็ยิ่งพบว่าปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์นั้นเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้หลายทาง
และดูจะขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมที่มีความเฉพาะเจาะจงมากๆ
ทั้งนั้น ถ้าหากจะมีคำอธิบายในระดับภาพใหญ่จริงๆ
คำอธิบายดังกล่าวก็ควรวางอยู่บนฐานของประสบการณ์เชิงประจักษ์
อย่างที่มีนักประวัติศาสตร์หลายคนพยายามจะหาปัจจัยที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงรวมกันของประวัติอารยธรรมจำนวนหนึ่ง
เช่นมีปัจจัยบองอย่างก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงร่วมในหมู่สังคมของมนุษย์ยุคที่เริ่มทำการเกษตร
หรือปัจจัยร่วมจากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อม
รวมถึงโรคระบาดและสงครามขนาดใหญ่
คำอธิบายเหล่านี้ไม่กว้างขวางและเหมารวมแบบของนักปรัชญาประวัติศาสตร์
และท้าทายให้พิสูจน์ตรวจสอบได้ในเชิงประจักษ์
3.
ปรัชญาประวัติศาสตร์แบบวิเคราะห์
บางคนเรียกปรัชญาประวัติศาสตร์แนวนี้ว่าปรัชญาประวัติศาสตร์แบบแองโกล-อเมริกัน
ด้วยเหตุที่นักปรัชญาประวัติศาสตร์ในแนวทางนี้ส่วนใหญ่จะทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยของประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก
สิ่งที่ปรัชญาแนวนี้สนใจเป็นหลักก็คือ
การสอบทานทางตรรกวิทยาและพื้นฐานที่มาของความรู้
รวมถึงคำอธิบายทางประวัติศาสตร์ที่เหล่านักประวัติศาสตร์บอกเรา
อาจถือได้ว่านักปรัชญาในอดีตอย่างเดวิด ฮูม (David
Hume)
เป็นผู้ให้แรงบันดาลใจกับนักปรัชญาประวัติศาสตร์แบบวิเคราะห์
ผนวกกับกระแสความคิดทางปรัชญาแนววิเคราะห์ (Analytic
Philosophy)
ทำให้งานปรัชญาประวัติศาสตร์แนวนี้ได้ถูกผลิตขึ้นมาพอสมควรตั้งแต่กลางศตวรรษที่
20 เป็นต้นมา
ในลักษณะที่ได้นำเอาเครื่องไม้เครื่องมือของปรัชญาแนววิเคราะห์มาใช้พิจารณาการหาความรู้และการอธิบายทางประวัติศาสตร์ในหลายเรื่องหลายประเด็นด้วยกัน
เช่น เรารู้ข้อเท็จจริงในอดีตได้หรือไม่ อย่างไร
คำอธิบายทางประวัติศาสตร์ที่ดีจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร
คำอธิบายดังกล่าวจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับกฎทั่วไป (general
law) ใดๆ หรือไม่
เป็นไปได้หรือไม่ที่จริงๆ
แล้วเราไม่อาจจะใช้หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เรามีอยู่สรุปไปหาความรู้ทางประวัติศาสตร์ได้
ปรัชญาประวัติศาสตร์แบบวิเคราะห์ยังให้ความสำคัญกับการพิจารณาว่าวิชาประวัติศาสตร์นั้นมีสถานภาพเหมือนหรือต่างจากวิทยาศาสตร์
(ธรรมชาติ) อย่างไร
นักปรัชญาประวัติศาสตร์ในแบบวิเคราะห์นั้นไม่ใคร่จะเชื่อนักว่า
ความรู้เกี่ยวกับโลกรวมถึงประวัติศาสตร์ของมนุษย์ด้วยนั้นจะเข้าถึงได้โดยใช้แต่เหตุผลที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องเชิงประจักษ์
โดยความรู้เกี่ยวกับโลกจะต้องได้มาจากการค้นคว้าเชิงประจักษ์ร่วมกับการวิเคราะห์ผลของการศึกษาค้นคว้าดังกล่าวในเชิงตรรกะ
จากที่กล่าวไปในครึ่งแรกของหัวข้อสารานุกรมนี้
ท่านจะเห็นได้ว่านักปรัชญาประวัติศาสตร์ทฤษฎีส่วนใหญ่มีท่าทีที่ตรงกันข้ามคือ
เชื่อมั่นในพลังของเหตุผลที่สามารถจะตรวจสอบความเข้าใจต่อประวัติศาสตร์ในระดับรากฐานได้
จนทำให้เราสามารถได้คำตอบว่าอะไรคือความหมายและโครงสร้างโดยรวมของประวัติศาสตร์มนุษย์
ต่อไปจะขอนำเสนอประเด็นถกเถียงสำคัญๆ
ในวงการปรัชญาประวัติศาสตร์แบบวิเคราะห์ 4 ประเด็นด้วยกัน
คือ 1. ประเด็นเรื่องกฎทั่วไปในทางประวัติศาสตร์ 2.
ความเป็นวัตถุวิสัยของความรู้ทางประวัติศาสตร์ 3.
การเป็นสาเหตุในทางประวัติสาสตร์ และ 4.
ประเด็นที่น่าสนใจอื่นๆ ในปัจจุบัน
3.1 กฎทั่วไปในทางประวัติศาสตร์
คาร์ล เฮมเพล
(Carl Hempel)
เสนอว่าคำอธิบายทางประวัติศาสตร์ที่ยอมรับได้จะต้องอาศัยกฎทั่วไปหรือกฎสากลจำนวนหนึ่งเป็นฐานของการอธิบายเสมอ
เช่นเดียวกับรูปแบบคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่าคำอธิบายตามกฎ
(covering-law model) เช่นเวลาที่นักวิทยาศาสตร์จะอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเช่นฝนตกนั้น
เขาจะต้องใช้กฎทางฟิสิกส์เกี่ยวกับการระเหยเป็นไอของของเหลว
การควบแน่นของไอน้ำเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลง
และกฎว่าด้วยแรงโน้มถ่วงของโลกมาใช้อธิบาย
สำหรับกฎทั่วไปในทางประวัติศาสตร์ที่เฮมเพลและผู้ที่สนับสนุนความคิดของเฮมเพลเสนอให้นำมาใช้อธิบายเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์นั้นก็คือกฎเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์
ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้มักแย้งว่าแท้จริงแล้วการพิจารณาพฤติกรรมของมนุษย์นั้นเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาโดยการตีความเป็นกรณีๆ
ไป โดยนักวิชาการบางคนเช่น อลัน โดเนแกน (Alan Donagan)
เชื่อว่าการอธิบายสังคมหลายครั้งจะกระทำได้ก็บนฐานของความสม่ำเสมอเชิงความน่าจะเป็นหรือสถิติ
(probabilistic regularity)
ไม่ใช่กฎสากล อีกหลายคน เช่น ไมเคิล สกริเวน (Michael
Scriven)
ชี้ให้เห็นว่าบางครั้งเกณฑ์วัดความเหมาะสมของคำอธิบายทางประวัติศาสตร์อาจไม่จำเป็นต้องมีเงื่อนไขเข้มงวดแบบต้องสมเหตุสมผลในทางตรรกะ
โดยเราอาจใช้เกณฑ์พิจารณาแบบ ‘ปฏิบัตินิยม’
ที่คำนึงถึงความเหมาะสมแบบอิงตามบริบทก็ได้ อย่างไรก็ตาม
โดยรวมๆ แล้วข้อโต้แย้งที่มีต่อการพยายามอธิบายตามกฎแบบเฮมเพลนั้นอาจสรุปได้เป็นสองประเด็นใหญ่ๆ
ดังนี้ (1) ดูเหมือนจะไม่มีตัวอย่างชัดๆ
เลยของกฎสากลทางประวัติศาสตร์
ไม่ว่าจะเป็นที่เกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์
และความสัมพันธ์ต่อเนื่องของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์
(2)
เราสามารถที่จะใช้กรอบความเข้าใจแบบอื่นมาอธิบายให้เข้าใจการกระทำและผลของการกระทำทั้งหลายในประวัติศาสตร์ได้
โดยไม่ต้องพึ่งวิธีเข้าใจแบบอธิบายตามกฎเลย เช่น
การอธิบายผ่านการเข้าใจการกระทำแบบเฉพาะเจาะจงของปัจเจกบุคคล
หรือเข้าใจการกระทำที่มีเหตุผลผ่านการตีความในแบบต่างๆ
หรือวิธีสืบสาวเหตุปัจจัยที่ไม่ต้องพึ่งกฎสากล
ถ้าเราพิจารณาประเด็นถกเถียงนี้ให้ดี
จะเห็นว่าเกิดขึ้นจากการพยายามทำให้วิทยาศาสตร์ทุกสาขานั้นมีความเป็นเอกภาพในวิธีการหาความรู้และอธิบายธรรมชาติ
และพยายามที่จะทำให้ศาสตร์อื่นๆ
ต้องมีลักษณะเช่นนั้นไปด้วย
หลายคนมองว่านี่เป็นการเริ่มต้นคิดถึงวิชาประวัติศาสตร์แบบผิดทาง
การอธิบายการกระทำของมนุษย์อาจทำไม่ได้ในแบบเดียวกับอธิบายปรากฏการณ์ฝนตกหรือการเดือดของน้ำ
3.2 ความเป็นภววิสัยของประวัติศาสตร์
คำถามที่สำคัญที่สุดของประเด็นถกเถียงนี้ก็คือ
“เป็นไปได้หรือไม่ที่ความรู้ทางประวัติศาสตร์นั้นจะตรงกับข้อเท็จจริงในอดีตจริงๆ”
หรือว่าความรู้ทางประวัติศาสตร์นั้นล้วนตั้งอยู่บนอคติ
การเลือกสรร/คัดออกในบางลักษณะ
หรือเป็นความรู้ที่ล้วนต้องผ่านการตีความแล้วไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
กล่าวโดยย่อก็คือความรู้ทางประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่ขึ้นกับมุมมองของนักประวัติศาสตร์แต่ละคน
และเราอาจเรียกคำอธิบายในทางประวัติศาสตร์ทั้งหลายได้ว่า
เป็นคำอธิบายที่แฝงความคิดเห็นหรือการประเมินค่าเอาไว้ (value-laden)
ไม่ใช่คำอธิบายที่เป็นกลางจริงๆ
ประเด็นเกี่ยวเนื่องที่นักปรัชญาประวัติศาสตร์วิเคราะห์สนใจกันมากก็คือประเด็นที่ว่าการกระทำทางสังคมทั้งหลายนั้นไม่ใช่การกระทำเชิงกายภาพล้วนๆ
แต่เป็นการกระทำภายใต้ระบบคุณค่าหนึ่งๆ เสมอ
ในทางตรงกันข้าม
กิจกรรมของการตีความการกระทำทางสังคมเหล่านั้นของนักประวัติศาสตร์เองก็ดูเหมือนจะกระทำภายใต้ระบบคุณค่าบางอย่างด้วยเช่นกัน
ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อทางศีลธรรม อุดมการณ์ทางการเมือง
หรือระบบชนชั้น ฯลฯ
นี่จึงทำให้ความมุ่งหวังที่จะมีคำอธิบายทางประวัติศาสตร์ที่เป็นกลางปราศจากอคตินั้นอาจเป็นได้แค่ความฝัน
อีกประเด็นที่สำคัญก็คือคำถามที่ว่าจริงๆ
แล้วสิ่งที่เรียกว่า ‘ความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์’
(historical reality) รวมทั้ง ‘ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์’
(historical fact) หรือแม้กระทั่ง
‘เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์’ (historical
event)
นั้นมีอยู่อย่างตามตัวและเป็นอิสระจากการที่คนในยุคต่อๆ
มาเลือกนำเสนอมันออกมาในแง่หนึ่งแง่ใดหรือไม่ หรือจริงๆ
แล้วของเหล่านี้เป็นสิ่งที่ ‘ถูกสร้างขึ้น’
(constructed) ไม่ในทางใดก็ทางหนึ่ง
ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่ ‘การปฏิวัติฝรั่งเศส’
หรือ ‘การเปลี่ยนแปลงการปกครอง
พ.ศ. 2475’
จะไม่ได้บ่งถึงความเป็นจริงหนึ่งใดอย่างตายตัว
ได้มีความพยายามจะอภิปรายเพื่อแก้ปัญหาข้างต้นอยู่พอสมควรในหมู่นักปรัชญาประวัติศาสตร์แบบวิเคราะห์
เช่นในเรื่องการต้องถือคุณค่าบางอย่างในการวิจัยนั้น
ได้มีพยายามพิจารณากันอีกครั้งว่าจริงๆ
แล้วมีอุปสรรคในทางญาณวิทยาใดๆ
หรือไม่อันจะทำให้นักประวัติศาสตร์ไม่สามารถจะเข้าใจระบบคุณค่าของวัฒนธรรมอื่นๆ
ในอดีต หลายคนตอบว่าไม่มี
โดยตั้งคำถามว่าทำไมการจะเข้าใจหรือประเมินระบบคุณค่าอื่นนั้นจะกระทำจากคนที่ถือระบบคุณค่าแตกต่างออกไปไม่ได้
ความเชื่อมั่นดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์และนักประวัติศาสตร์เองด้วย
โดยข้อสรุปของงานวิจัยที่พวกเขาทำนั้นหลายครั้งทีเดียวเกิดขึ้นจากการสังเกต
สัมภาษณ์ และจากหลักฐาน
มากกว่าจากการชี้นำของอุดมการณ์ที่เขาถืออยู่
จริงอยู่ที่นักวิจัยหลายคนทำงานอุดมการณ์
แต่ถ้าอุดมการณ์ดังกล่าวนั้นคือความมุ่งหวังที่จะได้ความรู้แบบภววิสัยแล้ว
ทำไมยังจะเห็นว่าเป็นอุปสรรคอีก
ในประเด็นที่เกี่ยวกับความเป็นภววิสัย (หรือความแน่นอน)
ของเหตุการณ์ในอดีตเองก็เช่นเดียวกัน
นักปรัชญาหลายคนพยายามตอบคำถามของผู้ที่สงสัยว่าเราไม่สามารถจะพูดถึงสิ่งหรือเหตุการณ์ในอดีตได้อย่างเที่ยงตรงหมดจดผ่านถ้อยคำเช่น
‘อาณาจักรโรมัน’ ‘กำแพงเมืองจีน’
‘ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของไทย’
ฯลฯ
(ด้วยเหตุที่ว่าถ้อยคำดังกล่าวแสดงถึงการ เลือกนำเสนอ
เหตุการณ์บางอย่างออกมาในบางแง่
มากกว่าพูดถึงบางสิ่งบางออย่างที่ดำรงอยู่ด้วยตัวของมันเอง)
หลายคนเชื่อว่าถึงแม้เราจะไม่สามารถบ่งถึงเหตุการณ์ในอดีตได้อย่างชัดเจนตายตัว
แต่อย่างน้อยเราน่าจะพูดถึงผลพวงหรือร่องรอยที่เหตุการณ์ในอดีตจำนวนหนึ่งทิ้งให้ปรากฏในปัจจุบันได้อย่างเป็นภววิสัย
เช่น
เราสามารถเห็นร่องรอยของการที่บุคคลบางคนทำอะไรบางอย่างในอดีต
เกิดภัยธรรมชาติขึ้นในตอนไหน ฝ่ายใดเป็นผู้ชนะสงคราม
สิ่งประดิษฐ์หนึ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อใด ฯลฯ
เราสามารถจะใช้ร่องรอยเหล่านั้นอนุมานไปสู่เหตุการณในอดีตได้ในระดับหนี่ง
อย่างไรก็ตาม
เราอาจจะไม่สามารถอนุมานไปถึงระดับของเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับมโนทัศน์ที่เป็นนามธรรมมากๆ
อย่าง กำเนิดของนครรัฐกรีก
กำเนิดของความเป็นเหตุผลในยุคแสงสว่างทางปัญญา (Enlightenment
rationality) หรือการปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน
ฯลฯ เพราะเหตุการณ์เหล่านี้จริงๆ
แล้วไม่ใช่เหตุการณ์เดียวโดดๆ
แต่เป็นเครือข่ายของเหตุการณ์ที่ถูกเลือก เน้น
และเชื่อมโยงโดยนักประวัติศาสตร์ เมื่อกาลเปลี่ยนไป
การปรับวิธีเชื่อมโยงหรือแนวการเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไรก็อาจเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ
นั้นหมายความว่าจริงๆ
แล้วเราสามารถไปถึงซึ่งความเป็นภววิสัยทางประวัติศาสตร์ได้
แต่ก็เป็นบางเรื่องหรือบางระดับเท่านั้น
ดังที่มีนักปรัชญาประวัติศาสตร์บางคนถึงกับเสนอว่าอะไรคือ
‘กำแพงเมืองจีน’
นั้น
เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นแค่ในเชิงความเข้าใจเสียมากกว่า
3.3 ประเด็นเรื่อง
‘สาเหตุทางประวัติศาสตร์’
อีกประเด็นหนึ่งที่พูดถึงกันมากก็คือเรื่องของการอธิบายว่าอะไรเป็นสาเหตุของอะไรในทางประวัติศาสตร์
เช่นเวลาที่บอกว่าสงครามกลางเมืองของอเมริกา (The American Civil War)
เกิดขึ้นจากความขัดแย้งทางเศรษฐกิจระหว่ารัฐทางเหนือกับรัฐทางใต้นั้น
เรากำลังพยายามยืนยันอะไรกันแน่
การยืนยันดังกล่าวจะต้องอ้างถึงกฎเชิงสาเหตุใดๆ หรือไม่
หรือจะต้องเกี่ยวกับเงื่อนไขจำเป็นหรือพอเพียงบางอย่าง
หรือว่าจะต้องยืนยันสายโซ่ทางสาเหตุของเหตุการณ์ในระดับที่ย่อยกว่าให้ได้เสียก่อน
รวมถึงที่ว่าประเด็นนี้ดูจะเกี่ยวกับความคิดเรื่องนิยัตินิยมในทางประวัติศาสตร์
(determinism in history)
อยู่มากทีเดียว
กล่าวคือเหตุการณ์หนึ่งจำเป็นต้องเกิดขึ้นในลักษณะหนึ่งด้วยหรือไม่ถ้าเหตุการณ์ในลักษณะหนึ่งได้เกิดขึ้นก่อนหน้า
นักปรัชญาประวัติศาสตร์แบบวิเคราะห์มักจะอาศัยข้ออภิปรายทางทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องการเป็นสาเหตุ
(causation)
ในวงการปรัชญาวิทยาศาสตร์มาเป็นฐานของการวิเคราะห์เรื่องการเป็นสาเหตุในทางประวัติศาสตร์ด้วย
ซึ่งโดยทั่วไปแล้วข้ออภิปรายดังกล่าววางอยู่บนความเห็นที่มีต่อสมมติฐานเกี่ยวกับการเป็นสาเหตุที่ถูกเสนอไว้โดยเดวิด
ฮูมตั้งแต่ศตวรรษที่ 18
ซึ่งเข้าใจว่าการเป็นสาเหตุนั้นเป็นเพียงแค่การเกิดขึ้นร่วมกันอย่างสม่ำเสมอระหว่างเหตุการณ์
และจริงๆ
แล้วไม่ได้มีกฎเกณฑ์หรือความสัมพันธ์พิเศษที่ผูกพันเหตุการณ์ต่างๆ
เอาไว้ด้วยกัน
ปฏิกิริยาที่มีต่อข้อเสนอของฮูมนั้นมีอยู่หลายทางด้วยกัน
ทั้งที่พยายามจะอธิบายสาเหตุทางประวัติศาสตร์โดยอ้างถึงกฎทั่วไปแบบเดียวกับที่ทำกันในทางวิทยาศาสตร์
แต่อย่างที่เคยพูดไปแล้ว (ดู 3.1)
ดูเหมือนเราจะไม่สามารถหากฎดังกล่าวได้ถ้าเป็นเรื่องของศาสตร์ทางสังคม
ทางออกอื่นที่เป็นไปได้ก็คือการพยายามจะเข้าใจ ‘การเป็นสาเหตุ’
ในลักษณะที่ไม่ต้องอิงกับกฎใดๆ
เช่นเปลี่ยนไปอธิบายโดยอาศัยความเข้าใจเรื่องเงื่อนไขที่พอเพียง
(sufficient condition)
หรือไม่ก็เงื่อนไขจำเป็น (necessary condition)
แทน
ในฐานะของสิ่งที่จะเพิ่มหรือลดความน่าจะเกิดขึ้นของเหตุการณ์หนึ่งๆ
บางคนก็หันไปเข้าใจการเป็นสาเหตุโดยใช้เงื่อนไขอีกประเภทที่เรียกว่าเงื่อนไขที่ตรงข้ามกับข้อเท็จจริง
(counterfactual condition)
กล่าวคือเหตุการณ์หนึ่งจะถือเป็นสาเหตุของเหตุการณ์ใด
ก็ต่อเมื่อถ้าเหตุการณ์แรกไม่เกิดขึ้นเหตุการณ์หลังก็ย่อมไม่เกิดขึ้นด้วย
(แต่ในเมื่อเราทราบตามข้อเท็จจริงว่าเหตุการณ์หลังที่เราต้องการอธิบายนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
เราจึงเรียกเงื่อนไขในลักษณะนี้ว่าแบบ ‘ตรงข้ามกับข้อเท็จจริง’)
อย่างไรก็ดี
ความพยายามเข้าใจการเป็นสาเหตุในลักษณะนี้ดูจะเป็นที่ถกเถียงกันอยู่พอสมควรว่าไม่ใช้คำอธิบายที่น่าพึงพอใจ
(ดูรายละเอียดเพิ่มได้ในสารานุกรมหัวข้อ
‘การเป็นสาเหตุ’)
ข้ออภิปรายในวงการปรัชญาวิเคราะห์เกี่ยวกับการเป็นสาเหตุอันเกี่ยวเนื่องกับการกระทำการของบุคคล
(agent
causation)
และที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมโนทัศน์เรื่อง
‘เหตุผล’ (reason)
กับ ‘การกระทำ’
(action)
ของมนุษย์นั้น
ดูจะได้รับความสนใจอยู่ไม่น้อยจากนักปรัชญาประวัติศาสตร์แบบวิเคราะห์
เนื่องจากเข้าใจกันอยู่ว่าผลพวงในทางประวัติศาสตร์หลายอย่างนั้นเกิดขึ้นจากการตัดสินใจกระทำของบุคคล
ถ้าเราสามารถระบุว่าอะไรคือ ‘เหตุผล’
เบื้องหลังการกระทำของบุคคลในประวัติศาสตร์ได้แล้ว
ก็เท่ากับเราระบุได้ส่วนหนึ่งว่าอะไรคือสาเหตุของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่บุคคลคนนั้นเกี่ยวข้องอยู่
บางครั้งเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นอย่างชัดเจนจากการกระทำของบุคคลบางคนอย่างเป็นรูปธรรม
ดังนั้นจึงอาจเป็นไปได้ที่คำอธิบายเกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เหตุการณ์นั้น
ก็คือตัวเหตุผลที่ผลักดันให้บุคคลกระทำนั่นเอง
กระนั้นปัญหาใหญ่ที่สุดที่นักปรัชญาประวัติศาสตร์ที่สนใจประเด็นเรื่องการเป็นสาเหตุต้องขบคิดก็คือ
การอธิบายหรือแกะรอยกลไกทางสาเหตุของเหตุการณ์ที่มีความสลับซับซ้อนนั้นสามารถกระทำได้จริงมากน้อยเพียงไร
เพราะเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่นั้นไม่ใช้เหตุการณ์เดี่ยวๆ
ที่เข้าใจได้ง่ายๆ
แต่มักเป็นชุดของเหตุการณ์ที่มีรายละเอียดอันสลับซับซ้อน
4.
ศาสตร์แห่งการตีความประวัติศาสตร์และประเด็นที่น่าสนใจอื่นๆ
4.1 ศาสตร์แห่งการตีความประวัติศาสตร์
ปรัชญาประวัติศาสตร์กระแสหลักของวงการปรัชญาในยุโรปภาคพื้นทวีปอีกแนวหนึ่งก็คือแนวที่อาศัยศาสตร์ที่เรียกว่าเฮอร์มีนูติกหรือศาสตร์แห่งการตีความเป็นพื้นฐาน
อย่างไรก็ตาม
แนวทางนี้ทำงานทางปรัชญาประวัติศาสตร์โดยเน้นไปที่การตีความการกระทำในประวัติศาสตร์ของปัจเจกบุคคล
แทนที่จะเป็นการตีความเพื่อหาความหมายโดยรวมของกระบวนการทางประวัติศาสตร์ทั้งหมด
ต้นเค้าของวิธีการแบบนี้มาจากธรรมเนียมทางวิชาการในการตีความพระคัมภีร์ของศาสนาคริสต์
กล่าวคือ
นักคิดแนวดังกล่าวนี้เชื่อว่าเราสามารถที่จะนำเอาเทคนิควิธีของการตีความตัวบทหรือตัวหนังสือ
มาใช้ตีความปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ที่กระทำผ่านการใช้ภาษาและสัญลักษณ์ในลักษณะอื่นได้เช่นกัน
กล่าวคือสิ่งอื่นๆ
ที่มนุษย์กระทำหรือผลิตสร้างก็มีฐานะเป็นตัวบทได้ด้วย
นักคิดเฮอร์มีนูติกยุคบุกเบิกอย่าง วิลเฮล์ม ดิลธาย (Wilhelm
Dilthey)
เสนอว่างานของนักค้นคว้าด้านศาสตร์เกี่ยวกับมนุษย์ (the
human science)
นั้นต่างจากงานของนักวิทยาศาสตร์ตรงที่
มันเป็นงานซึ่งพยายามจะทำความเข้าใจกับการกระทำที่มีความหมายของมนุษย์
(meaningful human actions)
ส่วนงานของนักวิทยาศาสตร์นั้นคือการอธิบายความสัมพันธ์ทางสาเหตุระหว่างเหตุการณ์ที่ไร้ความหมาย
เราต้องแยกให้ออกว่าส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์นั้นดำเนินไปด้วยการกระทำที่มีความหมายและการแสดงออกทางสัญลักษณ์
และประวัติศาสตร์ก็คือกระบวนการของการกระทำและการแสดงออกดังกล่าว
ดังนั้นจึงเหมาะสมที่สุดที่จะนำศาสตร์แห่งการตีความมาใช้ศึกษาประวัติศาสตร์
วิธีการหลักของสำนักทางความคิดนี้เรียกเป็นภาษาเยอรมันว่า
‘verstehen’ หรือวิธีการแห่งการเข้าใจ (understanding)
โดยผู้ที่ทำความเข้าใจจะต้องสนใจการก่อร่างตัวความหมายและความประสงค์ต่างๆ
ของบุคคลผู้กระทำการใดๆ
จากมุมมองของตัวบุคคลผู้ที่เราต้องการจะเข้าใจนั้นเอง
แนวการตีความตามวิธีดังกล่าวนี้ปรากฏในงานเขียนของนักปรัชญาภาคพื้นทวีปในศตวรรษที่
20 คนสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็น ไฮเดกเกอร์ (Heidegger)
กาดะเมอร์ (Gadamer)
ริเกอร์ (Ricoeur)
และฟูโกต์ (Foucault)
ปรัชญาประวัติศาสตร์แนวนี้เน้นพิจารณาประวัติศาสตร์ในมิติของการใช้ภาษาเป็นพิเศษ
ด้วยเหตุที่ว่ามนุษย์มีความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเองและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นผ่านภาษา
และสิ่งที่เราทำกับกิจกรรมทางภาษาเหล่านั้นได้ก็คือการตีความ
ดังนั้นนักประวัติศาสตร์ควรมองเข้าไปในเหตุการณ์และการกระทำต่างๆ
เพื่อค้นให้พบซึ่งความเชื่อมโยงทางด้านความหมายและปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ทั้งหลายที่มนุษย์ได้ผลิตสร้างขึ้น
การกระทำและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของมนุษย์ในแต่ละยุคสมัยอาจกระทำขึ้นภายในกรอบของชุดสัญลักษณ์ที่บุคคลแต่ละกลุ่มมีได้ต่างกัน
ดังนั้นหากเราละเลยข้อเท็จจริงอันเป็นพื้นฐานอันนี้ไป
แล้วพยายามไปเข้าใจความสัมพันธ์ของมนุษย์ในอดีตด้วยกรอบคิดที่วางอยู่บนระบบสัญลักษณ์ระบบเดียว
จะทำให้เราไม่สามารถเข้าใจปรากฏการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ต่างสมัยหรือต่างบริบทกันได้จริงๆ
ที่งานปรัชญาประวัติศาสตร์ซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนศาสตร์แห่งการตีความมีอิทธิพลมากขึ้นตั้งแต่กลางศตวรรษที่
20 มานั้น
ก็เพราะแนวคิดที่ตีความความประวัติศาสตร์โลกผ่านเรื่องเล่าว่าด้วยความก้าวหน้าชนิดต่างๆ
นั้น ถูกท้าทายจากการเกิดขึ้นของสงคราม
ความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างชาติและเผ่าพันธุ์
รวมถึงเหตุการณ์สังหารหมู่ชาวยิวโดยพวกนาซีในสมัยครามโลกครั้งที่สอง
เหตุการณ์ที่น่ากลัวเหล่านี้ดูจะเป็นประจักษ์พยานในการปฏิเสธการเข้าใจความหมายของประวัติศาสตร์แบบมีพัฒนาการเสียมากกว่า
สำนักศาสตร์แห่งการตีความจึงหันหลังให้กับการเล่าเรื่องแบบเหมารวมและเชื่อว่าประวัติศาสตร์มีเป้าหมายบางอย่างในอนาคต
มาสู่การมองความหมายของประวัติศาสตร์เสียใหม่ผ่านเรื่องเล่าในรูปความทรงจำ
(history as remembrance)
นักปรัชญาและนักประวัติศาสตร์ร่วมสมัยหลายคนได้รับแรงบันดาลใจมาจากการพยายามทำความเข้าใจเหตุการณ์อย่างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว
ปอล ริเกอร์ชี้ให้เห็นว่าทั้งความทรงจำส่วนบุคคล
ความทรงจำของวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์นั้น
มีพื้นฐานร่วมเป็นอย่างเดียวกัน
นักประวัติศาสตร์บางคนสนใจศึกษาบาดแผลในใจ (trauma)
จากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวเป็นพิเศษโดยอาศัยเครื่องมือจากศาสตร์แห่งการตีความ
หลายคนหันมาให้ความสำคัญกับการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
(folk history)
โดยเชื่อว่าเป็นสิ่งที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการผลิตสร้างความเข้าใจหรือการตีความร่วมเกี่ยวกับ
‘อดีต’
ของผู้คนในสังคมขึ้นมา
มีความเห็นรวมกันในหมู่นักปรัชญาและนักประวัติศาสตร์แนวนี้ว่า
ความทรงจำและการถ่ายทอดภาพของอดีตออกมาในลักษณะใดลักษณะหนึ่งนั้นเล่นบทบาทอย่างสำคัญในการก่อรูปความเข้าใจว่าอะไรคือ
‘อัตลักษณ์’ (identity)
ทางเชื้อชาติและอัตลักษณ์ของความเป็นชาติขึ้นมา
โดยมักจะเน้นให้เห็นถึงมิติของความเป็นอัตวิสัย
(คือไม่ได้เป็นเรื่องของข้อเท็จจริงแบบตายตัวซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้
และไม่ขึ้นกับการรับรู้เข้าใจของมนุษย์)
ซึ่งแฝงอยู่ในความทรงจำของคนในชาติผ่านการยอมรับเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับตนเอง
มีข้อน่าสังเกตอยู่ประการหนึ่งว่า
แม้แต่นักปรัชญาประวัติศาสตร์แบบวิเคราะห์
(จะกล่าวถึงในหัวข้อต่อไป)
ซึ่งไม่ได้อยู่ในจารีตทางปรัชญาแบบยุโรปภาคพื้นทวีปบางคน
ก็ยังคิดเห็นไปในทำนองเดียวกันกับนักปรัชญาแนวศาสตร์แห่งการตีความ
อาร์ จี คอลลิงวูด (R. G. Collingwood)
นักปรัชญาชาวอังกฤษในช่วงกลางศตวรรษที่ 20
ก็ยังชี้ให้เห็นว่าประวัติศาสตร์มีองค์ประกอบพื้นฐานคือการกระทำของมนุษย์
และการกระทำของมนุษย์นั้นเป็นผลจากการไตร่ตรอง เจตนารมณ์
และการตัดสินใจเลือก
ดังนั้นงานที่นักประวัติศาสตร์ทำได้และต้องทำก็คือการอธิบายกระบวนการทางประวัติศาสตร์จาก
‘มุมมองภายใน’ (from within)
กล่าวคือต้องพยายามวาดภาพกระบวนการคิดภายในใจของบุคคลผู้กระทำการในประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่ให้ได้
4.2
ประเด็นทางปรัชญาประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอื่นๆ
ในขณะที่แต่เดิมนักปรัชญาประวัติศาสตร์แบบวิเคราะห์เน้นพิจารณาเปรียบเทียบความรู้ของนักประวัติศาสตร์กับความรู้ของนักวิทยาศาสตร์
และมีเป้าหมายจริงๆ
อยู่ที่ความพยายามที่จะทำให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์นั้นสามารถถูกตรวจสอบยืนยันและให้ข้อสรุปที่เป็นการทั่วไปได้ในแบบเดียวกับวิทยาศาสตร์
แต่หลังจากที่เฮย์เดน ไวท์ (Hayden
White) เขียนหนังสือชื่อ
Metahistory ออกมาเมื่อปี 1973
ความสนใจของนักปรัชญาประวัติศาสตร์แบบวิเคราะห์ก็เริ่มเปลี่ยนไป
กล่าวคือหันมาให้ความสนใจมากขึ้นกับแนวทางปรัชญาที่เรียกว่า
‘เฮอร์มินิวติก’
(hermeneutic)
และทัศนะแบบ ‘หลังสมัยใหม่’
(post-modernism)
รวมทั้งทฤษฎีวรรณกรรมสำนักฝรั่งเศส
ซึ่งเป็นกระแสความคิดสำคัญของวงการปรัชญาในยุโรปภาคพื้นทวีป
โดยหันมาสนใจประวัติศาสตร์ในฐานะเป็นงานเขียนประเภทหนึ่ง
ข้อเขียนทางประวัติศาสตร์ไม่ได้เป็นแค่การรวบรวมข้อเท็จจริง
หากแต่เป็นการเล่าเรื่องชนิดหนึ่ง
จึงไม่สามารถจะเอาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติเป็นต้นแบบของการศึกษาได้
แทนที่จะสนใจคำอธิบายในเชิงสาเหตุ
เราควรหันไปให้ความสำคัญกับลักษณะการนำเสนอเรื่องเล่า (narrative)
ของนักประวัติศาสตร์มากกว่า
นอกจากนั้น
ปรัชญาประวัติศาสตร์วิเคราะห์แนวใหม่นี้ยังพยายามเน้นให้เห็นว่า
งานทางประวัติศาสตร์นั้นมีลักษณะเป็นอัตวิสัย (subjectivity)
และสามารถถูกตีความได้หลากหลายทาง
มากกว่าที่จะเป็นภววิสัย เป็นเรื่องจริง
หรือสะท้อนความเป็นจริง
ถ้าจะกล่าวโดยเชื่อมโยงกับปรัชญาประวัติศาสตร์เชิงทฤษฎี
ก็ดูเหมือนว่าปรัชญาประวัติศาสตร์วิเคราะห์แนวใหม่จะมีท่าทีเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ไปในแบบประวัติศาสตร์นิยม
(historicist) หรือแบบแฮร์เดอร์
มากกว่าสากลนิยม (univrsalist)
แบบของวิโก้
กล่าวคือมองเห็นร่วมกันว่าสำนึกทั้งหลายของมนุษย์นั้นเป็นผลผลิตของเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์
งานสำคัญของนักประวัติศาสตร์จึงคือการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความรู้สึกนึกคิดของบุคคลผู้กระทำการทั้งหลายในอดีต
และด้วยเหตุนี้นักประวัติศาสตร์ร่วมสมัยบางคนถึงได้หันไปให้ความสำคัญกับเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ของสาขาวิชาทางมานุษยวิทยาที่เรียกว่า’ชาติพันธุ์วรรณนา’
(ethonography)
ซึ่งมุ่งหาความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมของกลุ่มชนในระดับความคิดความเชื่อและจิตสำนึก
งานทางวิชาการของนักประวัติศาสตร์เองหรือนักสังคมศาสตร์บางพวกก็มีส่วนช่วยกำหนดขอบเขตความสนใจทางปรัชญาประวัติศาสตร์ในปัจจุบันอยู่พอสมควร
เนื่องจากนักประวัติศาสตร์มักไม่ค่อยสนใจกับปัญหากว้างๆ
อย่างเรื่องความหมายของประวัติศาสตร์หรือสถานภาพของความรู้ทางประวัติศาสตร์
แต่จะมีนักประวัติศาสตร์หรือนักสังคมศาสตร์บางกลุ่มที่พยายามเชื่อมโยงงานทางประวัติศาสตร์เข้ากับปรัชญาแล้วสนใจกับประเด็นบางประเด็นในระดับที่เฉพาะเจาะจงกว่า
เช่นสนใจวิพากษ์มโนทัศน์หรือสมมติฐานที่ใช้ในการอ้างเหตุผลหรือการสนทนาระหว่างงานทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริงๆ
จากการที่เหล่านักประวัติศาสตร์พยายามจะแข่งกันอธิบายหรือเข้าใจอดีต
เราอาจจัดงานในลักษณะนี้ได้ว่าเป็นงานปรัชญาประวัติศาสตร์ระดับกลางๆ
ตัวอย่างของมโนทัศน์ที่ได้รับความสนใจในหมู่นักประวัติศาสตร์ในปัจจุบันนี้ก็มีเช่น
มโนทัศน์เรื่อง
‘เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์’ (historical
event) และ ‘สิ่งทางประวัติศาสตร์’
(historical things)
ซึ่งถือได้ว่าเป็นประเด็นในทางภววิทยา
(ข้อสนใจเรื่องการมีอยู่ของสิ่งต่างๆ)
ของสิ่งที่นักประวัติศาสตร์ใช้พูดจาสนทนากัน
บางคนพยายามเสนอการวิเคราะห์มโนทัศน์ ‘สำนึกทางชนชั้น’
(class consciousness)
และบางคนเสนอให้นักประวัติศาสตร์หันมาสนใจกับการตีความวัฒนธรรมให้มากขึ้น
รวมถึงบางคนนำเอาความคิดในสาขาวรรณคดีวิจารณ์เข้ามาใช้ในการอ่านเอกสารทางประวัติศาสตร์ด้วย
4.3
ภาพรวมของปรัชญาประวัติศาสตร์ในปัจจุบัน
เราอาจสรุปภาพรวมของปรัชญาประวัติศาสตร์ในปัจจุบันได้ในรูปของชุดคำถามสำคัญๆ
ซึ่งยังถกเถียงกันอยู่อย่างไม่มีข้อยุติดังนี้ (1)
ธรรมชาติของความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์นั้นคือความเป็นจริงเกี่ยวกับอะไรกันแน่
เวลาที่เราพูดถึงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับรัฐ อาณาจักร
หรือขบวนการเคลื่อนไหว ฯลฯ นั้น
เรากำลังสร้างสิ่งที่ไม่มีตัวตนจริงๆ
ให้มีตัวตนขึ้นมาหรือไม่ (2)
ธรรมชาติของความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์นั้นคือแบบใดกันแน่
ถ้าไม่ใช่ความสัมพันธ์เชิงกฎแบบเดียวกับที่ใช้อธิบายเหตุการณ์เกี่ยวกับวัตถุทางกายภายแล้ว
จะเป็นความสัมพันธ์แบบใด
รวมถึงเราจะอธิบายพลังทางสาเหตุระหว่างเหตุการณ์ได้อย่างไร
(3) บทบาทของการตีความ
‘ประสบการณ์ที่บุคคลรับรู้จริง’ (lived
experience) ของผู้กระทำการในอดีตนั้น
ควรจะมีอยู่มากน้อยเพียงใดในการเข้าใจประวัติศาสตร์
และนักประวัติศาสตร์จะสามารถยืนยันความรู้เกี่ยวกับประสบการณ์ชนิดดังกล่าวได้อย่างไร
เป็นไปได้อย่างไรกันที่เราจะสามารถตีความหัวจิตหัวใจหรือการกระทำของคนในอดีตได้อย่างน่าเชื่อถือ
รวมถึงความรู้เชิงประสบการณ์ดังกล่าว (ถ้ามีได้จริง)
จะมีความสำคัญเพียงใดกับอธิบายเรื่องการเป็นสาเหตุทางประวัติศาสตร์
(4)
มีหนทางที่เราจะมั่นใจร่วมกันได้หรือไม่กับคำตอบเกี่ยวกับอดีต
เกี่ยวกับสถาบันในอดีต เกี่ยวกับโครงสร้างทางสังคม
เศรษฐกิจ การเมือง ในอดีต เกี่ยวกับบุคคลผู้กระทำการ
รวมทั้งคำอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ
เหล่านี้ที่นักประวัติศาสตร์ให้กับเราไปในทางต่างๆ กัน
หรือว่าอย่างไรก็ตามการอ้างความรู้ในทางประวัติศาสตร์นั้นก็สามารถถูกตั้งคำถามได้เสมอ
ปรัชญาประวัติศาสตร์กระแสใหม่ที่ท่านเห็นไปในตอนท้ายของหัวข้อที่
2 และ 3
นั้นสามารถให้คำตอบบางอย่างกับคำถามพื้นฐานเหล่านี้ได้
ทั้งปรัชญาประวัติศาสตร์ที่มีพื้นฐานจากธรรมเนียมแบบยุโรปภาคพื้นทวีปและปรัชญาวิเคระห์แบบแองโกล-อเมริกัน
ต่างหันมาเน้นการมองประวัติศาสตร์ในฐานะของเรื่องเล่าและเกี่ยวข้องกับการตีความในบางลักษณะด้วยกันทั้งคู่
ในวงการปรัชญาวิเคราะห์นั้นระเบียบที่เข้มงวดของการแสวงหาความรู้ยังคงถือเป็นหลักอยู่
แต่อิทธิพลของแนวคิดแบบปฏิฐานนิยม (positivism)
ซึ่งให้ความสำคัญกับหลักฐานเชิงประจักษ์เท่านั้นเริ่มเสื่อมคลายลงไปเรื่อยๆ
นักปรัชญาประวัติศาสตร์จากธรรมเนียมทั้งสองหันมาร่วมมือและอาศัยประโยชน์จากการค้นคว้าของนักประวัติศาสตร์เองและนักสังคมศาสตร์หลายๆ
สาขามากขึ้น
และถ้าหากเราจะลองมองภาพโดยรวมเกี่ยวกับทัศนคติที่นักปรัชญาประวัติศาสตร์รุ่นใหม่หลายๆ
คนมีอยู่ร่วมกันในตอนนี้ ก็อาจจะสรุปออกมาได้ดังนี้
นักปรัชญาประวัติศาสตร์มีความเห็นร่วมๆ กันว่า
ประวัติศาสตร์นั้นมีองค์ประกอบพื้นฐานคือการกระทำทั้งหลายของมนุษย์
และการกระทำดังกล่าวนั้นเข้าใจได้ภายในกรอบของสถาบันและโครงสร้างบางอย่างที่ตัวมนุษย์เองเป็นผู้สร้างขึ้น
ไม่มีโครงสร้างแห่งความหมายที่อยู่เหนือระดับของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ขึ้นไป
เหตุผล (reason)
ของการกระทำของบุคคลสามารถมีฐานะเป็น ‘สาเหตุ’
ในการอธิบายประวัติศาสตร์ในเชิงสาเหตุและผลได้
รวมถึงเราสามารถตีความการกระทำหรือความตั้งใจของบุคคลได้
คำอธิบายทางประวัติศาสตร์จึงเป็นทั้งเรื่องของสาเหตุและผลลัพธ์และเรื่องของการตีความ
นักปรัชญาประวัติศาสตร์ในปัจจุบันยังมีแนวโน้มร่วมกันที่จะไม่เชื่อว่ามีกฎที่เป็นสากลที่จะใช้อธิบายการกระทำของมนุษย์ได้
อย่างไรก็ตาม
เราสามารถแสวงหาคำตอบเกี่ยวกับการเป็นสาเหตุในสังคมได้ผ่านกี่พิจารณาการกระทำของมนุษย์ภายใต้ความสัมพันธ์ตามกรอบสถาบันและโครงสร้างต่างๆ
ที่ดำรงอยู่ในขณะหนึ่งๆ
ในด้านของการอ้างความรู้ในทางประวัติศาสตร์นั้น
นักปรัชญาประวัติศาสตร์ในปัจจุบันมีแนวโน้มให้น้ำหนักกับหลักฐานและการศึกษาค้นคว้าในเชิงประจักษ์
ความเป็นภววิสัยของความรู้ทางประวัติศาสตร์อาจจะเกิดขึ้นได้ในความหมายที่ว่า
นักประวัติศาสตร์สามารถอาศัยการสืบค้นที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับหลักฐานในบางลักษณะเพื่อจะสร้างทฤษฎีที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับอดีตขึ้นมาได้
ทั้งนี้อาจจะไม่ได้หมายความว่าเราสามารถที่จะหาการตีความทางประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องเพียงการตีความเดียวได้
แต่นักประวัติศาสตร์จะต้องสนใจเป็นพิเศษกับรูปแบบการนำเสนอความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์เดียวกันในอดีตที่สามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายทาง
ซึ่งอาจจะน่าเชื่อถือได้พอๆ กัน
บางการนำเสนอภาพของอดีตอาจจะเน้นด้านสาเหตุปัจจัย
บางการนำเสนออาจเน้นไปที่การบรรยายสภาพแวดล้อมทางกายภาพ
และบางการนำเสนออาจเป็นเกี่ยวกับการตีความการกระทำของมนุษย์ออกมาเป็นเรื่องเล่า
พุฒวิทย์ บุนนาค (ผู้เรียบเรียง)
เรียบเรียงจาก
|
· |
Dray, W. H. 1967. Philosophy of History. In Paul Edward
(ed.). The Encyclopedia of Philosophy. New
York: MacMillan, Vol. 6: 247-254. |
|
· |
Graham, Gordon. Philosophy of History. In Edward Craig (ed.).
Routledge Encyclopedia of Philosophy
[CD-Rom Version 1.0]. |
|
· |
Little, Daniel. 2007. Philosophy of History. In Edward
N. Zalta (ed.).
The Stanford Encyclopedia of Philosophy. URL=<http://plato.stanford.edu/entries/history/>. |
เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม
|
· |
Collingwood,
R. G. 1946. The Idea of History. Oxford:
Clarendon Press. (งานปรัชญาประวัติศาสตร์ที่พยายามเข้าใจประวัติศาสตร์ผ่านประสบการที่บุคคลรับรู้เล่มสำคัญที่สุดจากนักปรัชญาแบบวิเคราะห์)
|
|
· |
Danto, A. C.
1965. Analytical Philosophy of History.
Cambridge: Cambridge University Press. (งานที่ถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของปรัชญาประวัติศาสตร์แบบวิเคราะห์) |
|
· |
Dray, W. H.
1957. Laws and Explanation in History.
Oxford: Clarendon Press. (งานที่เสนอข้อโต้แย้งต่อรูปแบบการอธิบายตามกฎ(‘covering
law’ theory of historical explanation)
ที่มีชื่อเสียงที่สุด) |
|
· |
Hegel, G. W.
F. 1837. Lectures on the Philosophy of World
History. Trans. H. B. Nisbet. Cambridge:
Cambridge University Press, 1975. (บทแปลที่ดีที่สุดของงานปรัชญาประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญของเฮเกล) |
|
· |
Hempel, C. G.
1942 The Function of General Laws in History.
Journal of Philosophy 38 (1): 35-48. (งานที่เสนอว่าคำอธิบายทางประวัติศาสตร์ควรมีลักษณะเดียวกับคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์
คือเป็นคำอธิบายตามกฎ (‘covering law’ theory of
historical explanation)) |
|
· |
Herder, J. G.
1800. Outlines of a Philosophy of the History of
Man.
Trans. T. O. Churchill, abridged F. C. Manuel. London:
University of Chicago Press, 1968. (งานปรัชญาประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญของแฮร์เดอร์) |
|
· |
Popper, K. R.
1957. The Poverty of Historicism.
London: Routledge & Kegan Paul. (ยอมรับกันว่าเป็นเงินที่เสนอข้อตโต้แย้งต่อแนวคิดแบบประวัติศาสตร์นิยมที่มีชื่อเสียงที่สุด) |
|
· |
Spengler, O.
1918. The Decline of the West. Trans. C.
F. Atkinson. London: Allen and Unwin, 2 vols., 1926. (อาจจะเป็นงานของนักประวัติศาสตร์ที่คิดเป็นปรัชญาซึ่งมีข้อเสนอที่ทะเยอทะยานที่สุด) |
|
· |
Vico, G.
1744. The New Science. Trans. T. G. Bergin
and M. H. Fisch. Ithaca, NY: Cornell University Press,
1948. (งานปรัชญาประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญของวิโก้) |
|
· |
Walsh, W. H.
1967. Introduction to Philosophy of History.
London: Hutchinson, 3rd revised edition. (หนังสือแนะนำปรัชญาประวัติศาสตร์ที่ถือเป็นมาตรฐานเล่มหนึ่ง) |
|